| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระสิวลีเถระ

            พระสิวลีเถระ เป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างมีลาภ ยกเสียแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว
            ในอดีต เมื่อครั้งพระบรมศาสดา พระปมุตรพุทธเจ้า พระสิวลีเถระได้ไปบังเกิดเป็นกฎมพีมีสมบัติมากและได้ไปสู่พระวิหารสสดับฟังพระสัทธรรมเทศนา ได้เห็นพระบรมศาสดา ทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในอัครฐาน ที่อันเลิศกว่า ภิกษุทั้งหลายข้างฝ่ายมีลาภ จึงมาดำริว่าเราจะพึงเป็นเช่นภิกษุองค์นี้บ้างในอนาคตกาลจึงจะสมควร คิดแล้วจึงนิมนต์พระบรมศาสดา ถวายมหาทานสิ้นกาลเจ็ดวัน จึงกระทำปณิธานความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเป็นอันงาม ข้าพระองค์จะปรารถนาสมบัติอื่นนั้นหามิได้ ด้วยเดชอธิการกองการกุศลที่ข้าพระองค์ได้กระทำครั้งนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพึงได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างมีลาภ ในพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาลเถิด
            พระบรมศาสดาทรงเห็นความปรารถนานั้น จะหาอันตรายมิได้ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์ภาษิตว่า ความปรารถนาของท่านนี้ คงสำเร็จในสำนักพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระโคดมพุทธเจ้าในอนาคตกาล ตรัสพยากรณ์แล้วที่หลักไป
            กุลบุตรนั้นได้อุตสาห์กระทำการกุศลอยู่ตราบเท่าสิ้นชีวิต และเมื่อได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ก็ได้มาปฏิสนธิในเขตบ้านตำบลหนึ่ง อยู่ใกล้กรุงพันธุมดีนคร ในกาลครั้งนั้น ชนชาวพันธุมดีนครชวนกันทำการประกวดประชันสู้กันกับบรมกษัตริย์ แล้วชวนกันถวายทานแด่พระบรมศาสดา ณ วันหนึ่ง ชนทั้งหลายชาวพระนครทั้งปวงพร้อมใจกันถวายมหาทาน จึงปรึกษากันว่า วัตถุสิ่งใดซึ่งไม่มีอยู่ในทาน แล้วตรวจตราดูก็ไม่เห็นน้ำผึ้งน้ำอ้อย อันเจือไปด้วยนมข้น จึงปรึกษากันว่า จำเราจะต้องช่วยกันแสวงหามาให้ได้ ในกาลนั้นกุลบุตรผู้นั้นได้กระบอกน้ำอ้อยเจือด้วยนมข้น ถือมาจากบ้านตนด้วยคิดว่า จะเอาไปแลกเปลี่ยนวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในพระนครนั้น ระหว่างทางได้พบรวงผึ้งกับท่อนไม้อันปราศจากแม่ใหญ่ ประมาณเท่าคันไถ จึงมาดำริว่าเป็นบุญลาภของเราแล้ว จากนั้นก็นำเข้าสู่พระนคร
            ฝ่ายบุรุษชาวพระนครครั้นได้เห็นรวงผึ้งที่กุลบุตรนั้นถือมาก็ร้องถามว่า ท่านจะเอารวงผึ้งนั้นไปให้แก่ใครหรือ กุลบุตรผู้นั้นตอบว่า เราจะให้ใครหามิได้ รวงผึ้งนี้เรานำมาเพื่อขาย บุรุษชาวพระนครจึงกล่าวว่า ถ้ากระนั้นจงมารับเงินกหาปณะหนึ่ง แล้วจงให้น้ำผึ้งกับน้ำอ้อยอันเจือด้วยนมข้นแก่เราเถิด กุลบุตรผู้นั้นจึงคิดในใจว่าผึ้งรวงกับน้ำอ้อยอันเจือด้วยนมข้นราคาก็ไม่มากนัก แต่ไฉนบุรุษผู้นี้จึงมาให้ราคากหาปณะหนึ่ง ชะรอยว่าเหตุผลจะพึงมีเป็นมั่นคง ควรเราจะกดราคาไว้ คิดแล้วจึงกล่าวว่าท่าจะให้ราคากหาปณะหนึ่งนั้นเราหาขายไม่ บุรุษผู้นนั้จึงทวีราคาขึ้นไปตามลำดับจนถึงพันกหาปณะ กุลบุตรผู้นั้นจึงมาคิดในใจว่า ราคาที่เราให้ก็เกินประมาณแล้ว จำเราจะถามดูกิจที่บุรุษนี้จะพึงกระทำดูให้รู้ก่อน คิดแล้วจึงถามว่า ท่านจะต้องการรวงผึ้งกับน้ำอ้อยนี้ไปทำประการใดหรือ บุรุษนั้นตอบว่า บัดนี้ชาวพระนครทั้งปวงชวนกันประกวดประชันประชันกับพระมหากษัตริย์ จะถวายทานแก่พระวิปัสสีพุทธเจ้า เมื่อไม่ได้เห็นของสองสิ่งนี้แล้ว ชาวพระนครก็จะเป็นฝ่ายแพ้ กุลบุตรผู้นั้นจึงถามว่า ผู้อื่นนอกจากชาวพระนครจะถวายน้ำผึ้งกับน้ำอ้อยได้หรือไม่ บุรุษชาวพระนครก็ตอบว่าทำได้ กุลบุตรผู้นั้นจึงบอกว่า ตนจะขอถวายของดังกล่าว ด้วยมือของตนเอง
            ครั้นว่าฉะนี้แล้ว กุลบุตรผู้นั้นจึงซื้อเครื่องอันเผ็ดร้อน ๕ ประการ ด้วยทรัพย์มาสกหนึ่ง และนำมาบดให้ละเอียดเป็นจุรณแล้ว ก็ชวนกันช่วยเอาฟองบนนมข้น บีบคั้นรวงผึ้งลงในปุ่มเปือกแห่งนมข้นนั้น เสร็จแล้วก็ใส่ลงในใบบัวใบหนึ่ง เอามานั่งคอยแลดูวาระจะถึงตน อยู่ในที่ใกล้พระวิปัสสีพุทธเจ้า ครั้นได้ช่องได้โอกาส ก็เข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาค กราบทูลว่า เครื่องบรรณาการของข้าพระองค์เป็นบรรณาการประสายากประสาเข็ญใจ พระผู้มีพระภาคก็ทรงอนุเคราะห์แก่กุลบุตรนั้น เมื่อพระองค์ทรงประทานน้ำผึ้งนั้นแก่พระภิกษุสงฆ์หกหมื่นแปดพันองค์ น้ำผึ้งนั้นก็มิได้รู้หมดสิ้นด้วยประการฉันใด พระองค์ก็ทรงตั้งพุทธาธิษฐานด้วยประการฉันนั้น
            ครั้นพระผู้มีพระภาค กระทำภัตตกิจสำเร็จแล้ว กุลบุตรผู้นั้นจึงถวายอภิวาท แล้วกราบทูลว่า ด้วยเดชอานุภาพผลแห่งกุศลกรรมที่ข้าพระบาทได้กระทำนี้ แม้ข้าพระบาทจะอุบัติในภพใด ๆ ก็ขอให้ข้าพระบาท ถือซึ่งอันเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศในภพนั้น ๆ เถิด พระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ความปรารถนาของท่านตั้งไว้ฉันใด ก็จงได้ฉันนั้นเถิด ตรัสฉะนี้แล้วพระองค์ก็ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่กุลบุตรนั้นและชาวพระนคร ทั้งปวงเสร็จแล้วก็จะเสด็จหลีกไป
            กุลบุตรนั้นก็กระทำกองการกุศลอยู่ในกำหนดชนมายุแล้ว และเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในกาลศาสนาพระพุทธเจ้าของเรา ก็ได้ปฏิสนธิในครรภ์พระนางสุปาวาสา ผู้เป็นพระราชธิดา พระเจ้าโกลิยราชในโกลิยนคร จับเดิมแต่พระราชโอรสถือปฏิบัติ พระนางก็ได้เครื่องราชบรรณาการทั้งหลาย เป็นนิตย์อัตรา ลำดับนั้นชนทั้งหลายปรารถนาจะใคร่ทดลองดูบุญของพระนาง จึงยังพระนางให้ปรามาสลูบกระทำสัมผัสถูกต้องข้าวที่ปลูกด้วยพระหัตถ์ พืชข้าวปลูกแต่ละเมล็ด ๆ ก็แตกหน่อและแขนงออกได้ละร้อยละพันบ้าง พืชทั้งหลายที่เกิดในเนื้อนาประมาณกรีสหนึ่งนั้น ได้ผลเมล็ดข้าวเปลือก ๕๐ เกวียนบ้าง ๖๐ เกวียนบ้าง ในกาลเมื่อชนทั้งหลายยังยุ้งให้เต็มด้วยข้าวเปลือกแล้ว จึงยังพระนางให้ปรามาศถูกต้องประตูยุ้งด้วยพระหัตถ์ที่ชนทั้งหลายตักตรงข้าวเปลือกพร่องไปแล้วนั้น ก็กลับบเต็มบริบูรณ์ดังเก่า เมื่อชนทั้งหลายคดภัตตาหารจากหม้อที่เต็มไปด้วยภัตร แจกให้ผู้ใดไปแล้ว เมื่อยังมิได้ยกหม้อนั้นไปเสียจากที่ตราบใด ภัตตาหารย่อมไม่หมดไป
            เมื่อราชทารก อยู่ในครรภ์ก็มีพระครรภ์ก็แก่ครบกำหนดแล้วประสูติ พระนางสุปปวาสาเจ็บพระครรภ์อยู่เจ็ดวัน พระนางจึงขอให้ราชภัสดาไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลอาราธนาให้เสด็จมา และถ้าพระผู้มีพระภาคมีพระวาจาตรัสเป็นประการใด ก็ขอให้นำมาบอกแก่พระนางด้วย ฝ่ายบรมกษัตริย์ก็เสด็จไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลเรื่องทีพระนางขอมาให้ทรงทราบ พระผู้มีพระภาคจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า พระนางสุปปวาสา ผู้เป็นพระราชธิดาแห่งกษัตริย์โกลิยราชจงเป็นสุขเถิด ปราศจากโรคาพยาธิเถิด จงประสูติพระราชบุตร ผู้หาโรคามิได้ โดยสุนทรสุขสวัสดีเถิด
            ฝ่ายทารถก็ประสูติจากพระครรภ์โดยสุนทรสวัสดิ์สะดวกดาย มหาชนต่างก็มีความชื่นชมยินดียิ่งนัก บรมกษัตริย์ได้ทราบข่าวก็ทรงพระดำริว่า พระวาจาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าภาษิตนั้น ชะรอยจะเป็นพระวาจาอันสัจจะมั่นคงแล้ว ครั้นเสด็จมาถึงพระนางจึงกราบทูลว่า ชีวภัตรที่พระนางถวายเพื่อชีวิตที่พระราชภัสดา นิมนต์พระผู้มีพระภาคนั้น บัดนี้ก็กลับถวายเป็นมงคลภัตรแล้ว ขอให้พระราชภัสดาเสด็จกลับไปนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ได้เจ็ดวันเถิด บรมกษัตริย์ทรงกระทำตามที่พระนางสั่ง แล้วก็ยังมหาทานให้เป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นประธานเจ็ดวัน พระราชโอรสนั้น เมื่อยังน้ำจิตของบรมกษัตริย์ และพระญาติทั้งปวงที่เร่าร้อนให้ดับเสียแล้วและบังเกิด ดังนั้นพระญาติทั้งหลาย จึงถวายพระนามว่า พระสีวลีราชกุมาร พระสีวลีราชกุมาร จำเดิมแต่ประสูติแล้ว ก็เป็นบุคคลควรแก่สรรพกิจทั้งปวง สารพัดที่จะรอบรู้สรรพกิจทั้งปวงถ้วนทุกสิ่งทุกประการ เหตุว่าอยู่ในครรภ์มารดาช้านานถึงเจ็ดปี
            ฝ่ายพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร จึงมีวาจาปราศรัยด้วย พระสีวลีทารกวันประสูติได้เจ็ดวันว่า กิริยาที่ท่านได้เสวยเนือง ๆ ซึ่งกองทุกข์เห็นสภาวะปานดังนี้แล้ว จะไม่บรรพชาเสียนั้นจะสมควรหรือ พระสีวลีทารกจึงตอบวาจาว่า เมื่อข้าพเจ้าบวชได้แล้วข้าพเจ้าก็จะพึงบรรพชา ส่วนพระนางผู้เป็นมารดานั้น ครั้นได้เห็นพระสีวลีราชกุมาร เจรจากับพระสารีบุตรเถระ พระนางจึงดำริว่าโอรสของเรานี้เจรจากับพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรว่ากระไรหนอ ดำริแล้วพระนางจึงเข้าไปสู่สำนักพระมหาเถระ มีวาจาถามว่า โอรสของข้าพเจ้าเจรจากับพระผู้เป็นเจ้าว่ากระไรหรือ พระมหาเถระ จึงตอบว่า โอรสของท่านนี้เล่าความทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ แล้วกล่าวต่อไปว่าถ้าท่านอนุญาตแล้วก็จะบรรพชา พระนางจึงยตอบว่า ดีแล้ว ขอให้พระมหาเถระจงช่วยบรรพชาให้โอรสของพระนางด้วย
            พระมหาเถระจึงนำพระสีวลีราชกุมาร ไปสู่พระวิหารให้ปัญจกรรมฐานแล้ว เพื่อจะให้บรรพชาจึงมีวาจาว่า กรรมคือ ความสั่งสอนด้วยโอวาทอย่างอื่นนั้นมิได้มีแก่ท่าน ท่านจงยังปัญญาพิจารณาให้เห็นแล้วประจักษ์ ทุกข์ที่ท่านเสวยเนือง ๆ ในครรภ์ถึงเจ็ดปีนั้นสิ่งเดียวเถิด พระสีวลีราชกุมารจึงตอบว่า การที่ให้บรรพชาสิ่งเดียวเท่านั้น เป็นการของพระผู้เป็นเจ้า กรรมอันใดที่ข้าพเจ้าอาจจะกระทำได้นั้น ข้าพเจ้าก็จะรู้กรรมนั้น
            พระสิวลีนั้น ในขณะเมื่อบุคคลปลงเกลียวพระเกษา จดมีดโกนลงทีแรกนั้น ก็ได้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตคติผลก่อน ในขณะที่จดมีดโกนลงที่คำรบสอง ก็ได้ดำรงอยู่ในพระสกิทาคามีผล ในขณะที่จดมีดโกนลงที่คำรบสาม ก็ได้ดำรงอยู่ในพระอนาคามิผล กิริยาที่ปลงเส้นพระเกสาสำเร็จลงนั้นก็ดี กิริยาที่กระทำให้แจ้ง ซึ่งพระอรหัตตผลนั้นก็ดี ก็พร้อมกันพอดีมิได้ก่อนได้หลัง จับเดิมแต่วันที่พระสีวลีราชกุมารบรรพชามานั้น ปัจจัยลาภทั้งสี่ประการก็บังเกิดขึ้นแก่ภิกษุทั้งปวงนั้นมากกว่ามาก ตามสมควรแก่ความปรารถนา
            ครั้นยืดไปในสมัยเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่กรุงสาวัตถี พระสีวลีเถระจึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า บัดนี้ข้าพระบาทปรารถนาจะทดลองบุญของข้าพระบาท ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาอนุญาตภิกษุสงฆ์แก่ข้าพระบาทสัก ๕๐๐ องค์เถิด พระผุ้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ท่านจงถือเอาไปตามชอบใจเถิด พระสีวลีเถระก็พาพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ นั้นเที่ยวไป ก็ได้พบต้นมหานิโครธต้นไทรใหญ่ ฝ่ายเทพดาที่สิงสถิตอยู่ที่ต้นไทรใหญ่นั้น ก็ถวายทานแก่ท่านพร้อมพระสงฆ์ ๕๐๐ สิ้นเจ็ดวัน จากนั้นก็เที่ยวไปสู่เขาบัณฑวบรรพต ในคำรบสอง ไปสู่แม่น้ำอจิรวดีนที ที่คำรบสาม ไปสู่แม่น้ำวรสาคร ที่คำรบสี่ ไปสู่ป่าหิมพานต์ ที่คำรบห้า ไปสู่สระฉัททันต์ ที่คำรบหก ไปสู่ภูเขาคันธมาทุมบรรพต ที่คำรบเจ็ด ไปสู่สำนักพระเรวตเถระ ที่คำรบแปดท่านได้เที่ยวทดลองบุญถึงแปดตำบล ฝ่ายเทพดาทั้งหลายในประเทศทั้งแปดตำบลนั้นก็ชวนกันถวายทานแก่ท่านกับพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ ตำบลละเจ็ดวันทุกตำบล นาคทัตตเทวราช ซึ่งสถิตอยู่ ณ ภูเขาคันธมาทนบรรพต ได้ถวายทานอยู่เจ็ดวัน หลังจากนั้นได้ถวายอาหารบิณฑบาตอันเจือด้วยนมสด วันหนึ่งเจือด้วยนมข้น วันหนึ่งเจือด้วยน้ำมันเนยใส วันหนึ่ง ฝ่ายพระภิกษุทั้งปวงจึงว่าแก่วกันว่า แม่โคนมที่จะพึงรีดน้ำนมก็ดี กิริยาที่จะบีบคั้นเคี่ยวนมข้นก็ดีของท้าวเทววราชนี้ มิได้เห็นปรากฎของเหล่านี้ บังเกิดขึ้นแก่ท้าวเทวราชแต่ที่ไหน ว่าแล้วก็ถามท้าวเทวราชว่า สิ่งของทั้งปวงนี้บังเกิดแก่ท่านแต่ที่ไหน นาคทัตตเทวราช จึงบอกว่าของนี้บังเกิดขึ้นแต่ผลแห่งขีรรสสลากภัตตทาน ที่ข้าพเจ้าได้ถวายในกาลเมื่อศาสนาของพระพุทธกัสปพุทธเจ้าโน้น
            ครั้นยึดไปในสมัยเบื้องหน้า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงกระทำกิริยาที่เทพดาในขทิรวันป่าไม้ตะเคียน อันกระทำปัจจุตคมนาการต้อนรับพระสิวลีเถระนั้นให้เป็นอุบัติเหตุแล้ว จึงทรงตั้งพระสิวลีเถระนั้นไว้ในอัครฐานที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างมีลาภ อันเลิศด้วยลาภในศาสนาของพระองค์
            ฝ่ายพระสิวลีเถระนั้น เมื่อทรมานมีพระชนมายุอยู่ครบถ้วนกาลปริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์ผันพระพักตรประเวศเข้าสู่พระนครอันเกษมสานต์คือพระอมตมหานิพพาน สิ้นภพสิ้นชาติปราศจากตัณหาอุปาทาน ด้วยกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |