| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานที่เอตทัคคฐานเลิศฝ่ายข้างแสดงธรรมเทศนาอันพิจิตร
แก่พระกุมารกัสสป
พระกุมารกัสสปเถระ เมื่อจะแสดงธรรมเทศนาแก่บุคคล แม้คนหนึ่งก็ดี สองคนก็ดี
ท่านกระทำธรรมเทศนาให้ประดับประดาวิจิตรด้วยข้ออุปมา และเหตุทั้งหลาย ให้ผู้สดับตรัสรู้ง่ายเข้าใจชัดแล้วเทศนา
ในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ท่านได้มาปฎิสนธิในเรือนของตระกูลในหงสาวดีนคร
ครั้นเจริญวัยและได้สดับพระสัทธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ได้เห็นพระภิกษุองค์หนึ่งที่พระบรมศาสดาทรงประทานฐานันดรอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างจิตตกถึกกล่าวธรรมอันวิจิตร ก็บังเกิดความรักใคร่ในฐานันดรนั้น จึงอุตส่าห์บำเพ็ญอธิการกุศลอย่างยิ่งใหญ่
แล้วก็ปรารถนาฐานันดรนั้น
เมื่อได้เวียนว่ายอยู่ในเทวคติ และมนุษยคติสิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในพุทธศาสนกาลของพระพุทธกัสสปพุทธเจ้า
ก็ได้บังเกิดเป็นกุลบุตรบรรพชาในพระพุทธศาสนา ในกาลเมื่อพระศาสนาย่อหย่อนนับเข้าในภายในภิกษุเจ็ดรูป
แล้วได้ขึ้นไปเจริญสมณธรรมเหนือยอดภูเขา รักษาสำรวมพระจตุปาริสุทธิศีลไม่ให้เสื่อมเศร้า
ครั้นจุติจากชาติที่เป็นภิกษุนั้นก็ได้ไปบังเกิดในเทวสถาน เสวยทิพยสมบัติอยู่ในภาวโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง
ครั้นมาในพระพุทธศาสนกาลของพระพุทะเจ้าของเรานี้ ท่านก็ได้มาบังเกิดในครรภ์นางทาริกาในตระกูลหนึ่งในกรุงราชคฤห์
นางกุลธิดาทาริกานั้น นางได้อ้อนวอนขอบรรพชากับบิดามารดาแต่แรกรุ่นแต่ก็หาได้บรรพชาไม่
ครั้นมาในภายหลังนางก็ได้ไปยังตระกูลสามี นางมีครรภ์โดยที่ไม่รู้ว่าตนมีครรภ์
นางอุตส่าห์ปฎิบัติสามียังสามีให้มีความยินดีด้วยตนแล้ว ก็อ้อนวอนของบรรพชา
ครั้นสามีอนุญาตแล้วนางก็ได้บรรพชาในสำนักภิกขุนีทั้งหลาย ภิกขุนีทั้งหลาย
ครั้นได้เห็นครรภ์นางภิกขุนีนั้น จึงไต่ถามพระเทวทัต
พระเทวทัตจึงบอกว่านางภิกขุรีนั้น มิได้เป็นสมณะ นางภิกขุนีทั้งหลายจึงพากันไปกราบทูลพระบรมศาสดา
พระบรมศาสดาจึงยังพระอุบาลีเถระ ให้รับชำระอธิกรณ์นั้น
พระอุบาลีเถระจึงให้หาตระกูลใหญ่ ๆ ทั้งหลายบรรดามีในนครสาวัตถี
และนางวิสาขาอุบาสิกาพร้อมกันแล้ว
ก็ให้ชำระพิสูจน์ดู ก็รู้ว่าครรภ์นั้นนางภิกขุนีได้มาแต่กาล เมื่อยังเป็นคฤหัสถ์
ท่านก็พิพากษาตัดสินว่า ศีลแห่งนางภิกขุนีนั้นเป็นปรกติดีหาโรคคือ ด่างพร้อยเศร้าหมองมิได้
พระบรมศาสดาก็ให้สาธุการแก่พระอุบาลีเถรเจ้าว่า พระอุบาลีตัดสินอธิกรณ์เป็นอันดี
ฝ่ายนางภิกขุนีนั้นมีครรภ์ครบ ๑๐ เดือนบริบูรณ์แล้ว นางก็คลอดบุตรงามบริสุทธิ์ทรงพระราชทานนามทารกว่า
กัสสปกุมาร
สมัยต่อมา พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ได้ทรงพากัสสปกุมารไปยังสำนักพระบรมศาสดา
แล้วให้บรรพชาในพระพุทธศาสนา เพราะเหตุที่ท่านได้บรรพชาตั้งแต่กาล เป็นทารกยังเยาว์อยู่
และเมื่อมีพระพุทธฎีกาตรัสถึงท่านก็จะตรัสเป็นสามัญว่า กัสสป แต่เนื่องจากภิกษุที่ชื่อว่ากัสสปมีอยู่มาก
ภิกษุทั้งหลายไม่ทราบว่า เป็นกัสสปองค์ใด จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเฉพาะถึงท่านออกไปว่า
กุมารกัสสป
ตั้งแต่นั้นมาเมื่อท่านเจริญวัยแล้ว ชนทั้งหลายก็ย่อมเรียกท่านว่า กุมารกัสสปอยู่ตามเดิม
พระกุมารกัสสปเถระ ตั้งแต่ได้บรรพชาก็อุตส่าห์กระทำสมณกิจของพระปัสนาธุระทุกประการ
และอุตส่าห์เล่าเรียนพระพุทธวจนะฝ่ายคันถธุระเป็นอันว่า เล่าเรียนทั้งสองฝ่าย
ลำดับนั้น สหายกภิกษุ ซึ่งได้กระทำสมณธรรมเหนือยอดเขากับพระกุมารกัสสปเถระ
ครั้งเมื่อศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้าและท่านนั้นได้บรรลุพระอนาคามิผล
ขึ้นไปบังเกิดอยู่ในสุทธาวาสพรหม ได้พิจารณาดูเห็นพระกุมารกัสสปผู้เป็นปุพพสหาย
จึงมาดำริว่า สหายของเรานี้มีความลำบาก ด้วยวิปัสนากรรมฐาน จำเราจะลงไปแสดงอุบาย
บอกพิธีพระวิปัสนากรรมฐานแก่สหายนั้น แล้วจะกระทำอุบายเพื่อจะยังสหายให้บรรลุมรรคและผลในกาลบัดนี้
ดำริแล้วจึงตกแต่งปัญหา ๑๕ ข้อ
ครั้นเพลากลางคืนก็มาปรากฎ ณ ที่อยู่พระกุมารกัสสปเถระ ๆ เมื่อท่านเห็นโอภาสรัสมีสว่าง
จึงถามว่า นั่นคือใคร สุทธาวาสพรหมจึงบอกว่า เราคือสหาย ได้กระทำสมณธรรมกับท่านในกาลปางก่อน
เราได้บรรลุพระอนาคามิผลขึ้นไปบังเกิดในสุทธาวาสพรหมโลก พระกุมารกัสสปจึงถามว่า
ท่านมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่กรรมอันใด สุทธาวาสพรหมจึงบอกปัญหา ๑๕ ข้อไว้แล้ว
และเมื่อเวลารุ่งอรุณให้พระกุมารกัสสปเข้าไปสู่สำนักพระบรมศาสดา แล้วกราบทูลถามพระพุทธองค์
บุคคลผู้อื่นยกเสียแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์เดียวแล้ว จะกล่าวปัญหา ๑๕
ข้อนี้ไม่ได้เลย เมื่อกล่าววาจาดังนี้แล้วก็กลับไปยังพรหมโลก
ครั้นเวลารุ่งเช้าพระกุมารกัสสปเถระ จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากราบทูลถามปัญหา
๑๕ ข้อดังกล่าว พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะยังพระกุมารกัสสปเถระ ให้บรรลุถึงพระอรหัต
จึงทรงตรัสพยากรณ์ภาษิตปัญหา ๑๕ ข้อนั้นแก่พระกุมารกัสสปเถระ ท่านก็เรียนเอาปัญหาวิสัชนาแล้วก็ไปยังป่าอัมพวัน
ยังอารมณ์ให้หยุดหน่วงเอาพระวิปัสนา ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยพระจตุปฎิสัมภิทาญาณ
จับเดิมแต่นั้นมา พระกุมารกัสสปเถระเมื่อจะแสดงพระธรรมกถาแก่บริษัททั้งสี่
แม้จะมากก็ดีจะน้อยก็ดี ท่านย่อมกระทำพระธรรมเทศนานั้น ให้ประดับไปด้วย ข้ออุปมาและเหตุทั้งหลายกระทำให้วิจิตรแล้วจึงแสดง
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นเมื่อที่สุดของพระสูตรที่พระกุมารกัสสปเถระให้ประดับด้วยปัญหา
๑๕ ข้อแล้ว และเทศนาแก่พระยาปายาสิราช
เสร็จลงแล้ว พระองค์ก็ทรงกระทำที่สุดนั้นให้เป็น อัตถุปปัตติเหตุ แล้วจึงทรงตั้งพระกุมารกัสสปเถระไว้ในอัครฐานที่เลิศกว่าสาวกทั้งหลาย
ฝ่ายข้างจิตตกถาที่กล่าวธรรมอันวิจิตรในพระศาสนานี้
ฝ่ายพระกุมารกัสสปเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารครบกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ
ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |