| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระจุลบันถกเถระและพระมหาบันถกเถระ

            พระจุลบันถกเถระนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญตั้งไว้ในเอตทัคคฐาน ฝ่ายข้างชำนาญด้วยมโนมยิทธิวิชชาอันวิเศษอันออกจากอิทธิวิธีญาณ
            ภิกษุอันได้มโนมยิทธินี้ย่อมนิรมิตกายตนให้บังเกิดเป็นไปตามจิต อนึ่งท่านย่อมไปสู่ทิศอันตนประสงค์ด้วยอิทธิฤทธิ์อันบังเกิดแก่ภาวนาจิต อันเป็นที่ตั้งอิทธิวิธีญาณ ถ้าจะว่าโดยคุณนามของท่านนั้นชื่อว่า มีกายเกิดด้วยจิต แล้วด้วยจิตสำเร็จด้วยจิต
            ภิกษุได้มโนมยิทธิองค์อื่นนั้น เมื่อจะสำแดงฤทธิ์นิรมิตกายของตนให้มากนั้น ย่อมนิรมิตให้บังเกิดเป็นสามบ้าง สี่บ้าง มิอาจจะนิรมิตกายให้บังเกิดมากกว่านั้นไม่ จะนิรมิตกายให้บังเกิดนั้นก็นิรมิตให้บังเกิดได้แค่กายที่มีวรรณสัณฐานเหมือนกันอย่างเดียว มิอาจนิรมิตกายให้มีรูปต่าง ๆ กันได้ เมื่อนิรมิตกายแล้ว และกระทำกิจ เมื่อกระทำกิจสิ่งใดอยู่ รูปนิรมิตก็กระทำสิ่งนั้น ไม่อาจนิรมิตให้กระทำสิ่งอื่นได้
            ส่วนพระจุลบันถกเถระ ท่านนิรมิตสมณะได้พันหนึ่งด้วยอาวัชชจิตพิจารณาอารมณ์ของจตุตถฌาน อันเป็นที่ตั้งของอิทธีวิธีญาณหนึ่งเดียว รูปนิรมิตไม่เหมือนกัน ล้วนต่าง ๆ กัน กระทำกิจแต่พื้นต่าง ๆ กันไปเหมือนกัน เหตุนี้ท่านจึงชื่อว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุในพระศาสนา บรรดาที่ได้มโนมยิทธิ นิรมิตกายให้บังเกิดตามจิตประสงค์
            พระเถระเจ้าสององค์คือ พระจุลบันถกเถระ และพระมหาบันถกเถระ เป็นพี่น้องกันมีคุณวิเศษต่างกันได้ที่ฐานันดรต่างกัน ตามคุณวิเศษของตน พระจุลบันถกได้ที่ฐานันดรเลิศกว่าภิกษุอันฉลาดในที่จำเริญสมาธิจิต กิจที่เจริญสมาธิจิตของท่านฉลาดเจริญไม่มีใครเสมอ ฝ่ายพระมหาบันถกเถระนั้น ได้ที่ฐานันดรเลิศกว่า ภิกษุที่ฉลาดเจริญปัญญาภาวนา กิจที่จะเจริญปัญญาภาวนานั้น ท่านประเสริฐไม่มีใครเสมอ ข้อที่ว่าพระจุลบันถกเถระฉลาดข้างเจริญสมาธิจิตนั้น เพราะท่านฉลาดในสมาบัติ พระมหาบันถกเถระได้นามว่าฉลาดที่จะเจริญปัญญาภาวนานั้น เพราะท่านฉลาดในวิปัสนาภาวนา พระเถระพี่น้องสององค์มีนามว่า บันถก นั้นเพราะบังเกิดแทบหนทางเปลี่ยว ท่านผู้เป็นพี่ชื่อว่า มหาบันถก ท่านผู้เป็นน้องชื่อว่า จุลบันถก
            ในกาลเมื่อศาสนาของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า มีกฎุมพีสองคนพี่น้องอยู่ในหงสาวดีนคร เป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใสในพระบรมศาสดา พากันไปสู่ที่เฝ้าสดับ พระธรรมเทศนาเป็นนิตย วันหนึ่งกฎุมพีผู้น้องได้เห็นพระบรมศาสดาทรงประทานที่ฐานันดรแก่ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะ มีพระพุทธฎีกาสรรเสริญว่า เลิศกว่าภิกษุที่ได้มโนมยิทธิและฉลาดในที่เจริญสมาธิจิตในพระศาสนา ก็มาดำริว่า เรานี้ก็ควรจะบำเพ็ญกุศลให้ได้เกิดเป็นคนบริบูรณ์ด้วยองค์ทั้งสองนี้ กฎุมพีนั้นจึงกราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะให้รับบิณฑบาตในเวลาเช้า กฎุมพีนั้นได้ถวายมหาทานอยู่ถึงเจ็ดวัน แล้วก็ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยเดชผลกุศลที่ได้บำเพ็ญทานบูชาพระบรมศาสดา กับพระสงฆ์สาวกขอให้ตนได้ทรงคุณบริบูรณ์ด้วยองค์สองประการ เหมือนอย่างที่พระบรมศาสดาตั้งไว้ในเอตทัคคะนั้น พระพุทธองค์จึงพิจารณาดูกาลอนาคตก็แจ้งว่า ความปรารถนาของกฎุมพีนั้นจะสำเร็จหาอันตรายมิได้ จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า ในกาลเบื้องหน้าจากนี้ไป ประมาณได้แสนกัปนั้น พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระโคดมพุทธเจ้า จะตั้งกฎุมพีผู้นี้ไว้ในเอตทัคคะอันบริบูรณ์ไปด้วยองค์สองประการ
            ฝ่ายกฎุมพีผู้เป็นพี่ชาย วันหนึ่งได้ไปสดับพระธรรมเทศนาในพระวิหาร เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่ง ซึ่งฉลาดในกิจที่จะจำเริญปัญญาภาวนา ในที่เอตทัคคะ ก็ปรารถนาจะใคร่ได้ฐานันดรอันนั้น จึงสร้างสมสุจริตกระทำทานบริจาคแล้ว ตั้งปณิธานความปรารถนาคล้ายกันกับน้องชายนั้น พระบรมศาสดาก็ทรงพยากรณ์ไว้ว่า จะได้ฐานันดรในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า
            กฎุมพีสองพี่น้องนั้น เมื่อพระบรมศาสดามีพระชนมายุอยู่ก็กระทำกุศลเป็นพระพุทธบูชาวรามิธ ครั้นพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ก็พากันทำแผ่นอิฐทอง ไปบูชาไว้ในพระเจดีย์ ที่บรรจุพระบรมธาตุเมื่อถึงอนิจจกรรม ก็จุติจากโลกมนุษย์ไปบังเกิดในเทวโลก ได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกจนกาลล่วงไปได้แสนกัป มาถึงภัททกัปนี้ ได้บรรพชาในพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า ได้กระทำสมณธรรมจำเริญบริกรรม ในโอทาตกสิณสองหมื่นพระวัสสา ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้วก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก
            กาลนั้น พระบรมศาสดาทรงตรัสรู้แล้วได้ทรงพุทธดำเนินไปโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาพระธรรมจักกัปปวัตนสูตรแก่ปัญจวัคคีย์ แล้วเสด็จมายังกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร
            ครั้งนั้น มีธิดของตระกูลเศรษฐีคนหนึ่งประพฤติอนาจารได้สันถวะกับบุรุษที่เป็นทาสของตน แล้วกลัวว่าผู้อื่นจะรู้กรรมที่ตนกระทำ จึงพากันไปอยู่ประเทศอื่น ที่ชนทั้งหลายไม่รู้จักตน นางได้ตั้งครรภ์ ครั้นครรภ์แก่จวนจะคลอดนางจึงปรึกษากับสามีว่าควรที่นางจะกลับไปยังเรือนของญาติของตน ฝ่ายสามีก็ผลัดไปอยู่เรื่อย ๆ นางจึงคิดว่าบุรุษผู้นี้เป็นพาลปราศจากปัญญา นางจึงออกเดินทางไปแต่ผู้เดียว ฝ่ายสามีเมื่อทราบว่านางเดินทางไปแล้วก็ออกติดตามไปทันระหว่างทาง แล้วนางก็ได้คลอดบุตรในระหว่างทางนั้นเป็นชาย ทั้งสองจึงกลับมาสู่เคหฐานของตนและใช้ชื่อบุตรนั้นว่า บันถก เพราะทารกนั้นบังเกิดแทบมรคา
            อยู่ต่อมาไม่นาน ก็ได้มีสัตว์ที่มีอภินิหารตนอื่นมาถือปฏิสนธิในครรภ์ของธิดาเศรษฐีอีก เมื่อครรภ์แก่นางก็อ้อนวอนจะให้สามีพาไปคลอดบุตรที่ตระกูลของญาติของตน แต่สามีก็ผัดเพี้ยนเสียมิได้พาไป นางจึงหนีไป สามีตามไปทันระหว่างทางนางก็คลอดบุตรในระหว่างทางนั้น ทั้งสองก็ให้ชื่อทารกว่า บันถก เหมือนกัน แต่ทว่าทารกที่เกิดก่อน ให้ชื่อว่า มหาบันถก ทารกที่คลอดทีหลังให้ชื่อว่า จุลบันถก แล้วจึงพากันนำทารกทั้งสองกลับมายังที่อยู่ของตน
            ฝ่ายมหาบันถก ได้ยินทารกทั้งหลายเรียกชนในตระกูลญาติว่าอา ว่าปู่ ว่าย่า ตา ยาย เหตุไฉนญาติของเราจึงไม่มี จึงมาถามมารดา มารดาจึงบอกว่า เศรษฐีในเมืองราชคฤห์คือ ตาของเจ้า มีญาติของเราอยู่ในเมืองราชคฤห์เป็นอันมาก มหาบันถกจึงถามมารดาว่าเหตุไฉนเราจึงไม่พากันไปอยู่เมืองนั้น มารดาจึงบอกเหตุที่ตนมานั้นแก่บุตร บุตรก็ยิ่งอ้อนวอนจะให้พาไปสู่ตระกูลของญาติ นางขัดไม่ได้จึงอ้อนวอนสามีให้พากันไปด้วยกัน แต่ทางสามีนั้นคิดขยาดอยู่ นางจึงบอกว่า เมื่อไปแล้วเราจะคิดอุบายให้ทารกนี้ได้พบเห็นตระกูลยาย
            เมื่อทั้งหมดเดินทางไปถึงกรุงราชคฤห์แล้ว ก็เข้าไปอาศัยอยู่ในศาลาหลังหนึ่ง แล้วนางก็อุ้มทารกคนหนึ่งเที่ยวไปสกัดหน้าบุคคลที่ตนจะส่งข่าวสารไปสู่ตระกูลของตน เมื่อพบแล้วก็ส่งข่าวสารไปยังมารดาบิดาของตน
           ฝ่ายตระกูลเศรษฐีได้ทราบข่าวสารที่ส่งเข้าไป ก็จัดแจงทรัพย์อันสมควร แล้วส่งทรัพย์มากับคำที่ตอบสารว่า แต่เราเที่ยวเวียนอยู่ในสงสารนั้น บุตรและธิดา จะไม่เคยมีนั้นหามิได้ เคยมีมานั้นนับไม่ถ้วนก็เห็นจะไม่ขายหน้าตาอัปยศเหมือนชนทั้งสองนี้ เจ้าทั้งสองอย่าได้เข้ามาให้เราพบเห็น เราให้ทานทรัพย์มาเพียงเท่านี้ จงพากันขับไปแล้ว ไปสู่ที่ผาสุกที่สบายแล้ว จะได้เลี้ยงชีวิตทารกทั้งสองนั้นว่าเป็นชาติเชื้อเนื้อไขแล้วเสียมิได้ จะเลี้ยงไว้สืบวงศ์จงส่งมาไว้แก่เรา
            ธิดาเศรษฐีทราบสารแล้วก็รับเอาทรัพย์ไว้แล้วส่งทารกทั้งสองแก่ทูตไปให้แก่ตระกูลบิดามารดา ทารกทั้งสองก็ได้ไปอยู่กับตระกูลตายาย เจริญวัยขึ้นตามลำดับ จุลบันถกนั้นยังเยาว์นัก แต่มหาบันถกนั้นกล้าแข็ง เมื่อตาไปสดับพระธรรมเทศนาก็ไปกับตาด้วย เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เฉพาะพระพักตร์อยู่เป็นนิตย์ ก็น้อมจิตยินดีจะใคร่บรรพชา จึงขออนุญาตเศรษฐีขอบรรพชา เศรษฐีเห็นด้วยก็อนุญาต แล้วนำหลานไปสู่สำนักพระบรมศาสดา พระผู้มีพระภาคจึงตรัสสั่งให้พระบิณฑปาติกเถระองค์หนึ่งบรรพชาให้ทารก ทารกนั้นก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ทารกนั้นเเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอภินิหารย์ บวชแล้วไม่เกียจคร้าน หมั่นศึกษา เรียนพระพุทธวจนะได้มาก ครั้นชนมวัสสาบริบูรณ์ครบ ๒๐ ปีแล้ว ก็ได้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา  เมื่อพากเพียร จำเริญพระกรรมฐาน ด้วยโยนิโสมนสิการคือกำหนดกสิณคฆาฏิมากาศพระกรรมฐานด้วยอุบายปัญญา เห็นว่าเป็นอนิจจาทิลักขณะ ก็ได้สำเร็จรูปาวจรฌานทั้งสี่นั้นโดยลำดับ เมื่อพิจารณาองค์แห่งฌานแล้วออกจากองค์แห่งฌานคือ พิจารณาองค์ฌานเสร็จลงก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ เหตุดังนั้น พระมหาบันถกเถระจึงได้ฐานันดรว่า เลิศกว่าภิกษุที่ฉลาดในกิจที่เจริญปัญญาภาวนา
            เมื่อท่านสำเร็จพระอรหันต์แล้วมาดำริว่า เรานี้มาได้สุขอันปราณีตยิ่งนัก ยังอาจจะให้สุขอันนี้แก่จุลบันถก ได้หรือหนอ ดำริดังนี้แล้วท่านก็ไปสู่สำนักของตน แล้วจึงว่ากับเศรษฐีผู้เป็นตาว่า ท่านจะยังจุลบันถกไปบวชเสียด้วยกัน ครั้นได้อนุญาตแล้ว ท่านก็พาจุลบันถกไปบวชเป็นสามรเณร เรียนคาถาสรรเสริญพระพุทธคุณ ในสำนักของท่าน เรียนบทต้นแล้วไปเรียนบทปลาย แต่เมื่อเรียนบทปลายได้ก็หลงลืมบทต้น และเมื่อกลับมาเรียนบทต้นก็ลืมบทปลายไปเสียสิ้น พระคาถานั้นมีในพระบาลีว่า ดูกร จุลบันถก ท่านจงเห็นองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า อันมีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระบวรกาย มีพระบวรพักตร์อันเบิกบานประหนึ่งดอกประทุมชาติ ทรงสุคนธเรณูหอมขจร เป็นที่บรรเทาความกรุสันรัญจวนจิตของบรรดาภมร แมลงอันมาคลึงเคล้าละอองเกสร กลิ่นเรณูมิได้หายระเหยหอม ขยายแย้มกระจายกลีบเบิกบานงามในเวลาเช้า มีอันใดปริมณฑลวิมลพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เบิกบานเหมือนดังนั้น อนึ่งพระองค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระรัศมีอันแผ่ซ่านออกดูรุ่งเรืองไพโรจน์โชติช่วง ดุจดังดวงทิวากรสุริยาอันรุ่งเรืองในอากาศ
            ความในพระคาถานั้น พระมหาบันถกเถระจะให้สามเณรจุลบันถกพิจารณาให้เห็นธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยธรรมจักษุ ด้วยสามารถแห่งอันตรัสรู้ พระอริยมรรค อันนับเข้าในพระธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า
            สามเณรจุลบันถกถูกตั้งความเพียรเพื่อจะเรียนจำเอาพระคาถานั้น มิอาจเรียนให้จำได้ จนกาลล่วงไปได้สี่เดือน พระมหาบันถกจึงว่า เมื่อเป็นคนอาภัพ ไม่ควรจะได้มรรคผล แล้วจะอยู่ไปใย จงออกเสียจากพระศาสนานี้เถิด สามเณรจุลบันถก ครั้นพระเถระผู้เป็นพี่ขับไล่เช่นนี้ก็ออกไปยืนร้องไห้อยู่ในที่สุดของพระวิหาร
            สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในชีวกัมพวนาราม ในกาลครั้งนั้นชีวกโกมารภัจ ให้บุรุษผู้หนึ่งไปนิมนต์พระบรมศาสดากับพระภิกษุประมาณห้าร้อย สมัยนั้นพระมหาบันถกเถระเป็นภัตตุทเทศ ได้จัดพระภิกษุให้รับภัตตทานของสทายก บุรุษนั้นจึงเข้าไปหาพระมหาบันถกเถระให้ท่านรับธุระช่วยนิมนต์พระภิกษุสงฆ์ห้าร้อยให้ ท่านประสงฆ์จะลงพรหมทัณท์แก่สามเณรจุลบันถกจึงว่าแก่บุรุษนั้นว่า พระสงฆ์อันเศษนั้นเราจะรับนิมนต์ให้ แต่จุลบันถกนั้นเรารับนิมนต์ไม่ได้ จุลบันถกสามเณรได้ฟังคำดังกล่าว แล้วก็เสียใจยิ่งโทมนัสยิ่งไปกว่าเก่า
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทอดพระเนตรเห็นจุลบันถกสามเณรยืนร้องไห้อยู่ จึงทรงมีพระพุทธดำริว่าตถาคตเสด็จไปบัดนี้จุลบันถกก็จะตรัสรู้นวโลกุตตราภิสมัย ทรงดำริแล้วก็เสด็จพระพุทธดำเนินไปในที่ใกล้ สำแดงพระองค์ให้ปรากฎแล้วจึงตรัสถามว่า เป็นไรจึงมายืนร้องไห้อยู่ดังนี้ สามเณรจึงกราบทูลว่า พระเถระผู้พี่ขับไล่ข้าพระพุทธเจ้าเสีย พระพุทธองค์จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า อาสยานุสยญาณ ที่มีกิจหยั่งรู้อาสยจริต และอนุสยธรรมของบุคคลอื่นนั้น มิได้มีแก่พี่ชายของเธอ อนึ่งตัวเธอนี้เป็นพุทธเวไนย เป็นวิสัยพระพุทธเจ้าพึงสอน อันสาวกทั้งปวงจะสั่งสอนนั้นใช่วิสัย จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงกระทำอิทธาภิสังขารนิรมิต ท่อนผ้าอันหนึ่งขาวบริสุทธิ์ประทานให้แล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า เธอจงถือเอาท่อนผ้านี้ไว้แล้วจงเจริญบริกรรมว่า รโชหรณัง รโชหรณัง อยู่ที่นี่
            จุลบันถกสามเณรรับเอาท่อนผ้านั้น แล้วลูบคลำบริกรรมว่า รโชหรณัง ๆ แปลว่า นำมาซึ่งรสมลทิน คือ ละอองธุลี อนึ่งแปลว่า กราดเป็นของสำหรับปัดกวาดธุลี เมื่อสามเณรบันถกลูบคลำบริกรรมดังนี้ ผ้านั้นก็ค่อยหายมัวหมองเป็นปกติดี เมื่อลูบคลำบ่อย ๆ เข้า ผ้านั้นก็มีสีดำดุจผ้าเช็ดมือ สามเณรนั้นอาศัยมีปัญญาแก่กล้าขึ้น จึงตั้งจิตพิจารณาเห็นกิริยาที่สิ้นไปฉิบหายไปในท่อนผ้านั้นมาดำริว่า ท่อนผ้านี้เดิมมีสีขาวโดยปกติ บัดนี้อาศัยสรีรสัมผัสถูกต้องกายอันบังเกิดแต่กรรมก็ดำคร่ำไปสิ้น แม้ว่าปกติจิตซึ่งยุติในกายนี้ เป็นจิตบริสุทธิ์สะอาดเลื่อมประภัสสรเป็นปกติ จะแปรผันขุ่นมัวไปเหมือนอย่างผ้าที่มัวหมองนั้น อาศัยด้วยอกุศล เจตสิกมีโลภเป็นต้นมา บังเกิดปะปนเข้า จึงเศร้าหมองผันแปรไปเป็นอกุศล เมื่อสามเณรคิดเห็นด้วยปัญญาว่าจิตแปรผันวิปริตเป็นปริณามธรรม สมาธิจิตก็บังเกิด ตั้งมั่นอยู่ในการที่พิจารณา เห็นว่ารูปธรรม และนามธรรมแปรผันมิเที่ยงเป็นอนิจจัง จึงจำเริญสมาธิจิตนั้นให้ดำเนินขึ้นถึงรูปาวจร จตุตถฌานแล้ว จึงกระทำรูปาวจร จตุตถฌานนั้นให้เป็นบาท จำเริญอนุปัสนาทั้งเจ็ด มีอนิจจานุปัสนา เป็นต้น ก็ได้สำเร็จพระอรหัตพร้อมด้วยปฎิสัมภิทา ก็ได้ทายัชอุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้สำเร็จฌานอันเป็นบาท แห่งอภิญญา คือ อาสวขัย คือ พระอรหัต ประกอบด้วย มโนมยิทธิ อาจเพื่อจะนิรมิตคนๆ เดียวให้เป็นคนมาก แล้วกระทำคนที่มากนั้นเป็นคนเดียวได้ พระไตรปิฎก และอภิญญาทั้งหก ก็บังเกิดมีมาพร้อมด้วยพระอรหัตมรรค
            ครั้นรุ่งขึ้นวันใหม่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาบ้านของชีวกโกมารภัจกับภิกษุห้าร้อย หย่อนอยู่องค์หนึ่งพระจุลบันถกเถระมิได้ไปในที่นั้น เหตุว่ามิได้รับนิมนต์ ส่วนชีวกโกมารภัจก็ปรารภเพื่อจะถวายข้าวยาคูแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ก็เอาพระหัตถ์ปิดบาตรนิ่งอยู่ ชีวกโกมารภัจเกิดความสงสัย จึงกราบทูลถามพระพุทธองค์จึงตรัสว่า พระภิกษุในวิหารยังมีอยู่องค์หนึ่ง ชีวกโกมารภัจจึงให้บุรุษคนหนึ่งไปนิมนต์ บุรุษผู้นั้นยังมาไม่ถึง พระจุลบันถกเถระ ก็นิรมิตภิกษุพันหนึ่ง มีรูปกายอากัปอาการต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน บุรุษนั้นเมื่อไปถึงเห็นภิกษุในวิหารยังมีมากจึงกลับมารายงานชีวกโกมารภัจ ๆ จึงทูลถามพระภิกษุที่อยู่ในวิหารนั้นชื่ออะไร เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าบอกชื่อพระจุลบันถกแล้ว ชีวกโกมารภัจก็บอกบุรุษนั้นให้ไปนิมนต์มา บุรุษนั้นมาถึงแล้ว จึงถามว่าองค์ไหนชื่อจุลบันถก ภิกษุพันหนึ่งต่างก็บอกพร้อมกันว่าเรานี้ชื่อ จุลบันถก เมื่อบุรุษนั้นมาบอกแก่ชีวโกมารภัจ ๆ ก็ทราบว่าเป็นภิกษุมีอิทธิฤทธิ์จึงบอกบุรุษนั้นว่า ภิกษุองค์ใดกล่าวขึ้นก่อน จงบอกว่าพระบรมศาสดาตรัสให้หาแล้วจงจับมุมจีวรท่านไว้ เมื่อบุรุษกระทำดังนี้แล้วรูปนิรมิตก็อันตรธานหายเหลืออยู่แต่พระจุลบันถกองค์เดียว บุรุษนั้นก็นิมนต์มา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงรับข้าวยาคูและภัตร ครั้นกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับพระวิหาร
            เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จกลับไปแล้ว คุณกถาที่พระภิกษุทสงฆ์สรรเสริญพระพุทธคุณก็เกิดขึ้นในโรงธรรมที่ประชุมว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำภิกษุอันมีปัญญาเขลา ไม่อาจจะเรียนคาถาสี่บาทได้ถึงสี่เดือนนั้น ให้มีมหิทธิฤทธิ์ถึงเพียงนี้ควรจะอัศจรรย์
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวารจิตของภิกษุทั้งหลายจึงเสด็จมาสู่สถานที่ประชุมแล้วตรัสถามว่า เธอสนทนากันว่ากระไร เมื่อบรรดาภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า จุลบันถกประพฤติตามโอวาทของตถาคตแล้วมาได้โลกุตตรทรัพย์ ไม่เป็นอัศจรรย์ ครั้งเมื่อตถาคตยังแสวงหาทศพลญาณมีปัญญายังมีแก่กล้า จุลบันถกนี้กระทำตามโอวาทตถาคตแล้วก็ได้โลกียทรัพย์ในอดีตกาลครั้งนั้นควรเป็นอัศจรรย์ เมื่อภิกษุสงฆ์ทั้งปวงใคร่ฟังอดีตนิทาน พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงนำเอาชาดกมหาบันฑูรมาแสดง มีความว่า
            ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี สมัยนั้นยังมีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ จุลกเศรษฐี เป็นปราชญ์รู้วิชาโหราทั้งปวง วันหนึ่งเศรษฐีไปเฝ้าพระเจ้าพรหมทัต ได้เห็นหนูตายทิ้งอยู่ในแนวถนน จึงพิจารณาดูฤกษ์ในขณะนั้นเห็นว่าฤกษ์นั้นดีจึงกล่าวว่า กุลบุตรมีบุญญฤทธิ์ ประกอบด้วยปัญญาได้หมูตัวนี้ไปแล้ว อาจเพื่อประกอบการเลี้ยงชีวิตบุตรภรรยาได้ กลุบุตรทุคคตะผู้หนึ่งได้ฟังคำเศรษฐีจึงมีดำริว่า เศรษฐีนี้จะรู้เหตุร้ายและดีเป็นมั่นคง ดำริแล้วจึงถือเอาหนูนั้นไปขายที่ตลาดแห่งหนึ่ง ชาวร้านนั้นซื้อไว้เพื่อจะให้แมวกิน กลุบุตรนั้นขายหนูได้ครึ่งมาสก เมื่อได้ทรัพย์แล้วก็ไปซื้อน้ำอ้อย แล้วเอาหม้อลูกหนึ่งไปตักน้ำใส่น้ำกินให้เต็มแล้ว ไปคอยอยู่ที่หนทางอันมาแต่ป่า ครั้นเห็นนายมาลาการทั้งหลายมาจากป่า ก็ร้องเรียกเอื้อเฟื้อให้หยุดพักแล้ว ให้น้ำอ้อยแก่เขาเหล่านั้นคนละน้อย กับน้ำคนละกระบวย นายมาลาการก็ให้ดอกไม้แก่กุลบุตรนั้นคนละกำมือ วันรุ่งขึ้นกลุบุตรนั้นก็เอาค่าดอกไม้ที่ตนขายได้ไปซื้อน้ำอ้อย เอาหม้อตักน้ำออกไปสู่สวนดอกไม้ วันนั้นนายมาลาการเก็บดอกไม้ได้กึ่งหนึ่ง ๆ ยกให้แก่ทุคคตะ ๆ เอาดอกไม้ไปขาย ด้วยอุบายดังนี้ไม่ช้าก็ได้ทรัพย์มา ๘ กหปณะ อยู่มาวันหนึ่ง เขาเข้าไปในสวน พบไม้หักชาวสวนทิ้ง อนุญาตให้ทุคคตะ ๆ ก็ขนไปรวมไว้ ครั้นช่างย้อมไปเที่ยวซื้อฟืนทุคคตะก็ขายให้ได้ทรัพย์อีก ๑๖ กหาปณะ รวมเป็น ๒๔ กหาปณะ จึงคิดอุบายที่จะแสวงหาทรัพย์ต่อไป คิดได้แล้วจึงเอาหม้อใส่น้ำไปตั้งไว้ที่ประตูเมือง พวกเกี่ยวหญ้า ๕๐๐ ต้องการน้ำกิน ทุคคตะก็ให้น้ำกิน ชนทั้งหลายจึงถามว่า ท่านทำคุณไว้กับเรามาก ประสงค์ให้เราช่วยธุระสิ่งใดหรือ ทุคคตะจึงตอบว่า เมื่อธุรกิจเกิดมีแก่เราค่อยกระทำเถิด แล้วก็เที่ยวไปในทิศโน้นทิศนี้ เที่ยวไปทอดสนิทผูกมิตรกับพวกชนที่เที่ยวกระทำในทางน้ำและทางบก
            ครั้งนั้นพ่อค้าร้อยหนึ่งให้ทรัพย์แก่ทุคคตะคนละพัน ขอเข้าส่วนด้วย กระทำสินค้าทั้งปวงให้เป็นส่วนของตน ทุคคตะนั้นได้ทรัพย์เป็นอันมากแล้ว ก็กลับมายังกรุงพาราณสี คิดกตัญญูต่อจุลกเศรษฐี จึงเอาทรัพย์แสนหนึ่งไปให้เป็นปฎิการสนองคุณ เมื่อเศรษฐีถามว่าได้ทรัพย์มาด้วยทำการอะไร ทุคคตะจึงบอกว่า ตนตั้งอยู่ในอุบาย ที่เศรษฐีกล่าวยุติในสี่เดือน จึงได้ทรัพย์นี้มา เศรษฐีได้ฟังจึงมาดำริว่า ทารกอันประกอบด้วยความเพียรดังนี้ไม่ควรให้เป็นของคนอื่น ดำริแล้วก็ยกธิดาให้เป็นบาทบริจาริกา ของกุลบุตรนั้น ยกทรัพย์ทั้งปวงให้กุลบุตรนั้น ครั้นเศรษฐีสิ้นชนมายุแล้วก็ได้ที่เป็นเศรษฐีในเมืองนั้น
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงวัตถุนิทานทั้งสองนี้แล้ว จึงตรัสพจนภาษิตเป็นบาทพระคาถาว่า เพลิงมีประมาณน้อยเท่าอณู บุคคลจะเอาเชื้อมาก่อไฟให้ติดลุกมากขึ้นเป็นกองใหญ่ได้ฉันใด บุรุษผู้มีปัญญาฉลาดในที่จะตรึกตรองเห็นช่อง และความเจริญครั้นเห็นอุบาย ก็ประกอบกระทำเพียรขวนขวาย หาทรัพย์เป็นทุน มีประมาณน้อยก็ตั้งตนให้เป็นใหญ่ขึ้นได้ฉันนั้น
            สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงประทานที่ฐานันดรให้แก่ พระจุลบันถกเถระไว้ในเอตทัคคฐานว่า เลิศกว่าภิกษุในพระศาสนา บรรดาที่ฉลาดในกิจที่จะจำเริญ ซึ่งสมาธิจิตนิรมิตกาย ให้บังเกิดด้วยอภิญญาจิต แล้วประทานที่ฐานันดรให้แก่ พระมหาบันถกไว้ในเอตทัคคะว่าเลิศกว่าภิกษุในพระศาสนา แต่บรรดาที่ฉลาดในกิจที่จะจำเริญภาวนา
            พระเถระทั้งสองมีความเยื่อใยรักใคร่ในภพสงสารอันสิ้นแล้ว มีความอาลัยในกิเสสสถานและพัสดุกามไม่มี มีพระชนม์อยู่กำหนดที่สุดของชีวิตแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน สิ้นเชื้อกิเลสหาเศษมิได้ ดังประทีปอันสิ้นเชื้อสิ้นไส้และดับไป

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |