| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระโสณโกฎิกัณณเถระ ท่านกล่าวธรรมกถาด้วยบทอันไพเราะแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ในพระคันธกุฎี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำสาธุารแก่พระมหาเถระ เหตุดังนั้นท่านจึงบังเกิดนามว่า
เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ข้างฝ่ายกล่าวธรรมกถาด้วยบทอันไพเราะ
ในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้ไปสู่พระวิหารกับด้วยมหาชน
เมื่อได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่ ได้เห็นพระศาสดา ทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในอัครฐานที่อันเลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างกล่าวธรรมกถาด้วยบทอันไพเราะ จึงมารำพึงว่าตัวเรานี้
ก็สมควรเพื่อจะบังเกิดเป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างกล่าวธรรมกถาด้วยบทอันไพเราะ
ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าหนึ่งเถิด ดำริดังนั้นแล้ว ก็ได้นิมนต์พระศาสดาถวายมหาทานสิ้นเจ็ดวัน
แล้วจึงหมอบลงแทบพระบาทมูลของพระผู้มีพระภาค ตั้งปณิธานความปรารถนาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระภาคเป็นอันงาม ในที่สุดแห่งวันเป็นคำรบเจ็ดนั้น
นับแต่วันนี้ไปได้ทรงตั้งพระภิกษุองค์ใดไว้ในอัครฐาน ที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างกล่าวธรรมกถาอันไพเราะนั้น
แม้ข้าพระองค์นั้ก็ขอให้ได้อัครฐานอันเลิศดังนั้น ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล
ด้วยผลแห่งอธิษฐานกรรมที่ข้าพเจ้าได้กระทำเป็นอย่างยิ่งนี้เถิด
พระบรมศาสดาทรงเห็นว่าความปรารถนาของมานพนั้น คงจะสำเร็จหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า
ท่านจักได้เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างกล่าวธรรมกถาอันไพเราะ ในศาสนาแห่งพระโคดมพุทธเจ้า
ซึ่งจะได้มาอุปัติตรัสในอนาคตกาล ครั้นพยากรณ์ ฉะนี้แล้วก็เสด็จไปจากฐานที่นั้น
ส่วนกลบุตรนั้น ครั้นกระทำการกุศลกรรมอยู่จนตราบสิ้นชีวิต เมื่อสังสรณาการอยู่ในเทวโลก
และมนุษยโลก สิ้นแสนกัปเป็นกำหนดแล้ว ก็จุติมาปฎิสนธิในครรภ์ของอุบาสิกาชื่อ
กาฬี อันมีปกติอยู่ในกรุงราชคฤห์ ก่อนแต่กาลอันบังเกิดแห่งพระทศพลญาณของเรานั้น
นางกาฬีอุบาสิกาเมื่อมีครรภ์ครบ ๑๐ เดือน นางจึงกลับมายังเรือนที่อยู่แห่งตระกูลของตนในกรุงราชคฤห์นั้น
ในสมัยนั้นพระบรมศาสดาของเราได้สำเร็จพระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณแล้ว เสด็จไปทรงแสดงพระธรรมเทศนา
พระธรรมจักกัปปวัตนสูตร ณ ราวป่าอิสิปตนมฤคทายวัน
ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังพระธรรมจักกัปปวัตนสูตรให้เป็นไป เทพดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาฬก็พากันมาสโมสรประชุมพร้อมเพรียงกัน
ณ ราวป่าอิสิปตนมฤคทายวันมากกว่ามาก ยังมียักษ์เสนาบดีคนหนึ่ง มีนามว่า สาตาคิรยักษ์
นั่งฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในระหว่างยักษ์เสนาบดีทั้งหลายเป็นจำนวนมาก ได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผลแล้ว
จึงมาดำริว่า พระธรรมกถาเทศนานี้ไพเราะยิ่งนัก แต่เหมวตายักษ์ผู้เป็นสหายไม่ได้มาฟัง
จึงดำริในใจว่า สหายของเราคงจะไม่ได้รู้พระรัตนตรัยบังเกิดแล้วเป็นแน่ จำเราจะไปแสดงคุณแห่งพระทศพลเจ้า
ให้สหายของเราฟังแล้วจะบอกธรรมที่เราได้ตรัสรู้นั้นแก่สหายด้วย ฝ่ายเหมวตายักษ์
ครั้นส่งญาณปัญญาสอดส่องไปตามกระแสสุตตันตเทสนา แห่งสาตาคริยักษ์ผู้เป็นสหายแล้วก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลญาณ
กาฬีอุบาสิกา ครั้นสาตาคริยักษ์แสดงพระธรรมเทศนาแก่ผู้อื่น นางยังมิได้เคยพบพระผู้มีพระภาคเลย
และยังปราสาทศรัทธาเลื่อมใส นางก็พลอยได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผลเป็นใหญ่กว่าสตรีทั้งปวง
นางได้คลอดบุตรขณะที่ดำรงอยู่ในพระโสดานั้นในคืนวันนั้น และได้ให้นามแก่บุตรโดยถือเอากิริยาที่ได้สำเนียกแห่งยักษ์
เสนาบดีทั้งสองมาเป็นเหตุว่า โสณกุมาร
สมัยนั้น พระมหากัจจายนเถระ ได้ไปอยู่ที่นครราชคฤห์ สำเร็จอิริยาบถอยู่แทบภูเขาอุปวัตตบรรพต
นางกาฬีอุบาสิกาก็ได้อุปัฎฐากพระมหาเถระ พระมหาเถระ ได้เข้าไปสู่เรือนของนางกระทำภัตตกิจทุกวัน
โสณทารกก็คุ้นเคยกับท่านต่อมาจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร อยู่ในสำนักของท่าน ต่อมาอีกสามปี
จึงได้ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อเจริญพระกรรมฐานวิปัสญาณไปไม่ช้าก็สำเร็จพระอรหัต
ครั้นแล้วท่านก็เรียนพระสูตรนิทาน ในสำนักของพระมหากัจจายนเถระ ผู้เป็นอุปัชฌาย์
ครั้นออกพระวัสสากระทำปวารณากิจแล้ว ก็มีความปรารถนาจะใคร่พบพระบรมศาสดา จึงเข้าไปอำลาพระอุปัชฌาย์ของตน
พระมหากัจจายนเถระจึงมีวาจาว่า เมื่อท่านไปแล้วจะอาราธนาท่านให้แสดงพระธรรมเทศนา
เมื่อท่านแสดงแล้วพระองค์จะทรงประทานพระปราสาท เลื่อมใสในพระธรรมกถาของท่านแล้ว
จะทรงพระราชทานพรแก่ท่าน เมื่อท่านจะรับพระพุทธภาษิตนั้น จงรับเอาพระพรอย่างนี้แล้ว
ท่านจงถวายนมัสการเบื้องบงกชมาลย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคำของเราสั่งนี้เถิด
พระโสณเถระ เมื่อพระอุปัชฌาย์ให้อนุญาตแล้ว จึงไปยังเรือนอุบาสิกาผู้เป็นมารดา
บอกประพฤติเหตุที่ตนจะไปแก่มารดา อุบาสิกาจึงมีวาจาว่า เมื่อจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
จงนำเอาผ้ากัมพลผืนนี้ไปสาดลงที่พื้นคันธกุฎี อันเป็นที่สถิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเถิด
แล้วนำเอากัมพลพัสตรผืนใหญ่มามอบให้
พระโสณเถระก็ไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคจึงทรงกระทำปฎิสันถารปราศรัยด้วย
พระโสณเถระแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาดำรัส เรียกพระอานนท์ มาสั่งว่าจงปูลาดเสนาสนะให้แก่โสณภิกษุนี้เถิด
พระอานนท์เถระทราบพระพุทธอัธยาศัยจึงลาดอาสนะใหม่ ท่ามกลางพระคันธกุฎี ณ ภายใน
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิตยับยั้งอยู่ ณ อัพโภกาศที่แจ้งสิ้นราตรีสมัยเป็นอันมาก
แล้วจึงไปสู่พระวิหาร ทรงสถิตสำเร็จสีหไสยาสน์ในเวลามัชฌิมยามแล้ว จึงเสด็จลุกจากที่บรรทมทรงสถิตนั่งอยู่
ครั้นพระองค์ทรงทราบความกระวนกระวาย ในกายของพระโสณภิกษุค่อยระงับแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสอาราธนา
พระโสณเถระเพื่อให้แสดงเทศนาว่า
ท่านจงแสดงธรรมเทศนาให้ตถาคตฟังเถิด
ฝ่ายพระโสณเถระ เมื่อจะยังพยัญชนะแม้อันหนึ่งไม่ให้ฉิบหายตกหล่นคลาดเคลื่อนเสีย
จึงแสดงพระสูตรทั้งหลายอันมีปรกติ แสดงซึ่งวัตถุ
๘ ประการ ด้วยสุรสำเนียงอันไพเราะ ครั้นจบพระคาถาลงแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประทานสาธุการสรรเสริญว่า ดูกร ภิกษุ พระสัทธรรมเทศนานี้ท่านเรียนมาดีแล้ว
จะได้หย่อนลงมาฤา ยิ่งขึ้นไปหามิได้ มีลีลาศอันเสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับพระสัทธรรมเทศนาที่ตถาคตตรัสเทศนาแล้วนั้น ตรัสดังนี้แล้ว ก็สำแดงความเลื่อมใสของพระองค์
พระโสณเถระ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำหนดโอกาสแล้ว ก็ทูลขอพระพรทั้งปวง เหตุกระทำอุปสมบทกรรมด้วยคณะปรกติ
มีภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งวินัยเป็นคำรบ ๕ นั้นเป็นต้น พระผู้มีพระภาคทรงประทานพรทั้งปวงให้แล้ว
พระโสณเถระได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้ทรงพระภาคเป็นอันงาม ผ้ากัมพลผืนนี้อุบาสิกาผู้เป็นมารดาข้าพระองค์
สั่งมาให้ถวายเพื่อจะให้เป็นผ้าสำหรับปูพื้นในพระคันธกุฎี ว่าแล้วก็ถวายผ้ากัมพลแล้ว
ลุกจากอาสนะกระทำประทักษิณ สิ้นตติยวารแล้วก็หลีกไปจากฐานที่นั้น
พระโสณเถระ เมื่ออยู่ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้พร
๘ ประการแล้ว จึงไปสู่สำนักพระอุปัชฌาย์ บอกประพฤติเหตุทั้งปวงนั้น
ครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้า ท่านจึงเข้าไปสู่ตระกูลอุบาสิกาผู้เป็นมารดา แล้วยืนประดิษฐานอยู่เพื่อภิกขาจาร
อุบาสิกาผู้เป็นมารดารีบมาแล้วถวายอภิวาท รับบาตรจากมือของท่าน อาราธนาให้นั่งในเรือนแล้วก็ตกแต่งโภชนาหารมาถวาย
ครั้นท่านกระทำภัตตกิจสำเร็จลงแล้ว นางจึงมีวาจาถามว่า ดูกร พ่อได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วและประการใด
ท่านจึงตอบวาจาว่า เราได้พบได้เห็นแล้ว ได้ถวายนมัสการตามถ้อยคำของท่านสั่งแล้ว
ผ้ากัมพลนั้นก็ได้ลาดลงไว้ให้เป็นผ้าสำหรับลาดพื้นในพระคันธกุฎีแล้ว นางก็ได้ถามต่อไปว่ามารดาได้ยินว่าพ่อแสดงธรรมกถาแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระองค์ทรงสาธุการแก่พ่อหรือประการใด พระโสณเถระตอบว่า ดูกร อุบาสิกาโฉนท่านจึงรู้เล่า
นางตอบว่า มารดาได้ยินว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้สาธุการแก่พ่อแล้ว เทพดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในเรือนเรา
และเทพดาทั้งหลายที่ในหมื่นจักรวาฬ ก็พากันให้สาธุการแก่พ่อ มารดาจึงรู้ด้วยเหตุแห่งนั้น
ดูกร พ่อ มารดานี้ปรารถนาจะใคร่ฟังธรรมกถาโดยนัยที่พ่อแสดงแก่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นบ้าง
พ่อจงแสดงให้มารดานี้ฟังเถิด
พระโสณเถระก็รับถ้อยคำแห่งมารดา ฝ่ายนางอุบาสิกาครั้นรู้ว่าท่านอาราธนาแล้วก็ให้กระทำเป็นมณฑปลงแทบประตูบ้าน
ยังพระเถระผู้เป็นบุตรให้แสดงธรรมกถาแก่ตนโดยนิยม
ครั้นล่วงไปในสมัยเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคทรงสถิตนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์สาวกทั้งปวงแล้ว
จึงทรงตั้งพระโสณเถระไว้ในอัครฐานอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างกล่าวธรรมกถาด้วยวาจาอันไพเราะ
พระโสณเถระ ครั้นมีชนมายุอยู่ครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์ตัณหาอุปาทานทั้งปวง เสร็จสิ้นหาเศษมิได้
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |