| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระกาฬุทายีเถระ

                                พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องพระกาฬทายีเถระไว้ในอัครฐานอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างยังตระกูลให้มีความเลื่อมใส พระมหาเถระยังชนทั้งหลายบรรดาที่อยู่ในพระราชนิเวศน์แห่งพระเจ้าสิริสุทโธทนะผู้เป็นพระพุทธบิดา บรรดาที่ยังมิได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าให้มีความประสาทศรัทธาเลื่อมใส
            ในปัญหากรรมแห่งพระมหาเถระอันริเริ่มแรกปรารถนาบำเพ็ญบุญญาภินิหาร ปรารถนาสาวกภูมิโพธิญาณตราบเท่าได้เสร็จแก่สาวกบารมีญาณ เดิมทีกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านได้บังเกิดในเรือนแห่งตระกูลในหงสาวดีนคร เมื่อได้สดับพระสัทธรรมเทศนาเฉพาะพระพักตรพระพุทธเจ้า และได้เห็นพระบรมศาสดาทรงประทานที่ฐานันดรอันเลิศฝ่ายข้างยังตระกูลให้เลื่อมใสนั้นแก่ภิกษุรูปหนึ่ง จึงอุตสาห์บำเพ็ญอธิการกุศลอันยิ่งแล้วก็ปรารถนาซึ่งที่ฐานันดรนั้น ครั้นอุตสาห์บำเพ็ญการกุศลตราบเท่าสิ้นพระชนมายุแล้ว เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวคติและมนุษยคติสิ้นกาลช้านานในวันพระบรมโพธิสัตว์ของเรา เสด็จลงสู่ปฎิสนธิในคัพโภทรแห่งชนนีนั้น กลุบุตรผู้นั้นก็คลอดออกจากครรภ์มารดาพร้อมกันกับพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
            ในเพลานั้น ราชบุตรทั้งหลายก็ไปนำเอาทารกผู้นั้นเพื่อประโยชน์จะให้เป็นข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แห่งพระบรมโพธิสัตว์ ความจริงในวันเมื่อพระบรมโพธิสัตว์ประสูตินั้นชื่อว่า สหชาติธรรมทั้งหลายที่บังเกิดนั้นเจ็ดประการคือ ไม้พระมหาโพธิ ๑ พระพิมพามารดาพระราหุล ๑ ขุมทองทั้งสี่ ๑ ช้างพระที่นั่งทรง ๑ ม้ากัณฐกัศวราช ๑ นายฉันนามาตย ๑ กาฬุทายีอำมาตย์ ๑ ในวันอันจะให้นามแก่ทารกบุตรอำมาตย์นั้น ชนทั้งหลายจึงให้นามว่า อุทายีกุมาร เหตุว่าในวันอันกุมารบังเกิดนั้น ชนชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตสูงขึ้นด้วยปิตี และอุทายีกุมารนั้นมีกายจะดำอยู่สักหน่อยหนึ่ง จึงบังเกิดนามว่า กาฬุทายี กาฬุทายีกุมารได้เป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมากับพระบรมโพธิสัตว์เจ้า
            ในกาลต่อมา พระบรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกสู่พระมหาภิเนษกรมณ์ บรรพชาได้บรรลุสัพพัญญุตญาณแล้ว ตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัตนสูตรเสร็จแล้ว และเสด็จเที่ยวไปโปรดเวไนยสัตว์อยู่โดยอนุกรมลำดับ แล้วเสด็จไปจำพระวัสสาอยู่ในกรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนพุทธชนกาธิบดีทรงทราบว่า พระสิทธัตถราชกุมารอัครปิโยรสได้เสร็จแก่พระสัพพัญญุตญาณแล้ว เสด็จประทับอยู่ในพระเวฬุวนาราม อาศัยกรุงราชคฤห์เป็นที่โคจรสถาน จึงมีพระราชโองการดำรัสให้อำมาตย์ผู้หนึ่งกับบริวารพันหนึ่ง ไปยังสำนักพระบรมศาสดาว่าท่านจงไปพาพระราชโอรสของเรามาในที่นี้ อำมาตย์ผู้นั้นครั้นไปสิ้นมรรคา ๖๐ โยชน์แล้ว จึงพาพวกบริษัทไปสู่พระวิหารในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ท่ามกลางบริษัท ตรัสโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาอยู่ อำมาตย์ผู้นั้นก็นั่งฟังพระสัทธรรมเทศนาก็ได้บรรลุถึงพระอรหัตกับด้วยบริวารของตน
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสเรียกว่า ภิกษุทั้งหลาย จงมาเถิดมาประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนาแห่งตถาคตเถิด ขณะนั้นอำมาตย์กับบริวารทั้งปวงก็ได้ทรงไว้ซึ่งไตรจีวรบาตรบริขารอันแล้วด้วยฤทธิ์ จำเดิมแต่ได้สำเร็จพระอรหัตแล้วก็ได้นามว่าเป็นพระอริย มีสันดานอันมัธยัสถ์เป็นอุเบกขา มิได้เหลียวแลเอื้อเฟิ้อในสัตว์ และสังขาร เพิกเฉยอยู่ จะได้กราบทูลประพฤติข่าวสารที่พระเจ้าสุทโธทนส่งมานั้นหามิได้ ส่วนพระเจ้าสุทโธทนจึงทรงพระรำพึงว่า พระราชโอรสของเราไม่เสด็จมาเลย พระองค์จึงส่งอำมาตย์คนอื่นไปอีก อำมาตย์ผู้นั้นครั้นไปถึงแล้วได้ฟังพระสัทธรรมเทศนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตกับด้วยบริษัทของตน และก็พากันเพิกเฉยนิ่งเสียสิ้นดุจในหนหลัง พระเจ้าสุทโธทนทรงใช้ให้อำมาตย์กับบริวารไปทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ถึงเก้าครั้ง อำมาตย์ทั้งปวงนั้นครั้นสำเร็จประโยชน์แห่งตนแล้ว ก็พากันนิ่งเฉยเสียสิ้นไม่มีผู้ใดจะกราบทูลอาราธนาเลย
            ลำดับนั้ย พระเจ้าสุทโธทนทรงพระรำพึงว่า บุคคลผู้อื่นไปไม่อาจจะพาเสด็จพระบวรโอรสาธิราชแห่งเรามาได้ เห็นแต่กาฬุทายีบุตรอำมาตย์ผู้เดียวนี้ ได้เป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมากับพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็เกิดวันเดียวกันเห็นจะมีเสน่หาอาลัย จงรักภักดีต่อเราอยู่บ้าง จึงมีรับสั่งให้หากาฬุทายีอำมาตย์เข้ามาเฝ้า แล้วตรัสว่าท่านจงนำบริวารไปสักพันหนึ่ง แล้วจงพาเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาให้จงได้ กาฬุทายีอำมาตย์รับพระราชโองการแล้วกราบทูลว่า เมื่อเกล้ากระหม่อมฉันจะพึงได้บรรพชาเช่นบุรุษทั้งหลายที่ไปก่อนนั้น กระหม่อมฉันจะรับอาสาพาสมเด็จพระบรมศาสดามายังสำนักพระองค์ให้จงได้ พระเจ้าสุทโธทนจึงตรัสว่า เมื่อท่านจะบรรพชาหรือว่าจะกระทำเป็นประการใดก็สุดแท้แต่อัชฌาสัยเถิด
            กาฬุทายีอำมาตย์ จึงนำเอาพระราชสารพระเจ้าสุทโธทนไปสู่กรุงราชคฤห์ไปยืนอยู่ในที่สุดแห่งบริษัท ในเวลาแห่งพระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่นั้น พลอยได้รับรสพระสัทธรรมเทศนาได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ก็ได้ดำรงอยู่ในความเป็นเอหิภิกขุภาพ ท่านจึงดำริว่าอันจะเสด็จไปสู่พระนคร แห่งตระกูลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น บัดนี้ยังไม่ควรก่อน ต่อวสันตฤดูกาลในราวป่ามีดอกบุบผาชาติอันงามควรจะเป็นที่ทัศนานำมาซึ่งความยินดี พื้นปฐพีนั้นปราศจากเปือกตมดาดาษไปด้วยหญ้าแพรกอันงอกงาม กาลนั้นสมควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จไป  ดำริดังนี้แล้วก็คอยกำหนดนับกาลวันอันควรอยู่ ครั้นย่างเข้ามาในเหมันฤดูแล้ว ท่านจึงกราบทูลพรรณามรคาวิถีที่จะเชิญ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้คืนพระนครด้วยพระคาถา ๖๐ พระคาถา
        พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า กาฬุกายีภิกษุนี้มาพรรณาหนทางเพื่อจะให้ตถาคตเสด็จไป เทศกาลฤดูนี้สมควรที่ตถาคตจะเสด็จไปสู่นครกบิลพัสดุ์แล้ว ทรงกำหนดเช่นนี้แล้วก็มีพระขีณาสพสงฆ์สองหมื่น เป็นยศบริวารเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ทรงพุทธจาริกไปด้วยอตุริตคมนาการค่อย ๆ เสด็จไป ประทับแรมมรคาแต่วันละโยชน์ โปรดมหาชนชาวบ้านนอกขอบชนบทตามมรรคา เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์
            ส่วนพระกาฬุทายีเถระ ครั้นรู้ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกแล้ว ท่านจึงดำริว่าควรที่ตนจะรีบไปให้สัญญาแก่พระเจ้าสุทโธทนให้ทรงทราบก่อน ดำริแล้วจึงเหาะขึ้นสู่ห้องเวหาด้วยฤทธิ์ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ลอยอยู่ในพื้นนภากาศในราชฐานบันดาลกายให้ปรากฎแก่พระเจ้าสุทโธทน พระเจ้าสุทโธทนทอดพระเนตรเห็นเพศอันไม่เคยเห็นก็ทรงจำไม่ได้ถนัด จึงตรัสถามว่าท่านนี้เป็นอะไรมาแต่ไหน พระกาฬุทายีเถระจึงถวายพระพรตอบว่า ขอถวายพระพรบรมบพิตรพระราชสมภารผู้ประเสริฐ พระองค์ไม่ทรงรู้จักอาตมภาพผู้เป็นบุตรอำมาตย์ที่พระราชสมภารส่งไปยังสำนักพระบรมศาสดานั้นดอกหรือ บรมบพิตรจงทรงทราบพระญาณด้วยประการฉะนี้เถิด ท่านถวายพระพรแล้วเมื่อจะแสดงความให้ทรงทราบ จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถาว่า อาตมภาพนี้เป็นโอรสแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระราชสมภารเจ้านี้ได้เป็นพระพุทธบิดาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระบรมบิดาของอาตมภาพโดยธรรม พระกาฬุทายีเถระเมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า อาตมภาพได้เป็นโอรสแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าฉะนี้แล้ว ท่านก็กล่าวแก้ซึ่งพระอรหัตตผล แก่พระสุทโธทน ทำให้พระองค์ทรงพระโสมนัสยินดียิ่งนัก จึงอาราธนาท่านให้นั่งเหนือราชบัลลังก์ ยังบาตรของท่านให้เต็มด้วยรสโภชนียาหารมีรสเลิศต่าง ๆ ส่วนพระมหาเถระจึงลอยออกจากอาสนะแสดงกิริยาที่จะไป พระองค์จึงอาราธนาว่าท่านจงนั่งฉันในที่นี้เถิด พระมหาเถระจึงถวายพระพรว่า อาตมภาพจะไปฉันในสำนักพระบรมศาสดา พระองค์จึงถามว่าบัดนี้พระบรมศาสดาอยู่ ณ ฐานที่ใด พระมหาเถระถวายพระพรว่า บัดนี้พระบรมศาสดามีพระภิกษุสองหมื่นเป็นบริวาร เสด็จพุทธดำเนินมาตามมรคาปรารถนาจะมาเยือนพระราชสมภารเจ้า พระองค์จึงตรัสว่าท่านฉันอาหารบิณฑบาตนี้เสียเถิด พระราชโอรสของเรายังไม่มาถึงพระนครนี้ตราบใด ท่านก็จงนำเอาอาหารบิณฑบาตไปแต่ที่นี้แล้ว จงถวายแก่พระบรมศาสดาตราบนั้นเถิด พระมหาเถระก็กระทำภัตตกิจฉันจังหัน ครั้นแล้วก็แสดงธรรมเทศนาแก่พระพุทธบิดาและราชบริษัททั้งปวง ครั้นแล้วท่านก็ถือภัตตาหารที่ควรจะพึงนำเอาไปถวายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระมหาเถระจะกระทำให้มหาชนในพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้น ให้มีความเลื่อมใสได้ซึ่งศรัทธาในคุณพระรัตนตรัยด้วยกิริยาที่ยังไม่ทันจะได้พบเห็นองค์พระบรมศาสดา ก่อนหน้าที่พระบรมศาสดาจะเสด็จมาถึง เมื่อมหาชนทั้งปวงพากันแลดูอยู่ ท่านก็ซัดบาตรอันเต็มไปด้วยภัตตาหารเหนืออากาศ ส่วนท่านก็เหาะขึ้นไปยังห้องนภากาศน้อมบาตรนั้นเข้าไปถวายพระบรมศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเสวยอาหารบิณฑบาตนั้น ตกว่าพระกาฬุทายีเถระไปนำเอาภัตตาหารมาจากเรือนหลวงมาถวายแก่พระผู้มีพระภาค อันเสด็จพุทธดำเนินไปวันละโยชน์นั้นทุกวัน จนล่วงมรคาได้ ๖๐ โยชน์ ตราบเท่าบรรลุถึงกรุงกบิลพัสดุ์
            ครั้นเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว ก็เสด็จไปเที่ยวทรงบิณฑบาตเป็นสัปทานจาริกลำดับตรอกโดยพุทธประเพณี ในเพลาเช้า พระเจ้าสุทโธทนก็เสด็จไปสู่ระหว่างราชวิถี จึงตรัสห้ามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อย่าได้กระทำอย่างนี้อีกเลยกิริยาที่ว่ากระทำดังนี้จะได้เป็นราชประเพณีวงศ์กษัตริย์หามิได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรมหาบพิตรวงศ์อันนี้จะเป็นประเพณีวงศ์ของพระองค์หามิได้ เป็นวงศ์ของตถาคตต่างหาก มีพระพุทธฎีกาตรัสฉะนี้แล้ว จึงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา ด้วยบาทพระคาถามีความว่า บุคคลอย่าพึงประมาทในกิริยาอันลุกขึ้นแล้วรับก้อนภัตตาหารแทบประตูเรือนแห่งบุคคลอื่นเลย บุคคลผู้ประพฤติธรรมเป็นสุจริตนั้นได้ชื่อว่า นอนเป็นสุขในอิธโลกและปรโลกเบื้องหน้า ประการหนึ่ง บุคคลพึงประพฤติธรรมให้เป็นสุจริตแล้ว อย่าพึงประพฤติธรรมที่เป็นทุจริต บุคคลผู้มีปรกติประพฤติสุจริตธรรมนั้น ได้ชื่อว่านอนเป็นสุขในอิธโลกและปรโลก
            ลำดับนั้น พระพุทธบิดาก็ได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลอันพิเศษในพระพุทธศาสนาลำดับนั้น พระเจ้าสุทโธทนจึงตรัสอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประธานให้กระทำภัตตกิจเสวยพระกระยาหารในพระราชมณเฑียรสถาน ครั้นสำเร็จภัตตกิจแล้วก็ได้ทรงสดับพระสัทธรรมเทศนา กับด้วยบริวารก็ได้ดำรงอยู่ในพระอนาคามิผล ในกาลต่อมาพระพุทธบิดาเสด็จบรรทมอยู่เหนือพระแท่นภายใต้มหาเศวตฉัตร ก็ได้บรรลุพระอรหัตดับขันธ์ปรินิพพาน
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปสู่ปราสาทพระพิมพาราชเทวี ตรัสแสดงพระธรรมเทศนา บรรเทาเสียซึ่งความโศกแห่งพระพิมพายโสธราเทวี แล้วยังความเลื่อมใสให้บังเกิดแก่พระนางพิมพา ด้วยตรัสเทศนาจันทกินนรีชาดก แล้วพระองค์ก็เสด็จไปสู่นิโครธารามมหาวิหาร
            ลำดับนั้น พระนางพิมพายโสธราราชเทวี จึงมีพระเสาวนีย์ตรัสแก่พระราหุลดรุณกุมาร บวรปิโยรสว่า พ่อจงไปสู่สำนักพระบิดาแห่งเจ้าแล้ว จงกราบทูลขอพระราชทรัพย์ซึ่งเป็นของพระบิดาเถิด
            ลำดับนั้น พระราหุลกุมารก็ไปสู่สำนักสมเด็จพระบิดาแล้วกราบทูลว่า พระองค์จงพระราชทานทรัพย์มรดกให้หม่อมฉันเฉิด แล้วจึงว่าชนคือ ความเป็นสมณะแห่งพระองค์นี้เป็นสุขอยู่ หรือพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกร ราหุล เจ้าจงรับเอาทรัพย์มรดกอันเป็นโลกกุตระเถิด ตรัสแล้วก็ยังพระราหุลกุมาร ให้ทรงบรรพชาเป็นสามเณร
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จประทับนั่ง ณ ท่ามกลางพระอริยคณะสงฆ์ ทรงตั้งพระกาฬุทายีเถระ ไว้ในเอตทัคคฐาน ที่อันเลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างยังตระกูลให้เลื่อมใส
            ส่วนว่าพระกาฬุทายีนั้น เมื่อมีชนมายุสังขารอยู่ถ้วนการปริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานด้วยนิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษซึ่งเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้ เป็นอนุปาทิเสสปรินิพพาน เปรียบประหนึ่งว่าเปลวประทีปอันสิ้นไส้สิ้นน้ำมันแล้วและดับฉะนั้น
 

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |