| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระโมฆราชเถระนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า
เป็นผู้เลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างทางไว้ ซึ่งจีวรอันเศร้าหมอง
จากการที่ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลจีวร
อันประกอบด้วยความเศร้าหมองสามประการ
ในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านได้มาบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลในหงสวดีนคร
สมัยต่อมาเมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้เห็นพระพุทธองค์ทรงประทานที่เอตทัคคฝ่ายข้างทรงไว้ซึ่งจีวรอันเศร้าหมองแก่ภิกษุองค์หนึ่ง
ก็มีจิตรักใคร่จึงอุตส่าห์กระทำอธิการกุศลอย่างยิ่ง แล้วตั้งปณิธานต่อฐานันดรนั้นแล้ว
ก็อุตส่าห์กระทำการกุศลอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ตราบเท่ากำหนดอายุของตน เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก
และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านานแล้ว ก็ได้มาอุบัติในเรือนของอำมาตย์ในกัฎฐวาหนคร
ก่อนหน้ากาลบังเกิดของพระกัสสปพุทธเจ้า
ในสมัยต่อมาท่านได้เป็นอำมาตย์ของพระเจ้ากัฎฐวาหนราช ในกาลครั้นนั้นพระกัสสปพุทธเจ้าก็ได้อุบัติขึ้นในโลก
พระเจ้ากัฎฐวาหนราช ได้ให้อำมาตย์ผู้นั้น ไปสู่มัชฌิมประเทศ เพื่อฟังดูให้รู้ความชัดว่า
พระพุทธเจ้าได้บังเกิดขึ้นแน่จริงหรือไม่ ถ้าแน่จริงแล้วก็จงนำพระพุทธเจ้ามาสู่กัฎฐวาหนนครให้จงได้
อำมาตย์ผู้นั้นพร้อมด้วยบริวารพันหนึ่งก็ไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า ครั้นได้สดับพระสัทธรรมเทศนาก็ได้ศรัทธาเลื่อมใส
แล้วบรรพชาในสำนักพระพุทธเจ้านั้น ประพฤติสมณธรรมอยู่สองหมื่นปี ครั้นกระทำกาลกิริยาแล้ว
และได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในนครสาวัตถี
ก่อนแต่กาลอันบังเกิดของพระพุทธเจ้าของเรานี้
มีนามว่า โมฆราชมานพ
ฝ่ายพระเจ้ากัฎฐวาหนราชก็ได้บำเพ็ญพระราชกุศลอันยิ่งใหญ่แก่พระกัสสปพุทธเจ้า
และเมื่อได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นกาลพุทธันดรหนึ่งแล้ว ก็ได้มาปฎิสนธิในเรือนของปุโรหิตในนครสาวัตถี
ก่อนหน้ากาลบังเกิดของพระพุทธเจ้าของเรานี้ มีนามว่า พาวรีมานพ
ในสมัยต่อมา พาวรีมานพได้เรียนคัมภีร์ไตรเพท และได้เป็นผู้สอนสรรพศิลปศาสตร์แก่มานพทั้งหลายประมาณ
๑๖ พัน เมื่อบิดาของพาวรีมานพกระทำกาล กิริยาตายแล้ว ชนทั้งหลายก็ให้ที่ปุโรหิตแก่พาวรีมานพในสมัยพระเจ้าปเสนทิโกศล
และในกาลครั้งนั้น โมฆราชมานพก็ได้เป็นอันเตวาสิก เล่าเรียนศิลปศาสตร์ อยู่ในสำนักของพาวรีพราหมณ์
อยู่มาวันหนึ่ง
พาวรีพราหมณ์เข้าไปสู่ที่สงัดแล้วพิจารณาดูแก่นสารในศิลปศาสตร์ของตน
ก็ไม่เห็นแก่นสารอันจะเป็นประโยชน์ในสัมปรายิกภพเบื้องหน้า จึงรำพึงในใจว่า
จำเราจะออกบรรพชาทรงเพศบรรพชิตอย่างหนึ่งแล้ว จะแสวงประโยชน์อันจะพึงมีในภพหน้า
คิดแล้วก็ไปเฝ้าพระเจ้าโกสลราชขออนุญาตบรรพชา
เมื่อพระเจ้าโกสลราชทรงอนุญาตแล้ว ก็ได้ออกบรรพชาพร้อมบริวาร ๑๖ พัน ได้แสวงหาที่อยู่ให้สบาย
โดยออกจากมัชฌิมประเทศ ไปยังนานาประเทศ แล้วจึงสร้างวาสนสถานของตน ในประเทศใกล้วังวนคุ้งแม่น้ำโคธาวารีนที
อยู่ระหว่างขอบขัณฑสีมาของพระเจ้าอัสสกราช
กับพระเจ้ามัลลราช
ยังมีบุรุษผู้หนึ่งไป ณ ประเทศนั้น เพื่อจะเยี่ยมเยียนชฎิลทั้งปวง เขาได้ปลูกสร้างที่อยู่ของเขาในที่ใกล้ชฎิลทั้งปวง
ยังมีตระกูลอื่นอีกร้อยหนึ่ง เมื่อเห็นเคหสถานของบุรุษผู้นั้น ก็พากันมาปลูกสร้างบ้านเรือนอีกร้อยหนึ่ง
และตระกูลทั้งหลายเหล่านั้น เมื่อได้มาประชุมพร้อมเพรียงกัน ก็ได้ปรึกษากันว่า
เราทั้งหลาย ไม่อาจจะอยู่ให้เป็นที่สุขสบายใจ ในประเทศอันเป็นที่ใกล้ ภูมิฐานของชฎิลทั้งปวง
จำเราทั้งหลาย จะให้กหาปณะพันหนึ่ง แก่ชฎิลทั้งปวง เพื่อจะให้อยู่อย่างเป็นสุขสำราญ
แล้วก็จัดแจงเรี่ยรายกันได้ทรัพย์คนละ ๑๐ กหาปณะ รวมกันเป็นพันกหาปณะแล้วนำไปตั้งลงในวสนฐานที่อยู่ของพาวรีพราหมณ์
ๆ จึงไต่ถามว่าชนทั้งหลายเหล่านี้ พากันมาเพื่อประโยชน์อันใด ชนเหล่านั้นตอบว่าเพื่อจะอยู่ให้เป็นสุขสบาย
พาวรีพราหมณ์จึงกล่าวว่า ถ้าเงินและทอง มีประโยชน์กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะสละกองทรัพย์เป็นจำนวนมาก
แล้วมาบวชทำไม ข้าพเจ้าไม่ต้องการแล้วจึงสู้สละมาบวชเรียนเสีย ท่านจงเอากหาปณะคืนไปเถิด
ชนเหล่านั้นจึงตอบว่า เมื่อให้แล้วก็ไม่ขอคืน และชวนกันเผดียงต่อไปอีกว่า
เมื่อย่างเข้าปีใหม่พวกตนก็จะชวนกันนำกหาปณะมาให้ ขอให้พาวรีพราหมณ์รับไว้ให้ทานตามชอบใจ
พาวรีพราหมณ์ก็รับวาจาชนเหล่านั้น แล้วรับเอาทรัพย์พันกหาปณะมา จำแนกแจกจ่ายบริจาคให้แก่คนกำพร้าอนาถา
และชนสัญจรไปมาในหนทางกับยาจกวณิพกทั้งปวง
ในกาลต่อมา ความที่เป็นทายกผู้ให้ทานแก่พาวรีพราหมณ์นั้น ก็ปรากฎไปในชมภูทวีป
ในกาลครั้งนั้นยังมีพราหมณีคนหนึ่ง เป็นภรรยาพราหมณ์ อันบังเกิดในวงศ์ของฝูงพราหมณ์
มีปรกติอยู่ในบ้านทุนนวิฎฐคาม ในแคว้นกาลิงคราษฎร์
นางได้รบเร้าพราหมณ์ผู้สามีว่า พาวรีพราหมณ์เป็นผู้ให้ทาน ท่านจงไปรับเอาเงินและทองมาให้แก่เรา
พราหมณ์ผู้สามีจึงไปในสำนักพาวรีพราหมณ์ ขอให้พาวรีพราหมณ์ให้ทานแก่ตน พาวรีพราหมณ์จึงตอบว่าไม่ใช่กาลที่จนจะให้ทาน
ทานนั้นได้ให้แก่ยาจกทั้งหลายไปหมดแล้ว พราหมณ์ผู้นั้นไม่พอใจจึงกวาดทรายเข้ามาเป็นจอม
อยู่หน้าประตูบรรณศาลาของพาวรีพราหมณ์ แล้วเรี่ยรายด้วยดอกไม้สีแดงลงโดยรอบ
ทำการเหมือนร่ายมนต์แล้วกล่าวว่า ขอให้ศีรษะของท่านแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยงเถิด
พาวรีพราหมณ์จึงมีดำริว่า พราหมณ์ผู้นี้ถือเอาตบะธารวัตรมาว่ากล่าวแก่เรา
เห็นจะฆ่าเราเป็นแท้ทีเดียว เกิดความรู้สึกเหมือนถูกลูกศรคือ ความโศกเศร้าเสียบแทงสันดาน
ลำดับนั้น มารดาของพาวรีพราหมณ์ได้บังเกิดเป็นนางเทพธิดา ครั้นเห็นพาวรีพราหมณ์ผู้เป็นบุตรเกิดความโศก
จึงมายังสำนักของบุตรแล้วกล่าวว่า พราหมณ์นั้นจะได้รู้จักภาวะอันแตก และมิได้แตกของศีรษะนั้นก็หามิได้
ตัวเจ้าก็หารู้ไม่ว่า พระพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในโลก ถ้าเจ้าเกิดความสงสัยก็จงไปยังสำนักพระบรมศาสดาแล้วทูลถามพระองค์เถิด
พระองค์จะได้ทรงตรัสพยากรณ์ตัดสินเหตุนั้นแก่เจ้า
ฝ่ายพาวรีพราหมณ์ เมื่อได้สดับถ้อยคำของนางเทพธิดาก็ค่อยหายใจได้สะดวก ครั้นเมื่อรุ่งเพลาเช้าจึงเรียกพวกอันเตวาสิกทั้งหลายมาพร้อมกัน
แล้วบอกว่าพระพุทธเจ้าบังเกิดในโลกแล้ว ท่านทั้งปวงจงรีบไปสืบดูให้รู้เหตุว่า
เป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือไม่ เมื่อรู้เหตุแน่ฉันใดแล้วจงรีบกลับมาบอกเรา เราจะไปเฝ้าพระบรมศาสดา
ท่านทั้งหลายจงไปยังที่เฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลถามปัญหาทั้งหลาย แล้วพาวรีพราหมณ์ก็ตกแต่งผูกเป็นปัญหาชื่อว่า
มุทธทาลนปัญหา
ให้ไป ภายหลังจึงได้มาดำริว่า มานพทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นนักปราชญ์ ฉลาดด้วยปรีชา
เมื่อได้สดับพระสัทธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้นเมื่อกิจของตนสำเร็จแล้ว
จะกลับมาหาเราอีกหรือไม่กลับก็หารู้ไม่ คิดดังนี้แล้วจึงให้สัญญาแก่อชิตมานพ
ผู้เป็นนัดดาของตนว่าตัวท่านนี้จะกลับมาสู่สำนักของเราโดยแท้ ท่านจงกลับมาแจ้งซึ่งคุณที่ท่านได้นั้นแก่เราก่อนให้จงได้
ลำดับนั้น ชฎิลทั้งหลายประมาณ ๑๖ พัน มีอชิตมานพเป็นประธาน ได้เที่ยวไปในชนบทได้ร้อยโยชน์
ชนทั้งหลายพากันไต่ถามว่าจะไปในที่ใด อชิตมานพก็ตอบว่าจะไปทูลถามปัญหากับพระบรมศาสดา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระพุทธปริวิตกว่า โอกาสมิได้มีในที่อื่นแล้วพระองค์ก็เสด็จไปด้วยเข้าพระทัยว่า
ประเทศนี้เป็นที่อันไม่สมควรแก่พวกบริษัทเหล่านี้ แล้วเสด็จประทับนั่งเหนือแผ่นศิลาอันชื่อว่า
ปาสาณเจดีย์
ฝ่ายอชิตมานพครั้นไปสู่เนินหลังแผ่นศิลานั้นแล้ว ก็ได้เห็นพระสรีระรูปสิริสมบัติของพระบรมศาสดา
อันประดับด้วยมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ และพระอนุพยัญชนะ
๘๐ ทัศ และรุ่งเรืองไปด้วยพระรัสมี
ประมาณข้างละวา
แวดล้อมอยู่ด้วยพระฉัพพรรณรังสี
พระรัศมีพรรณ
๖ ประการ พลุ่งออกจากพระบวรสรีระอังคาพยพ จึงมีดำริว่า บุรุษนี้น่าที่จะเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
ผู้มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดเผยแล้วในโลกนี้ ดำริแล้วเมื่อจะกราบทูลถามข้อปัญหา
ที่อาจารย์ตนสั่งมา จึงเข้าไปยังสำนักพระบรมศาสดา
ฝ่ายโมฆราชมานพเป็นคนมีมานะพาลจะกระด้างด้วยมาสำคัญว่า เราผู้เดียวนี้มีปรีชาเฉลียวฉลาดหลักแหลมกว่าชนทั้งปวง
อชิตมานพผู้นี้ ได้เป็นใหญ่กว่าชนทั้งปวงบรรดาที่มา เราจะถามปัญหาก่อนอชิตมานพเป็นการไม่สมควร
เมื่อจะแกล้งอชิตมานพให้ได้รับอัปยศอดสูก็มิได้กราบทูลถามปัญหาก่อนอชิตมานพ
เมื่ออชิตมานพทูลถามปัญหาแล้ว โมฆราชมานพก็ทูลถามปัญหาเป็นคนที่สอง
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระพุทธจินตนาการว่า โมฆราชมานพนี้เป็นคนกระด้างด้วยมานะปัญหายังหาถึงภาวะแก่กล้าไม่
กิริยาที่ตถาคตจะนำมานะ ของโมฆราชมานพนั้น ก่อนจึงจะสมควร จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
ดูกรโมฆราชมานพ ท่านจงอยู่ก่อนเถิด ให้ผู้อื่นเขาถามก่อน
โมฆราชมานพนั้น ครั้นไม่ได้ปสาทความเลื่อมใสแต่สำนักพระบรมศาสดาแล้วจึงดำริว่า
เรานี้มาสำคัญเข้าใจว่า ชนทั้งหลาย จะมีปัญหาพาที เปรื่องปราชญ์ฉลาดเลิศไปกว่าเราหามีไม่
พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงทราบน้ำใจจึงมิได้ตรัส พระองค์ยังเราไม่ให้ได้ความเลื่อมใส
ชรอยพระองค์จะทรงเห็นโทษ ในอันถามของเราเป็นมั่นคง พระองค์จึงได้ทรงห้ามเราเสีย
ดำริดังนี้แล้วก็ดุษฎีภาพนิ่งอยู่ ครั้นปัญหาที่มานพทั้งหลายถามเป็นลำดับ
ไปถึงที่คำรบแปดเสร็จแล้ว โมฆราชมานพไม่อาจจะอดกลั้นที่จะถามได้ ก็เป็นคนที่คำรบเก้าเพื่อจะถามปัญหา
พระบรมศาสดาก็ยังโมฆราชมานพไม่ให้ได้ความเลื่อมใสอีก เขาก็ต้องนิ่งอยู่อีก
คิดว่าเรานี้ไม่อาจจะเป็นคนถามที่คำรบเก้าได้ ครั้นมานพทั้งปวงถามปัญหาถึงคำรบ
๑๓ คนแล้ว โมฆราชมานพก็เข้าไปคำรบ ๑๔
พระบรมศาสดาทรงทราบว่าปัญญาของโมฆราชมานพนั้นแก่กล้าแล้ว จึงตรัสพยากรณ์กล่าวปัญหาของโมฆราชมานพ
เมื่อพระองค์ทรงแสดงอนุสาสนกถา
ตรัสสั่งสอนให้โมฆราชมานพนั้นถอนมานะเสีย จึงตรัสด้วยพุทธนิพนธ์ว่า ดูกร โมฆราช
ท่านจงเป็นผู้ระลึกดำรงสติทุกเมื่อ
จงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญเถิด เมื่อท่านเข่นฆ่าอัตตานุทิฎฐิความเห็นโดยเป็นตัวตนลงได้แล้ว
จะเป็นผู้ข้ามความตายเสียได้ มัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลอันพิจารณาเห็นโลกอย่างนี้
ครั้นจบพระธรรมเทศนาลงแล้ว โมฆราชมานพกับชฎิลพันหนึ่งซึ่งเป็นบริวารของตนก็ได้บรรลุพระอรหัต
บรรดาชฎิล ๑๕ พัน ก็ได้บรรลุพระอรหัต และชฎิลทั้งปวงก็ได้
เอหิภิกขุอุปสัมปทา
ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันแล้วด้วยบุญฤทธิ์
ส่วนพระโมฆราชเถระ จับเดิมแต่วันอันได้เอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านก็ทรงจีวรอันประกอบด้วยความเศร้าหมองสามประการคือ
ผ้าก็เศร้าหมอง เย็บก็เศร้าหมอง ย้อมก็เศร้าหมอง
ในสมัยต่อมา เมื่อพระบรมศาสดาทรงประทับนั่งในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงประทานที่ฐานันดรแก่พระมหาเถระทั้งหลายโดยลำดับนั้น
พระองค์จึงทรงตั้งพระโมฆราชเถระไว้ในอัครฐาน ที่อันเลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย
บรรดาที่ทรงจีวรอันเศร้าหมองในพระพุทธศาสนานี้
ฝ่ายพระโมฆราชเถระนั้น เมื่อมีชนมายุครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์
เข้าสู่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ สิ้นเชื้อแห่งตัณหาและอุปาทาน ดับสิ้นเชิง
ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้และน้ำมัน ฉะนั้น
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |