| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระสาคตเถระนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างฉลาดเพื่อจะเข้าสู่เตโชกสิณสมาบัติ ท่านเป็นผู้ที่ครอบงำเสียได้ ซึ่งแดนแห่งพระยานาค
อันชื่อว่าอัมพติฎฐกนาคด้วยเดช เหตุท่านเข้าสู่เตโชสมาบัติแล้วกระทำพระยานาคนั้นให้เสียพยศอันร้ายกาจ
ปัญหากรรมของพระสาคตเถระ เริ่มแรกตั้งปณิธานความปรารถนาสาวกใหญ่ในที่ฐานันดรเอตทัคคะเลิศ
ฝ่ายข้างฉลาดในเตโชสมาบัติแล้ว และดับขันธ์ปรินิพพานเป็นที่สุดชาติ
ในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระสาคตเถระได้มาปฎิสนธิในเรือนแห่งตระกูลในหงสวดีนคร
สมัยต่อมาเมื่อฟังพระสัทธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาอยู่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศ
ฝ่ายข้างฉลาดในเตโชสมาบัติ ก็บังเกิดความรักใคร่ได้กระทำอธิการกุศลอันยิ่งแล้วปรารถนาฐานันดรนั้น
กุลบุตรนั้นครั้นอุตส่าห์บำเพ็ญทานการกุศลอยู่ตราบเท่ากำหนดชนมายุของตนแล้ว
เมื่อได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าของเรานี้
ก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในนครสาวัตถีมีนามว่า สาคตมานพ สมัยต่อมา สาคตมานพได้สดับพระสัทธรรมเทศนาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ศรัทธาความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
ออกบรรพชาเป็นบรรพชิตยังสมาบัติแปดประการให้บังเกิดแล้ว ก็ถึงซึ่งการชำนิชำนาญในสมาบัติแปดประการนั้น
อยู่มา ณ กาลวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเที่ยวไปสู่ชนบทจาริกบรรลุถึงที่ใกล้นครโกสัมพี
สมัยนั้น ชนทั้งหลายที่เป็นเวรกันกับนายสำเภาพานิชในกาลปางก่อนเป็นอันมาก
พร้อมใจกันประหารนายสำเภาถึงแก่ความตายในท่าน้ำ นายสำเภาพานิชเมื่อใกล้จะสิ้นชีพจึงตั้งความปรารถนาไว้ด้วยจิตอันพิโรธแค้นเคือง
ครั้นกระทำกาลกิริยาแล้วก็ได้บังเกิดเป็นพระยานาค ประกอบด้วยอานุภาพใหญ่อยู่ในท่านั้น
และพระยานาคนั้นยังฝนให้ตกในที่อันมิใช่ฤดูกาล ข้าวกล้าในนาก็ไม่บริบูรณ์
ชาวนครโกสัมพีก็พากันมาพลีกรรมบวงสรวง เพื่อจะให้ระงับอุปัทวันตรายอันเกิดจากพระยานาคนั้น
แล้วกระทำเรือนหลังหนึ่งเพื่อจะให้เป็นที่อยู่ของพระยานาคนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงท่าข้ามนั้นแล้ว ก็เสด็จพาภิกษุทั้งปวงข้ามท่านั้นเสด็จไปยังประเทศอันเป็นที่สถิตของพระยานาคนั้น
ด้วยทรงมีพระพุทธดำริว่า ตถาคตจะอยู่ในที่นี้สักราตรีหนึ่ง ลำดับนั้น พระสาคตเถระได้สดับมาว่า
พระยานาคในที่นี้ร้ายยิ่งนัก ควรที่ตนจะทรมานพระยานาคผู้นี้ให้เสียพยศอันร้ายแล้ว
จะตกแต่งวสนฐานที่อยู่ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ดำริแล้วก็เข้าไปสู่วสนฐานที่อยู่ของพระยานาคนั้น
แล้วคู้เข่าซึ่งอูรุพัทธบัลลังก์นั่งอยู่ ณ ฐานที่นั้น
พระยานาคนั้น ครั้นเห็นแล้วก็มีความขึ้งโกรธว่า สมณโล้นรูปนี้ไม่ความเกรงใจเข้าไปนั่งในวสนฐานของเรา
แล้วก็ได้บังหวนควันเพลิงให้กลุ้มกลบเข้าไปในที่นั่งของพระมหาเถระ พระสาคตเถระจึงบันดาลให้เป็นควันเพลิงหนักยิ่งกว่านั้นสองเท่า
พระยานาคก็บันดาลให้เป็นเปลวรุ่งโรจนโชตนาการ ปรารถนาจะให้ไปเผาพระมหาเถระ
พระยานาคนั้นครั้นพยศร้ายเสื่อมจากสันดานแล้ว จึงมาดำริว่า ภิกษุรูปนี้ประเสริฐนักหนา
คิดแล้วก็หมอบลงแทบพระบาทมูลของพระเถระ แล้วมีวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
ข้าพเจ้าจะถึงซึ่งท่านเป็นที่รำลึกบัดนี้แล้ว ขอท่านจงเป็นที่พึ่งที่รำลึกของข้าพเจ้าด้วย
พระสาคตเถระจึงกล่าวความว่า ดูกร พระยานาค ท่านจงถึงซึ่งพระทศพ
ลญาณเจ้าเป็นเครื่องรำลึกเถิด
พระยานาคก็รับวาจาแล้วก็ถึงซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ประกอบด้วยพระรูปกายและพระนามกาย
เป็นที่พึ่งที่สรนาการเครื่องรำลึก มอบกายถวายชีวิตแก่พระรัตนตรัยแก้วสามประการตราบเท่าอวสานสิ้นชนมชีพ
จับเดิมแต่นั้นมา พระยานาคนั้นก็มิได้กระทำวิเหสกรรมเบียดเบียนผู้ใดผู้หนึ่ง
ยังฝนฟ้าให้ตกต้องตามฤดูกาล พืชข้าวกล้าทั้งหลายในไร่นาก็งอกงามสำเร็จประโยชน์แก่มหาชน
ฝ่ายมหาชนชาวโกสัมพี ครั้นได้สดับข่าวต่างก็ชะแง้แลดูกิริยาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา
ต่างคนต่างก็จัดแจงเครื่องสักการะบูชาไว้เป็นอันมาก ครั้นแล้วก็ชวนกันตกแต่ง ซึ่งสุราอ่อนมีสีอ่อน
มีสีแดงดุจแข้งของนกพิราบ มิสู้เข้มนักไว้ในเรือนทั้งปวง ตามถ้อยคำของฉัพพัคคียภิกษุกล่าวว่า
ควรภิกษุฉันได้ไม่เกิดอาบัติ ครั้นเพลาเช้าเมื่อพระสาคตเถระเที่ยวไปบิณฑบาต
ชนทั้งหลายก็นำสุราอ่อนมีสีแดงดุจแข้งนกพิราบนั้นมาถวาย
พระสาคตนั้น เมื่อสุราปานสิกขาบท พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้บัญญัติแก่ภิกษุทั้งหลาย
ท่านก็รับดื่มเข้าไปเรือนละน้อย ๆ ทุกเรือน ครั้นท่านเดินไปไม่ไกลนักก็ให้มัวเมาสืบสติเผลอตัว
เพราะไม่มีอาหารในท้อง ท่านก็ล้มกลิ้งอยู่กับกองหยากเยื่อ
พระผู้มีพระภาคเมื่อทรงกระทำภัตตกิจสำเร็จแล้ว เมื่อเสด็จออกมาทอดพระเนตรเห็นพระสาคตเถระเมากลิ้งอยู่
จึงมีดำรัสให้ภิกษุทั้งหลายพยุงพาไปสู่พระวิหาร ทรงตรัสติเตียนด้วยเอนกปริยายแล้วก็ทรงบัญญัติสิกขาบทชื่อว่า
สุราปานสิกขาบทไว้
พระสาคตเถระ ครั้นส่างเมาได้สติแล้วก็ได้ฟังเหตุที่ตนกระทำนั้นก็แสดงซึ่งโทษ
ยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้อดโทษแล้ว ก็บังเกิดความสังเวชสลดจิต อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐานไม่ช้านานก็สำเร็จพระอรหัต
ในสมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิต ณ พระเชตวันมหาวิหาร ได้ทรงตั้งพระสาคตเถระไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างเตโชธาตุโกศลฉลาดในเตโชสมาบัติ
พระสาคตเถระ เมื่อมีชนมายุอยู่ครบจำนวนแล้ว ท่านก็ดับขันธปรินิพพานพ้นจากชาติ
ชรา มรณะ เป็นอนุปปัตินิโรธสิ้นเชิง มิได้บังเกิดต่อไปอีกในภพเบื้องหน้า มีอุปมาประหนึ่งว่า
เปลวประทีปอันสิ้นไส้ และน้ำมันแล้วดับไป ฉะนั้น
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |