| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระปินโฑลภารทวาชเถระ
พระบิณโฑลภารทวาชเถระ เป็นผู้เลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างบันลือสีหนาท
ดังได้สดับมาในวันที่ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านจึงถือเอาวัตถุอันเป็นเครื่องลาดคือ
อาสนาะไปสู่พระวิหารและบริเวณโดยลำดับ จึงบันลือสีหนาทอันองอาจดุจพระยาราชสีห์ว่า
ความเคลือบแคลงในมรรคก็ดี ในผลก็ดีมีอยู่แก่ภิกษุองค์ใด ภิกษุองค์นั้นจงไต่ถามข้าพเจ้าเถิด
เมื่อท่านมาอยู่ ณ ที่เฉพาะพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็ย่อมบันลือสีหนาทดังนี้ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเป็นอันงาม บรรพชิตกิจที่กระหม่อมฉันจะพึงกระทำ ในพระธรรมวินัยศาสนานี้
ถึงซึ่งสำเร็จแล้วเพราะเหตุนั้น ท่านจึงบังเกิดนามว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างบันลือสีหนาท
ดังได้สดับมา พระบิณโฑลภารทวาชเถระนั้น เดิมทีในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้บังเกิดในกำเนิดพระยาราชสีห์
มีปกติอยู่แถบเชิงเขา เมื่อเวลาใกล้รุ่งวันหนึ่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้าทรงพิจารณาดูโลกทั้งปวง
ได้ทรงเห็นเหตุสมบัติแห่งพระยาราชสีห์นั้นแล้ว จึงเสด็จพุทธดำเนินไปเที่ยวโคจรบิณฑบาต
ในพระนครสาวัตถี อันเป็นที่อาศัยของพระยาราชสีห์นั้นแล้ว จึงทรงดูคู้เข่าเข้าซึ่งอูรุพัทธบัลลังก์นั่งอยู่ในอากาศ
เข้าสู่นิโรธสมาบัติในฐานที่นั้น
ส่วนพระยาราชสีห์นั้น ครั้นไม่ได้อาหารแล้วและกลับมายืนอยู่แทบประตูถ้ำได้เห็นพระทศพลญาณ
ทรงพระนิสัชการอยู่บนอากาศในภายในถ้ำ จึงมาดำริว่า บรรดาสัตว์อื่นซึ่งชื่อว่าเป็นผู้สามารถอาจหาญ
จะมาที่อยู่ของเราแล้ว และนั่งอยู่นี้หาได้ไม่ บุรุษผู้นี้น่าที่จะเป็นผู้ประเสริฐแท้
จึงแกล้วกล้าสามารถนั่งลอยอยู่ได้ ณ ภายในถ้ำ อนึ่งรัศมีกายของบุรุษนั้นก็งดงามรุ่งเรืองแผ่ซ่านไปโดยรอบปริมณฑล
บุรุษอัศจรรย์เห็นปานดังนี้เราไม่เคยพบเลยเห็นมาก่อน บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นผู้เลิศกว่าบุคคลทั้งหลาย
ที่เป็นบุคคลควรแก่สักการะบูชาในโลกแล้ว เหตุดังนั้น ควรเราจะพึงกระทำสักการะบูชาแก่บุรุษนั้นตามสมควรแก่สติกำลังของเรา
ดำริแล้วก็ไปนำเอาดอกไม้ทั้งหลาย อันบังเกิดในน้ำและบนบกต่าง ๆ มาลาดลงเป็นอาสนะดอกไม้
ตั้งแต่พื้นปฐพีขึ้นไปเบื้องบนจนจดถึงบัลลังก์ ที่พระศาสนาประทับนั่ง แล้วพระยาราชสีห์ได้กระทำ
อภิวันวันทิยประณตน้อม นมัสการสักการบูชาองค์พระตถาคตสิ้นราตรียังรุ่ง ครั้นรุ่งขึ้นก็นำดอกไม้ที่เหี่ยวแห้งออกไป
ลาดอาสนะดอกไม้อันใหม่ ทำอยู่เช่นนี้ตลอดเจ็ดวัน ยังความปิติและโสมนัส อันมีกำลังให้บังเกิดแล้วรักษาอยู่แทบประตูถ้ำนั้น
ครั้น ณ วันคำรบเจ็ด พระผู้มีพระภาคจึงเสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้วเสด็จไปประดิษฐานสถิตอยู่แทบประตูคูหา
ฝ่ายพระยาไกรสรสิหราช ก็กระทำประทักษิณพระศาสดา สิ้นวารสามรอบแล้วจึงถวายนมัสการในทิศทั้งสี่
แล้วก็หลีกไปอยู่ ณ ที่อันสมควร พระผู้มีพระภาคจึงทรงพระดำริว่า ความสังเวชสลดจิตด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้
จะประพฤติเป็นไปแก่พระยาราชสีห์นั้น ทรงพระพุทธดำริฉะนี้แล้ว ก็เสด็จเหาะขึ้นสู่ห้องเวหาส
เสด็จกลับไปยังพระพุทธาวาสวิหาร
ฝ่ายพระยาราชสีห์ ก็ให้บังเกิดวิปโยคทุกข์เหตุพลัดพรากจากพระผู้มีพระภาค ก็กระทำกาลกิริยาตาย
แล้วได้ไปถือเอาปฏิสนธิกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ในหงสวดีนคร ครั้นเจริญวัยแล้ว
วันหนึ่งยังมหาทานให้เป็นไปสิ้นเจ็ดวัน
ครั้นกระทำกาลกิริยาจากอัตตภาพในภพนั้นแล้ว และท่องเที่ยวในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลในกรุงราชคฤห์ชื่อว่า
ภารทราชมานพ
ครั้นเจริญวัยก็ได้เล่าเรียนในไตรเภททั้งสามประการ จนชำนิชำนาญแล้วก็ได้เป็นผู้บอกกล่าวมนต์แก่มานพประมาณ
๕๐๐ และเที่ยวอยู่แล้วก็ได้รับนิมนต์ ซึ่งพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงในที่ทั้งหลายอันทายกนิมนต์
ดังได้สดับมา ภารทราชมานพนั้นมีธาตุพานจะโลภอยู่สักหน่อยหนึ่ง จึงเที่ยวแสวงหายาคู
และภัตรและขาทนียะทั้งปวง กับด้วยมานพทั้งปวง เมื่อเที่ยวรับอาหารบิณฑบาต
ในอันที่ตนเที่ยวไป เหตุดังนั้นจึงปรากฎนามว่า ปิณโฑภาลทราชมานพ
อยู่มาวันหนึ่งปิณโฑลภารทราชมานพได้สดับพระสัทธรรมเทศนา จากพระผู้มีพระภาคเจ้า
ณ กรุงราชคฤห์ ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ก็ได้บรรพชาและอุปสมบท บำเพ็ญพระวิปัสนากรรมฐานอยู่ไม่นาน
ก็ได้บรรลุพระอรหัตเป็นองค์พระอรหันต์อันพิเศษ ในเวลาที่ท่านได้สำเร็จพระอรหัตแล้วนั้น
ท่านก็ถือเอาเครื่องลาดคือ อาสนะไปสู่วิหาร และบริเวณ จึงบันลือสีหนาทด้วยวาจาอันองอาจว่า
ผู้ใดมีความเคลือบแคลงอยู่ หรือสงสัยในมรรคก็ดีในผลก็ดี ผู้นั้นจงถามข้าพเจ้าเถิด
ครั้นอยู่มา ณ กาลวันหนึ่ง เศรษฐีในเมืองราชคฤห์เอาบาตรแก่นจันทน์แดง
มีสีดุจดอกชะบา และดอกหงอนไก่ ใส่สาแหรกห้อยไว้เหนือปลายไม้ไผ่ต่อ ๆ กันขึ้นไปให้สูง
แล้วแขวนไว้ในอากาศนั้น ท่านก็ไปนำมาด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์ เมื่อมหาชนพากันซร้องสาธุการแล้วพากันแวดล้อมอยู่
ท่านก็ไปสู่พระวิหาร นำเอาบาตรนั้น เข้าไปถวายพระศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่แล้ว
และทรงแกล้งถามว่า ดูกร ภารทราชภิกษุบาตรนี้ท่านได้มาแต่ที่ดังฤา เมื่อท่านกราบทูลแจ้งซึ่งเหตุ
ให้พระพุทธองค์ทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงติเตียนด้วยเอนกประการว่า
ท่านมาแสดงซึ่งอุตติมนุสสธรรมแก่มหาชน
เป็นกรรมอันไม่ควรจะพึงกระทำเช่นนี้
ทรงติเตียน ฉะนี้แล้ว ก็ทรงบัญญัติสิกขาบทให้เป็นเขตเป็นแดนว่า
ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าพึงแสดงอิทธิปาฎิหารย์อันเป็นอุตตริมนุสสธรรมแก่คฤหัสถ์ทั้งปวง
ภิกษุใดแสดงอิทธิปาฎิหารย์แก่คฤหัสถ์อาบัติทุกกฎ
พึงมีแก่ภิกษุนั้น
ลำดับนั้น คำสนทนาก็บังเกิดขึ้นในท่ามกลางประชุมสงฆ์ทั้งปวงว่า พระปิณโฑลภารทราชเถระ
ผู้บันลือสีหนาทในท่ามกลางสงฆ์ ท่านได้ยังความเลื่อมใส ให้บังเกิดแก่ชนเป็นอันมาก
ท่านได้เหาะขึ้นไปสู่เวหาแล้ว นำเอาบาตรแก่นจันทน์ลงมาได้ ภิกษุทั้งปวงครั้นสนทนากันดังนี้แล้ว
จึงกระทำคุณทั้งสามประการ ของพระปิณโฑลภารทเถระให้อันเดียวกันแล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งปวง ย่อมทรงติเตียนลบุคคล
ที่มีกรรมอันควรติเตียน และย่อมสรรเสริญบุคคลในกรรมอันสมควรจึงพึงสรรเสริญ
ในที่อันนี้พระผู้มีพระภาค ทรงถือเอาเหตุที่พระปิณโฑลภารทราชเถระกระทำ ควรที่พระองค์พึงสรรเสริญว่า
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภารทราชภิกษุย่อมรู้ด้วยประการดังนี้ว่า ชาติแห่งเราสิ้นแล้ว
พรหมจริยวาสเราก็ได้อยู่แล้ว โสฬัส ๑๖
ประมาณ เราก็ได้กระทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องกระทำต่อไปไม่มีแล้ว รู้ดังนี้แล้วและกล่าวแก้ซึ่งพระอรหัตตผลนั้น
เพราะภาวะแห่งอินทรีย์ทั้ง ๓ ประการอันตนได้ให้เจริญแล้ว ได้กระทำไว้ให้มากในสันดานแล้ว
อินทรียทั้ง ๓ ประการนั้น คือ สตินทริย์ สมาธินทริย์ ปัญญินทริย์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย
ภารทราชภิกษุกล่าวแก้พระอรหัตตผลนั้น เพราะความที่อินทรีย ๓ ประการเหล่านี้
ตนได้เจริญกระทำไว้ให้มากในสันดานแล้ว และภารทราชภิกษุนั้น ย่อมรู้ด้วยประการดังนี้ว่า
ชาติของเราสิ้นแล้ว พระพรหมจริยวาสเราก็ได้อยู่แล้ว โสฬัสกิจเราก็ได้กระทำจบสำเร็จแล้ว
กิจอื่นที่จะกระทำต่อไปไม่มีอีกแล้ว พระองค์ทรงสรรเสริญพระปิณโฑลภารทราชเถระดังนี้แล้ว
จึงทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในอัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายบันลือสีหนาทนั้น
พระปิณโฑลภารทราชเถระ มีพระชนมายุสังขารกำหนดกาลบริเฉทแล้ว ก็ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์
เข้าสู่พระนิพพานด้วยอนุปาทิเสส ปรินิพพานธาตุปราศจากเชื้อคือ ตัณหา และอุปาทาน
อันเป็นเหตุจะนำไปปฎิสนธิในภพใหม่
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |