| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระกัสสปเถระได้เกิดเป็นพราหมณ์สำเร็จไตรเพท
และศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งหลายอื่น ๆ ด้วย อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์มานพได้เห็นพระปทุมุตตระพุทธเจ้าก็มีจิตเลื่อมใส
ได้กระทำสักการบูชาด้วยสุมน บุปผาชาติดอกมะลิ จึงซัดกำดอกไม้โดยรอบ และเบื้องบนของพระบรมศาสดา
ด้วยอำนาจพระบรมพุทธานุภาพ ดอกมะลิทั้งหลายก็ประดิษฐานอยู่ โดยอาการเป็นอาสนะดอกไม้
ตั้งอยู่ถึงเจ็ดวัน พราหมณ์มานพนั้น ครั้นเห็นมหัศจรรย์ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น
แล้วก็อุตส่าห์บำเพ็ญกองการกุศลสืบไปในเบื้องหน้า เมื่อเวียนว่ายอยู่ในสวรรคสุคติ
และมนุษยสุคติสิ้นกาลช้านาน กำหนดได้แสนกัป
ครั้นมาในพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านก็ได้มาเกิดเป็นบุตรอุทิจจพราหมณ์
ผู้หนึ่งในนครสาวัตถีชื่อ กัสสปมานพ
บิดากัสสปมานพกระทำกาลกิริยา เสียแต่ในกาลที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านได้อุตส่าห์ปฎิบัติเลี้ยงดูมารดา
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ได้สดับพระธรรมเทศนา เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลญาณในอาสนะอันเป็นที่นั่งนั้น เพราะเหตุว่าบริบูรณ์ด้วยเหตุสมบัติ
จึงกลับมายังสำนักของมารดา ยังมารดาให้อนุญาตแล้วก็ออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา
ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปวารณาออกพระวัสสาแล้ว และเสด็จไปสู่ชนบทจาริกนั้น
พระกัสสปเถระมีความปรารถนาจะใคร่ไปกับพระบรมศาสดา จึงไปยังสำนักของมารดาเพื่อจะอำลาบอกกล่าว
ผ่ายมารดาเมื่อจะสละเสียนั้นจึงกล่าวพระคาถาให้โอวาทว่า "ในประเทศใดมีภิกขาหารอันได้ด้วยง่ายเป็นประเทศเกษม
ปราศจากโรคาพยาธิและเป็นประเทศอันปราศจากภัย มีภัยเกิดแต่โจร เป็นต้น พ่อจงไปในประเทศนั้น
ความโศกอันเกิดแต่ภัยมีข้าวยากหมากแพงเป็นต้น จงอย่ามาวีแววแผ้วพานเบียดเบียนแต่พ่อเลย"
พระกัสสปเถระได้ฟังคำมารดาว่าดังนั้นจึงรำพึงว่า มารดาของเรามีความปรารถนากิริยาที่เราไปในที่อันปราศจากความโศกของเรา
เราควรเพื่อจะให้บรรลุ ที่อันปราศจากความทุกข์ จึงอุตส่าห์ตั้งวิปัสนากรรมฐานเมื่อไปอยู่ในอรัญประเทศไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต
เหตุการณ์ดังนั้น ท่านจึงกล่าวประกาศบุพพจริตาปทาน แสดงอภินิหารเหตุบุพพจารีตของตนในกาลก่อน
ในคัมภีร์พระอปทาน
มีว่า ในกาลก่อนนั้น ท่านประกอบด้วยความสรรเสริญศิลปวิชาการ ชำนาญในไตรเพท
ถึงฝั่งของไตรเพททรงไว้ซึ่งเวทมนต์ ท่านได้เห็นพระพุทธเจ้าอันเป็นที่พึ่งของสัตว์โลก
พระนามว่าพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ประกอบด้วยพระสิริวิลาสดุจพระยาไกรสรราชสีห์
มิฉะนั้นประดุจพระยาพยัคฆะเสือโคร่ง มิฉะนั้นประดุจพระยากุญชรชาติบังเกิดในมาตังคประเทศ
ครั้นท่านได้เห็นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส จึงเอาสุมนชาติ ดอกมะลิซัดไปในอากาศ
กระทำสักการบูชาแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดา ก็ทรงพระอธิษฐานบันดาล
ให้สุมนบุปผาชาติเป็นเพดาน กางกั้นในเบื้องบน และข้างทั้งสี่มีอาการประดุจดังฝา
และเป็นบุปผาอาสนะ ในกาลนั้นสุมนบุปผาชาติทั้งหลายก็บันดาลมีขั้วหันเข้ามา
ณ ภายในมีกลีบและเกษรกลับออกมาภายนอก บังเกิดเป็นฝากั้นอยู่โดยรอบ แวดล้อมพระบรมศาสดาอยู่ถึงเจ็ดวัน
จากนั้นก็อันตรธานสูญหายไป เมื่อท่านได้เห็นมหัศจรรย์นั้นก็ยังจิตให้เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยอำนาจผลของสุมนบุปผาชาติบูชานั้น ท่านมิได้ไปบังเกิดในทุคติภพเลยสิ้นแสนกัป
ในกัปที่ ๑๕ ท่านก็ได้เกิดเป็นบรมจักรพัตราธิราช ทรงพระนามว่าจิตตอำมาตย
กาลบัดนี้กิเลสทั้งหลายท่านก็เผาเสียให้สิ้นสุดจากสันดานแล้ว พระพุทธศาสนธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ท่านก็ได้กระทำเสร็จสิ้นทุกประการแล้ว
พระกัสสปเถระ ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงกล่าวพระคาถาโดยนัยเป็นอาทิว่า
"เนื้อความถ้อยคำของมารดาของเรานี้ บังเกิดประดุจดังว่าขอแก้ว สำหรับเกี่ยวไว้เพื่อจะให้ถึงพระอรหัต
พระกัสสปเถระ เมื่อมีชนมายุครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉท ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษคือตัณหาและอุปาทานซึ่งเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้
ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้ สิ้นน้ำมันแล้วดับไป ฉะนั้น
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |