| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระอุปเสนเถระ

            พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสยกอย่องพระอุปเสนเถระไว้ในที่ เอตทัคคะเลิศฝ่ายข้างนำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบ
            ปัญหากรรมของพระอุปเสนวังคันตบุตร เริ่มแรกปรารภบำเพ็ญสาวกบารมีญาณมาตราบเท่าได้บรรลุสาวกบารมีโพธิญาณ ประดิษฐานอยู่ในที่เอตทัคคฐานแล้ว และดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานเป็นที่สุด
            ในกาลเมื่อศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านได้มาบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลในหงสาวดีนคร เมื่อเจริญวัย และได้ไปในสำนักพระบรมศาสดา ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาอยู่นั้น ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างเป็นที่นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบ ก็บังเกิดความรักใคร่อยากได้ฐานันดรนั้น จึงอุตส่าห์บำเพ็ญอธิการกุศลอันยิ่งใหญ่แล้วก็ปรารถนาฐานันดรอันนั้น ครั้นแล้วก็อุตส่าห์กระทำกองการกุศล ตราบเท่ากำหนดชนมชีพของตน
            เมื่อเวียนว่ายอยู่ในมนุษยคติ และเทวคติสิ้นกาลนาน ครั้นมาในกาลพระพุทธเจ้าของเรานี้ก็ได้มาปฎิสนธิในครรภ์นางสารีพราหมณ์ ในบ้านนาสันทคามพราหมณ์ ได้นามว่า อุปเสนกุมาร ครั้นเจริญวัยก็เล่าเรียนไตรเพท ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ความปสันนาการศรัทธาเลื่อมใส แล้วได้บรรพชาในพระพุทธศาสนา เมื่อได้วัสสาหนึ่งจึงมารำพึงว่า จำเราจะยังห้องพระพุทธศาสนาให้เจริญทวีมาก มีภาษีด้วยหมู่พระอริยสงฆ์ รำพึงดังนี้แล้วท่านก็บอกกุลบุตรผู้หนึ่ง ในสำนักของท่านให้อุปสมบท ครั้นปวารณาพระวัสสาแล้ว ท่านจึงมาคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เห็นท่านแล้ว ก็ควรจะทรงพระโสมนัสโปรดปราน คิดดังนี้แล้วจึงพาภิกษุผู้เป็นสัทอิงวิหาริก มีพระวัสสาได้วัสสาหนึ่งนั้นไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า พระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ดูกรภิกษุ ท่านมีวัสสาได้เท่าใด ท่านจึงกราบทูลว่ามีพระวัสสาได้สองวัสสาแล้ว พระบรมศาสดาตรัสถามต่อไปว่า แล้วภิกษุรูปนี้มีวัสสาเท่าใด ท่านทูลตอบว่ามีวัสสาได้วัสสาหนึ่ง พระองค์ทรงถามต่อไปว่า ภิกษุรูปนี้เป็นอะไรกับท่าน พระอุปเสนเถระก็ทูลตอบว่า เป็นสัทธิงวิหาริกของท่าน
            ลำดับนั้น พระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอุปเสนเถระว่า ท่านพึงเข้าใจว่าหนทางคือ พระกรรมฐานนี้เป็นที่ดำเนินแห่งพระขีณาสวเจ้าทั้งหลายคือ ได้กระทำไว้ในใจ บุคคลจะได้สำเร็จพระนิพพานก็เพราะพระกรรมฐานที่ได้เจริญไว้ในใจให้มาก ท่านทั้งหลายจงอุตส่าห์กระทำไว้ในใจบ้าง อย่าให้เสียเยี่ยงอย่างประเพณีพระพุทธเจ้า และสาวกทั้งหลายแต่ปางก่อนได้กระทำเป็นตัวอย่าง ดูกรโมฆบุรุษคนเปล่า ตัวท่านนี้เป็นคนเบาความยิ่งนัก ท่านนี้เป็นคนวนเวียนไปในความเป็นคนมักมากเสียแล้ว
            พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสติเตียนพระอุปเสนเถระด้วยเอนกปริยายเป็นอันมาก ฝ่ายพระอุปเสนเถระได้รับการติเตียนแล้ว ก็ถวายนมัสการลาพระผู้พระภาคเจ้ากลับออกมา มีดวงหน้าอันเบิกบานปานประหนึ่งปริมณฑลของพระจันทรวันปัญญรสี ด้วยมาดำริว่าเราจะยังพระบรมศาสดาให้ทรงสาธุการเพราะอาศัยบริษัทของเราให้จงได้ ดำริดังนี้แล้วท่านก็ไปสู่ที่แห่งหนึ่งเจริญพระวิปัสนากรรมฐานไม่นานท่านก็บรรลุพระอรหัต
            พระอุปเสนเถระ ออกจากมหาตระกูลอันประเสริฐแล้วก็บรรพชาด้วยท่านแสดงธรรมกถา อันประกอบด้วยอุปมาดุจแผ่นปฐพี ด้วยเหตุนั้น ทารกทั้งหลายในตระกูลอันเป็นมาก จึงมีความเลื่อมใสด้วยธรรมกถาของท่าน แล้วก็ออกจากตระกูลแห่งมิตรและอำมาตย์ และตระกูลแห่งญาติทั้งหลายของท่าน แล้วก็พากันไปยังสำนักของท่าน แล้วบรรพชาเป็นอันมาก ท่านจึงมีวาจาแก่กุลบุตรทั้งหลายเหล่านั้นว่า เราเป็นบุคคลประกอบในอรัญญิกธุดงค์ ก็ท่านทั้งปวงอาจเพื่อจะเป็นบุคคลยินดีในอรัญญิกธุดงค์เหมือนอย่างเราได้หรือ ว่าแล้วท่านก็บอกธุดงควัตร ๑๓ ประการ ครั้นเมื่อกุลบุตรรับวาจาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายอาจสามารถเพื่อจะยินดี และประกอบในอรัญญิกเสนาสนะได้ ท่านก็ยังกุลบุตรเหล่านั้นให้บรรพชา เมื่อบรรพชาแล้วก็อธิษฐานธุดงค์นั้น ตามควรแก่กำลังของตน ฝ่ายพระอุปเสรเถระก็อุตส่าห์กระทำพระวินัยสิกขาบทให้ชำนิชำนาญด้วยตนในกาลแห่งตนมีวัสสาได้ ๓ พระวัสสา ครั้นแล้วท่านก็ยังกุลบุตรให้อุปสมบท ก็มีหมู่พระภิกษุแวดล้อมเป็นบริวารประมาณ ๕๐๐ องค์
            สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสบอกแก่ภิกษุทั้งปวงว่า ตถาคตปรารถนาจะใคร่เร้นอยู่ในที่เร้นสักกึ่งเดือน ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งอย่าพึงมาสู่สำนักของตถาคตเลย แล้วพระองค์ก็เร้นอยู่ในที่เร้นคือ ผลสมาบัติแต่พระองค์เดียว ฝ่ายพระสงฆ์ทั้งปวงก็กระทำกติกาสัญญากันไว้ว่า ภิกษุรูปใดเข้าไปใกล้เพื่อจะเยี่ยมเยียนพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ภิกษุนั้นต้องอาบัติชื่อว่า ปาจิตตัย์ ต่อแสดงอาบัติเสียจึงจะพ้นโทษ ภิกษุทั้งหลายให้กติกาสัญญากันไว้ดังนี้
            ในกาลครั้งนั้น พระอุปเสนเถระจึงมาดำริว่า เราจะไปเยี่ยมเยียนพระบรมศาสดา ณ กาลครั้งนี้ คิดแล้วท่านก็พาภิกษุบริษัทไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร เข้าไปสู่ที่เฝ้าพระบรมศาสดา พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาดำรัส เรียกภิกษุผู้เป็นสัทธิงวิหาริกของพระอุปเสนเถระ เข้ามาตรัสถามว่า บังสุกูลิกธุดงค์ทั้งหลายนี้ เป็นที่ชอบใจของท่านอยู่หรือ ภิกษุจึงกราบทูลว่า บังสุกูลิกธุดงค์ทั้งหลาย จะได้เป็นที่ชอบใจของข้าพระองค์ก็หามิได้ กราบทูลดังนี้แล้ว ก็บอกความที่ตนเป็นผู้ประกอบในบังสุกูลิกธุดงค์ เพราะความเคารพในพระอุปัชฌาย์แก่พระบรมศาสดา ในอันนี้พระพุทธองค์ก็ทรงให้ซ้องสาธุการแก่พระอุปเสนเถระว่า ดูกร อุปเสน ดีแล้ว ๆ ดังนี้ แล้วพระพุทธองค์ก็ทรงแสดงคุณของพระอุปเสนเถระด้วยเอนกปริยาย
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสถิต ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสาวก แล้วจึงทรงตั้งพระอุปเสนเถระไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าบรรดาพระสาวกทั้งหลาย ฝ่ายข้างที่เป็นผู้เลื่อมใสโดยรอบในพระพุทธศาสนา
            ผ่ายพระอุปเสนเถระ ในสมัยต่อมาเมื่อชนมายุสังขารกำหนดครบกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเชิง หาตัณหาและอุปาทานภพชาติจะเป็นเชื้อเหลืออยู่หามิได้แล้ว

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |