| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระปุณณเถระ

            พระปุณณเถระ เป็นบุตรนางมันตานีพราหมณี ในปัญหากรรมของท่านนั้นมีอยู่ว่า ท่านได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลอยู่ในหงสาวดีนคร ก่อนแต่กาลอันเป็นที่บังเกิดแห่งพระผู้มีพระภาค พระนามว่า ปทุมุตตระ มารดาให้นามท่านว่า โคตมกุมาร ครั้นเจริญวัยก็ศึกษาไตรเพท ๓ ประการ เห็นว่ามิได้เป็นโมกขธรรมที่จะนำตนให้พ้นจากภพได้ จึงมารำพึงว่าชื่อว่า ประชุมสามแห่งไตรเพทางคศาสตร์นี้ มีสภาวะหาแก่นสารมิได้ การที่เรามาถือเอาไตรเพทอันหาแก่นสานมิได้ มีอาการประหนึ่งถือเอากัททลีชาติต้นกล้วย อันเกลี้ยงกลมในภายนอก แต่ภายในนั้นหาแก่นสารมิได้  ไตรเพทนี้เปรียบดังโภชนาหารจนเจือปนด้วยแกลบ และข้างลีบ มิได้สำเร็จเป็นอาหารได้ ประโยชน์อะไรด้วยศิลปศาสตร์อันหาแก่นสารมิได้  เหตุดังนั้น จำเราจะบรรพชาเป็นดาบส แล้วจะยังพรหมวิหารทั้งสี่ประการ ให้บังเกิดแล้วจะมิให้ฌานนั้นเสื่อม เราก็จะมีพรหมโลกเป็นคติดำเนินไปเบื้องหน้า
            ครั้นจินตนานึกดังนี้แล้ว  ก็สละเคหสถานศฤงคารบริวารยศ ไปอยู่เชิงเขาพร้อมด้วยมานพที่เป็นบริวารจำนวนมาก บรรพชาเป็นดาบสเจริญพรหมวิหารสี่อยู่ ณ เชิงเขาแห่งนั้น โคตมดาบสมีหมู่ชฎิลทั้งหลายเป็นบริวารจำนวนมาก ครั้นตั้งอยู่ในโอวาทของดาบสผู้เป็นอาจารย์แล้ว ก็ได้สำเร็จอภิญญาและสมาบัติทั้งสิ้น
            ครั้นกาลอันเนิ่นนานล่วงไปแล้ว โคตมดาบสชราภาพลงแล้ว พระปทุมุตตระก็ได้สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว และตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัฒนสูตร ตามพุทธประเพณีเสร็จแล้ว และมีพระมหาขีนาสพสงฆ์แสนหนึ่งเป็นบริวาร เสด็จจำพระวัสสา อาศัยนครหงสาวดีเป็นที่โคจรสถาน อยู่มาวันหนึ่ง พระปมุตตรพุทธเจ้า เมื่อเวลาปัจจุสมัยจะใกล้รุ่ง พระองค์จึงส่องพระพุทธญาณไป พิจารณาดูสรรพเวไนยสัตว์โลกทั้งปวง จึงทรงเห็นเหตุสองประการคือ เห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของชฎิล ผู้เป็นบริษัทของโคตมดาบสนั้น ประการหนึ่ง เห็นความปรารถนาแห่งโคตมดาบสอันจะได้ตั้งไว้ว่า ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายธรรมกถึก ในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าอันจะมาตรัส ในอนาคตกาลอีกประการหนึ่ง ครั้นเวลาเช้าในกาลเมื่อ อันเตวาสิกทั้งปวงของโคตมดาบสพากันเข้าไปสู่ราวป่า เพื่อจะแสวงหามูลผลาหารแล้ว  พระองค์ได้เสด็จไปประดิษฐานอยู่แทบประตูบรรณศาลาของโคตมดาบส ด้วยเพศที่บุคคลไม่รู้จัก
            ส่วนโคตมดาบส มิได้ทันรู้ว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดในโลกแล้ว เมื่อได้เห็นพระผู้มีพระภาคแต่ในที่ไกล แล้วก็มาสำคัญเข้าใจโดยอัตตโนมัติว่า บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นผู้ที่พ้นแล้วจากโลก และบุรุษผู้ประกอบพร้อมด้วยจักกลักษณะโดยอันควรแก่สำเร็จในสรีระ เมื่อท่านอยู่ ณ ท่ามกลางฆราวาสฐานครองเรือน ก็จะได้เป็นบรมจักรพรรดิราช มีอาชญาแผ่ไปในจตุรทวีปใหญ่ ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร ประการหนึ่งบุรุษนี้เมื่อออกบรรพชาเป็นบรรพชิตเพศก็จะได้เป็นองค์พระสัพพัญญูสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีหลังคาคือราคาทิกิเลส อันเป็นเครื่องมุงบังนั้น เปิดเผยเสียได้แล้ว
            เมื่อโคตมดาบสสันนิษฐานกำหนดในใจฉะนี้แล้ว จึงถวายอภิวันทิยประณตน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคด้วยประถมทัศนะ จึงกราบทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระสิริโสภาค ขออาราธนาเสด็จมาในฐานที่นี้เถิด แล้วจัดแจงแต่งตั้งปูลาดอาสนะถวายให้ทรงนั่ง พระผู้มีพระภาค ทรงนั่งเหนือบรมพุทธาอาสน์ เพื่อจะแสดงพระธรรมเทศนาแก่โคตมดาบส เหล่าชฎิลบริวารทั้งปวงเมื่อแสวงหามูลผลาผลแล้วพากันกลับมา ก็ได้เห็นพระศาสดาทรงสถิตนั่งเหนืออาสนะอันสูง เห็นอาจารย์ของตนนั่งอยู่บนอาสนะอันต่ำ จึงให้มีดำริว่าเราทั้งหลายสำคัญว่าผู้อื่นในโลกจะดีพิเศษไปกว่าอาจารย์ของเรานี้ไม่มีอีกแล้ว บุรุษผู้นี้น่าจะเป็นผู้ประเสริฐเลิศแท้ ส่วนโคตมดาบสก็มีความสะดุ้งกลัวว่า ชฎิลทั้งปวงนี้จะพึงไหว้เราในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาค ดูไม่สมควร จึงมีวาจาแก่ชฎิลทั้งปวงนั้นเสียก่อนว่า ท่านทั้งปวงอย่าได้ไหว้นบเราเลย บุรุษผู้เป็นเอกอัครบุคคลควรที่จะพึงไหว้นบนมัสการในโลกนี้ กับทั้งเทวโลกมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ ชฎิลทั้งปวง จึงต่างพากันถวายนมัสการพระบาทยุคล พระผู้มีพระภาค ฝ่ายโคตมดาบสก็เลือกเอาผลาผลอันปราณีตใส่ลงในบาตรพระผู้มีพระภาค
            ภายหลังพระผุ้มีพระภาคกระทำภัตตกิจสำเร็จแล้ว จึงทรงมีพระพุทธดำริว่า พระอรรคสาวกทั้งสอง จงพาภิกษุแสนหนึ่งมาในฐานที่นี้เถิด ขณะนั้นพระมหาวิมลเถระ ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องขวา จึงพาพระภิกษุสงฆ์แสนหนึ่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ถวายนมัสการแล้วสถิตอยู่ ณ ที่อันสมควร โคตมดาบสจึงมีวาจากับอันเตวาสิกทั้งปวงว่า เครื่องสักการะอื่น ๆ ของเราหามีไม่ พระภิกษุทั้งปวงอยู่ด้วยความลำบากนัก เราทั้งหลายจะตกแต่งอาสนะด้วยดอกไม้ ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานเถิด บรรดาอันเตวาสิกทั้งปวงก็พากันเก็บบุปผาชาติทั้งหลายอันบริบูรณ์ด้วยสี และกลิ่นมาตกแต่งเป็นอาสนะดอกไม้ ดุจนัยดังที่กล่าวมาแล้วในเรื่องราวของพระสารีบุตรเถระนั้น
            พระผู้มีพระภาคกับทั้งพระภิกษุสงฆ์เข้าสู่นิโรธสมาบัติอยู่เจ็ดวัน ครั้นครบกำหนดแล้ว พระผู้มีพระภาคก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติทอดพระเนตรเห็นดาบสทั้งปวง แวดล้อมพร้อมเพรียงกันอยู่ พระองค์จึงมีพระพุทธฎีกาดำรัสเรียกพระสาวกองค์หนึ่งผู้ถึงที่เอตทัคคะฐานเลิศในภาวะเป็นธรรมถึกแล้ว มีพระพุทธบัญชาสั่งว่า หมู่ฤาษีเหล่านี้กระทำมหาสักการะบูชาอันยิ่งใหญ่ ท่านจงทำบุปผาสมานุโมทนา แก่หมู่ฤาษีเหล่านี้เถิด พระธรรมถึกมหาเถระนั้น จึงพิจารณาเลือกสรรค์พระไตรปิฎกทั้งสาม แล้วก็แสดงบุปผาสมุโมทนา เมื่อจบแล้ว พระผู้มีพระภาคจึงทรงเปล่งพระสุรเสียง สำเนียงดุจเสียงท้าวมหาพรหมทรงแสดงพระธรรมเทศนา ครั้นจบพระสัทธรรมเทศนาแล้ว ชฎิลทั้งหมื่นแปดพัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์สิ้น ยกเสียแต่โคตมดาบสผู้เดียว
            โคตมดาบส เมื่อไม่อาจทำปฏิเวธธรรมคือ ความตรัสรู้มรรคและผลด้วยอัตตภาพชาตินั้นได้แล้ว จึงกราบทูลว่าข้าแต่พระองค์ผู้ทรงสวัสดิภาค ภิกษุองค์ใดที่ได้แสดงธรรมเทศนาในประถมทีแรกนั้น เป็นที่อะไรในพระพุทธศาสนาแห่งพระองค์นี้ พระผุ้มีพระภาคจึงมีพุทธฎีกาตรัสว่า ภิกษุรูปนี้ได้เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมถึก ในพระศาสนาของตถาคต
            โคตมดาบส จึงหมอบลงแทบบาทมูลแห่งพระผู้มีพระภาค แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคอันงาม ด้วยผลแห่งอธิการบูชาอันใหญ่ ที่ข้าพระบาทได้กระทำสิ้นเจ็ดวันนี้ ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายธรรมถึกในพระพุทธศาสนา แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ซึ่งจะได้มาตรัสในอนาคตกาล ดังพระภิกษุองค์นี้เถิด
            พระผู้มีพระภาค จึงทรงพิจารณาสอดส่องดูกาลในอนาคต ก็ทรงทราบว่าความปรารถนาของดาบสนั้น จะสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ดูกร โคตมดาบส สืบไปในอนาคตในที่สุดแสนกัปนับแต่นี้ไป พระพุทธเจ้าองค์หนึ่งทรงพระนามว่าพระโคดม จะได้มาอุบัติในโลกนี้ ตัวท่านจะได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมถึกในศาสนาพระโคดมพุทธเจ้านั้น จากนั้นจึงมีพุทธฎีกาดำรัสเรียกชฎิลทั้งปวง บรรดาที่บรรลุพระอรหันนั้นว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลาย จะประพฤติพรหมจรรย์ ในพระธรรมวินัยนี้เถิด ชฎิลทั้งปวงก็มีผลและหนวดเคราอันตรธานหาย แล้วก็ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันแล้วด้วยฤทธิ์ ปานประหนึ่งว่า พระมหาเถระอันมีพระวัสสาได้ร้อยหนึ่งฉะนั้น พระผู้มีพระภาคก็ทรงพาภิกษุสงฆ์ทั้งปวงกลับมาสู่มหาวิหารอันเป็นบรมพุทธาวาส
            ฝ่ายโคตมดาบส ก็อุตสาห์บำเรอพระบรมโลกนาถ และอุตส่าห์บำเพ็ญกองการกุศลตามสมควรแก่สติกำลังอยู่ตราบเท่าชีวิตของตน ครั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษย์โลกช้านาน ประมาณได้แสนกัปเป็นกำหนด
            ครั้นมาในพระพุทธศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานี้ ท่านก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านโทณะวัตกพราหมณคามใกล้นครกบิลพัสดุ์ มารดาบิดาให้ชื่อว่า ปุณณมานพ เมื่อพระศาสนาแห่งเราได้บรรลุพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ และเสด็จโดยอนุกรมลำดับจนมาถึงกรุงราชคฤห์ เสด็จจำพระวัสสาอาศัยกรุงราชคฤห์เป็นที่โคจรสถาน พระอัญญาโกณฑัญญะเถระ จึงกลับมาสู่กรุงกบิลพัสดุ์ ยังปุณณมานพผู้เป็นหลานชายให้บรรพชาในพระพุทธศาสนา แล้วท่านจึงกลับไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค ถวายนมัสการอำลาพระองค์ไปสู่ฉัทพันตสระอันมีในป่าหิมพานต์ เพื่อจะสำเร็จนิพาวิหารอยู่สบายกลางวัน
            ฝ่ายพระปุณณเถระได้จะไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระอัญญาโกณฑญญะ ผู้เป็นลุงนั้นหามิได้ ด้วยมาดำริว่า เรายังบรรพชิตกิจให้สำเร็จ แล้วจึงจะค่อยไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคในภายหลัง ท่านจึงไปอยู่ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อบำเพ็ญพระวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ไม่นานก็ได้สำเร็จพระอรหัต พร้อมด้วยพระปฏิสัมภิทาญาณทั้งสี่ กุลบุตรทั้งหลายที่ได้บรรพชาในสำนักของท่านประมาณ ๕๐๐ รูป ฝ่ายพระปุณณเถระท่านได้ตรัสรู้กถาวัตถุ ๑๐ ประการ แล้วสั่งสอนกุลบุตร บรรพชิตทั้ง ๕๐๐ นั้น ด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ กุลบุตรบรรพชิตเหล่านั้น ครั้นดำรงอยู่ในโอวาทของท่านแล้วก็ได้สำเร็จพระอรหัตทั้ง ๕๐๐ องค์
            บรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่ได้บรรพชาในสำนักของพระปุณณเถระ ครั้นรู้ว่าบรรพชิตกิจของตนสำเร็จแล้ว จึงพากันไปสู่สำนักพระปุณณเถระผู้เป็นพระอุปัชฌาย์  กล่าวว่า บรรพชิตกิจของข้าพเจ้าทั้งหลายทั้งปวงได้สำเร็จแล้ว ในสมัยอันข้าพเจ้าทั้งหลายได้ซึ่งกถาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้แล้ว และปรารถนา เพื่อจะเห็นพระทศพลญาณเจ้าในกาลบัดนี้
            ฝ่ายพระปุณณเถระจึงดำริว่า  พระผู้มีพระภาคก็ทรงทราบซึ่งกิริยาที่เราจะได้สำเร็จกถาวัตถุ ๑๐ ประการ เมื่อเราจะแสดงธรรมเทศนาก็มิได้เสียซึ่งวัตถุ ๑๐ ประการนั้น  ครั้นเมื่อเราจะไปและภิกษุเหล่านั้นก็จะพากันแวดล้อมเราไปด้วย  และพบเห็นพระผู้มีพระภาคจะได้สมควรแก่เราหามิได้  ภิกษุเหล่านี้จงพากันไปก่อนเถิด ดำริแล้วจึงว่าแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  ท่านทั้งปวงจงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคก่อนเราเถิด และท่านทั้งหลายจงถวายนมัสการ พระผู้มีพระภาคตามถ้อยคำที่เราสั่งนี้เถิด เราก็ควรจะไปโดยมรรคาที่ท่านทั้งปวงไป
            ภิกษุเหล่านั้น มีปรกติอยู่ ณ บ้านใกล้แว่นแคว้นอันเป็นชาติภูมิ ที่บังเกิดของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ล้วนเป็นพระขีณาสพสิ้นอาสวกิเลสแล้ว และมีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐ ประการ ได้อำลาพระปุณณเถระ ล่วงมรรคาได้ ๖๐ โยชน์โดยลำดับ ก็บรรลุถึงพระเวฬุวันมหาวิหาร ถวายนมัสการแล้วนั่งอยู่ ณ ที่อันควร
            แท้จริงกิริยาที่กระทำสัมโมทนียกถา ปราศรัยกล่าวถ้อยคำอันเป็นที่ชื่นชมตอบกับภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะทั้งหลายนั้น สั่งสมอยู่ในสันดานแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง  พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสปฎิสันถารปราศัยด้วยวาจาอันไพเราะ อ่อนหวานกับภิกษุทั้งหลายโดยนัยเป็นอาทิว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ยนต์คือ สรีรกาย อันเประกอบด้วยจักร คือ อิริยาบททั้งสี่มีทวารเก้า ท่านทั้งหลายยังอดกลั้นได้หรือประการใด แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ท่านมาแต่ประเทศดังฤา  เมื่อภิกษุทั้งปวงกราบทูลว่า มาแต่ชาติภูมิ และมีปกติอยู่ ณ ชาติภูมินั้น ๆ ภิกษุรูปใดเล่าที่เป็นบุคคลมีสันดานอันอบรมอยู่ด้วย วัตถุ ๑๐ ประการ และเป็นผู้มักน้อยด้วยตนอย่างนี้แล้ว และกระทำอัปปิจกถา กล่าวซึ่งความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลายอื่นนั้น ยังจะมีอยู่บ้างหรือเปล่า ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า พระภิกษุผู้กล่าวอัปปิจฉกถา คือ กล่าวซึ่งความมักน้อยสันโดษนั้น มีนามว่า ปุณณเถระ ผู้เป็นบุตรนางมันตานีพราหมณี
            ฝ่ายพระสารีบุตร ได้สดับถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น ท่านก็มีความปรารถนาเพื่อจะใคร่พบเห็นพระปุณณเถระ
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ไปสู่นครสาวัตถี พระปุณณเถระได้ทราบความก็คิดว่า จำเราจะไปให้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าในนครสาวัตถีเถิด คิดแล้วท่านก็ไปสู่นครสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ ภายในคันธกุฎี พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสแสดงพระสัทธรรมเทศนาแก่พระปุณณเถระ เมื่อท่านได้สดับพระสัทธรรมเทศนาแล้ว จึงถวายนมัสการลาพระผู้มีพระภาคเจ้าไปสู่ ป่าอันธวัน เพื่อจะยับยั้งอาศัยเร้นอยู่ตามผาสุก
            พระสารีบุตรเถระ ได้ฟังข่าวว่า พระปุณณเถระไปอยู่ ณ ที่นั้น ครั้นกำหนดโอกาสแล้ว ก็ไปยังรุกขมูลนั้น กระทำสัมโมทนียกถาปราศัยกับพระปุณณเถระแล้ว  จึงไต่ถามซึ่ง วิสุทธิเจ็ดประการ พระปุณณเถระก็กล่าวแก้ซึ่งวิสุทธิทั้งเจ็ด ครั้นแล้วก็ปรารถนาซึ่งจิตด้วยข้ออุปมาประดุจบุคคลนำไปซึ่งรถนั้น  ทั้งสองท่านต่างองค์ต่างก็มีความชื่นชมโสมนัสต่อสุภาษิตวาจาแห่งกันและกัน
            ครั้นอยู่มา ณ สมัยเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิต ณ ท่ามกลางสาวกทั้งปวงแล้ว จึงทรงตั้งพระปุณณเถระไว้ในเอคทัตคฐานที่เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างธรรมกถึกด้วยพระพุทธฎีกาว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุองค์ใดที่เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างธรรมกถึก ภิกษุองค์นั้นคือ ปุณณภิกษุ บุตรนางมันตานีพราหมณ์
            ส่วนพระปุณณเถระ เมื่อดำรงชนมายุสังขารอยู่ครบจำนวนถ้วนบริเฉทแล้ว ท่านก็ผันพักตร์ประเวศเข้าสู่ศิวโมกขมาร วิมุติบวรสถาน คือ อมตมหานิพพาน เป็น เอกันตบรมสุข ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ เป็น อนุปปัตตินิโรธดับสิ้นเชิงหาเชื้อมิได้ คือ ตัณหา และอุปาทาน ที่จะก่อให้เกิดในภพใหม่ไม่มีแล้ว

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |