| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระเรวตเถระ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องสรรเสริญพระเรวตเถระว่าเลิศกว่าภิกษุอันมีปกติอยู่ในป่า
ท่านเป็นผู้ที่ยินดีอาศัยกระทำสมณธรรมอยู่ในป่าไม้ตะเคียน ท่านเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ
ยินดีในอรัญญิกาวาส มิได้กำหนดว่าป่ามีไม้ประกอบด้วยผลเป็นรมณียสถาน ไม่เอื้อเฟื้อป่าอันเป็นที่สบาย
มีน้ำและโคจรคาม เพราะเหตุนั้นจึงได้รับการยกย่องว่าเลิศกว่าภิกษุอันอยู่ป่า
ในกาลพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเรวตเถระได้เกิดเป็นกุลบุตรอยู่ในหงสวดีนคร
กระทำนวกกรรมประจำท่าข้ามสินค้า เรือจ้าง อาศัยอยู่แทบท่าแม่น้ำมหาคงคาชื่อว่า
ปยาคดิตถ์
เป็นท่าที่โปราณกพราหมณ์บูชายัญลอยบาป
ในครั้งนั้นพระบรมศาสดามีพระอริยสงฆ์แสนหนึ่งเป็นบริวาร เสด็จเที่ยวจาริกไปโปรดสัตว์
เสด็จมาถึงท่าปยาคดิตถ์ กุลบุตรนั้นเห็นพระบรมศาสดาพาพระอริยสงฆ์เสด็จมา ก็ดำริว่าการที่ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้านี้
ไม่ใช่มีอยู่แก่เราเป็นเนืองนิตย์ กาลบัดนี้เราสมควรจะกระทำกุศลให้เป็นอภินิหาร
เหตุทะนุบำรุงกายติดตามตกแต่ง ผลให้เป็นคนมีบวรอินทรีย์อันเจริญด้วยความสุข
ดำริดังนี้แล้วก็จัดแจงผูกเรือขนานข้ามส่งพระพุทธองค์
กับพระสงฆ์บริวาร สมัยนั้นพระบรมศาสนาทรงประทานที่ฐานันดรให้แก่ภิกษุองค์หนึ่งอันอยู่ป่า
ตั้งไว้ในเอตทัคคฐานเลิศกว่าภิกษุอันอยู่ป่า นายเรือนั้นครั้นเห็นก็ยินดีจะใคร่ได้ฐานันดรอันนั้น
จึงมารำพึงว่าเรานี้ควรจะเป็นภิกษุได้ฐานันดรเลิศกว่าภิกษุอันอยู่ป่า ปรากฎในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตเหมือนอย่างพระภิกษุองค์นี้
รำพึงดังนี้แล้ว จึงนิมนต์พระบรมศาสดา กับพระสงฆ์สาวก ให้มารับอาหารบิณฑบาตทานของตน
ตั้งพิธีกระทำกุศลถวายทานอยู่เจ็ดวัน แล้วก็กราบลงแทบบาทพระบรมศาสดา กล่าววาจาปรารถนาว่า
ด้วยเดชะบุญญาธิการเจตนาที่ได้กระทำกุศลครั้งนี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ได้สำเร็จที่ฐานันดรเลิศกว่าภิกษุอันอยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาด้วยอนาคตญาณ
ก็แจ้งกาลว่า ความปรารถนานั้นจะสำเร็จหาอันตรายมิได้ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์
ฉะนี้แล้วก็พาพระภิกษุบริษัทเสด็จไป
ฝ่ายกุลบุตรชาวเรือนั้นก็ชื่นชมด้วยการกุศล อุตสาห์กระทำการกุศลจนสิ้นชีวิตแล้ว
ก็ท่องเที่ยวไปบังเกิดอยู่ในสุคติทั้งสองคือ สวรรค์และมนุษย์ ครั้นถึงพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้
กุลบุตรนั้นได้ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางสารีพราหมณ์
ในบ้านพราหมณ์ชื่อว่า นาลันทคาม
ที่สุดแดนเมืองมคธ
เป็นบุตรคนสุดท้องได้รับขนานนามว่า เรวัต
ต่อมามารดาบิดามาคิดรำพึงว่า พระสมณศากยบุตรทั้งหลาย นำเอาทารกของเราไปให้บวชเสียสิ้น
เราคิดจะผูกเรวัตบุตรของเราไว้ ด้วยการให้มีเหย้าเรือนเสียตั้งแต่ยังเด็กหนุ่ม
อย่าให้พระสมณศากยบุตรพาไปบวชอีกเลย รำพึงดังนี้แล้ว ก็ไปขอนางทาริกากุมารี
ที่มีชาติตระกูลเสมอกัน
แล้วนำมาไหว้ท่านยายของเรวัต ท่านยายให้พรว่าจงเจริญชนมวัสสาจนแก่ชราเหมือนยาย
เรวัตได้ฟังจึงมาดำริว่านางทาริกากุมารีนี้ก็เด็กเล็กอยู่ในปฐมวัย รูปกายผุดผ่อง
เจริญรุ่นดรุณีพึงชม ไฉนรูปของกุมารีนี้จะเหมือนรูปของท่านยายเล่า จำเราจะถามให้รู้ก่อน
ดำริแล้วจึงถามว่า รูปกายของกุมารีนี้ จะคร่ำคร่าชราภาพ เหมือนอย่างท่านยายเชียวหรือ
บิดามารดาจึงว่า บุคคลที่มีบุญมากนั้นย่อมคร่ำคร่าชราภาพเหมือนอย่างท่านยายเจ้ากระนี้
เรวัตกุมารได้ฟังจึงมาดำริว่ารูปนี้จะแก่ เราจะมากำหนดรักใคร่ในรูปเช่นนี้ต้องการอะไร
ควรจะดำเนินตามหนทางของพี่ชายเราเถิด
เรวัตกุมารคิดดังกล่าวแล้วก็กระทำอาการเหมือนหนึ่งว่าตนนั้นจะยินดีอยู่ในฆราวาส
แล้วก็พาพวกทารกออกจากเรือน กระทำอาการดุจดังว่าจะเล่นกับทารกทั้งหลาย เมื่อถึงวาระของตนก็วิ่งออกไป
แล้วกลับมาสองครั้ง ครั้งที่สองเพิ่มระยะทางให้ไกลขึ้นกว่าครั้งแรก พอครั้งที่สาม
ก็วิ่งเลยไปทีเดียว แล้วเข้าไปสู่ป่า อันเป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุทั้งหลาย
แล้วอ้อนวอนขอบรรพชา พระเถระทั้งปวงจึงว่า เราทั้งปวงมิได้รู้จักท่านว่า เป็นบุตรของใคร
ท่านมานี้มีกายประกอบไปด้วยเครื่องประดับ ใครเล่าจะบรรพชาท่านได้ กุมารได้ฟังจึงยกมือทั้งสองขึ้นแล้วร้องด้วยเสียงอันดังว่า
บัดนี้มีคนมาปล้นเอาสิ่งของไปหมดสิ้น ภิกษุทั้งหลายไม่เห็นโจรจึงถามว่า ในที่นี้ไม่มีผู้ใดปล้นผ้าและเครื่องประดับของท่าน
เรวัตกุมารจึงตอบว่า ที่ตนว่าปล้นนั้น อาศัยสมบัติทั้งสามคือ มนุษยสมบัติ
สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ
ว่ามีคนปล้นเอาสมบัติทั้งสาม เพราะท่านไม่บวชให้จึงว่าเป็นคนปล้น ขอให้ท่านช่วยบวชให้ก่อนแล้วจึงบอกพี่ชายของตนให้รู้
พระเถระทั้งหลายจึงถามว่า ใครเป็นพี่ชายของท่าน เรวัตกุมารจึงตอบว่าพี่ชายของตนเมื่อยังเป็นคฤหัสถ์ชนทั้งปวงเรียกว่า
อุปดิส เมื่อเป็นบรรพชิตแล้วชนทั้งปวงเรียกว่า
สารีบุตร
พระเถระทั้งปวงได้ฟังจึงว่าแก่กันว่า กุลบุตรผู้นี้เป็นน้องพระสารีบุตรเถระ
ก็ได้ชื่อว่าน้องของเราด้วย พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร
พี่ชายใหญ่ของเราได้บอกไว้แต่เดิม ว่าญาติของท่านทั้งสิ้น ล้วนเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ถ้าญาติของท่านคนใดคนหนึ่งมาขอบวช เราทั้งหลายจงบวชให้ตามปรารถนา ว่าแก่กันดังนี้แล้ว
ก็บอกตจกรรมฐาน
ให้แล้วจึงบวชกุมารเป็นสามเณร ต่อมาเมื่อสามเณรมีชนมวัสสาครบ ๒๐ ปี แล้วจึงให้อุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว
ให้ประกอบกิจกระทำเพียรเจริญพระกรรมฐาน พระเรวัตเถระเรียนเอาพระกรรมฐานได้เแล้ว
ก็เข้าไปสู่ป่าไม้ตะเคียน ไปกระทำสมณธรรมอยู่ในที่ไกลอุปัชฌาจารย์ ตั้งปณิธานวิริยะ
เจริญพระกรรมฐาน คิดว่าเรายังไม่ได้พระอรหัต ตราบใดก็ยังไม่ขอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
และพระเถระผู้พี่ชายก่อน คิดดังนี้แล้ว ก็กระทำความเพียรล่วงไปได้สามเดือนแล้ว
ยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ครั้นล่วงสามเดือนออกพระวัสสาปรารถนาแล้ว ก็ยังกระทำสมณธรรมเจริญพระกรรมฐานอยู่
จิตนั้นคอยตั้งมั่นเป็นเอกัคคตาสมาธิจิต เข้าเจริญวิปัสสนาพิจารณาโทษของสังขาร
พิจารณาเห็นแท้ว่าสังขารเป็นนัสมธรรม และเภทนธรรมแตกทำลายเป็นของน่าพึงเกลียด
ด้วยวิปัสษาสมาญาณ ๑๘ ประการ
ได้สำเร็จพระอรหัต
ในกาลเมื่อพระเรวตเถระออกบวชนั้น พระสารีบุตรเถระทราบความว่า น้องชายออกบวช
จึงเข้าไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเรวัตน้องชายออกบวช เมื่อบวชแล้วจะยินดีในกิจที่จะประพฤติพรหมจรรย์
หรือหามิได้ ขอไปเยี่ยมดู พระสารีบุตรกราบทูลลาเช่นนี้ถึงสองครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ได้ทรงมีพระพุทธฎีกาห้ามเสียทั้งสองครั้ง ในคำรบที่สามพระพุทธองค์ทรงทราบว่าพระเรวตเถระได้สำเร็จพระอรหัตแล้ว
จึงมีพระพุทธฎีกาว่า ดูกรสารีบุตร ตถาคตจะไปด้วย ท่านจงเผดียงสงฆ์ให้พร้อมกัน
พระสารีบุตรออกไปประกาศสงฆ์ว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธประสงค์จะเสด็จเที่ยวจาริก
จงมาประชุมให้พร้อมกัน ธรรมดาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า จะเสด็จไปเที่ยวจาริกนั้น
ภิกษุที่จะไม่ไปตามเสด็จนั้นน้อยนัก ด้วยคิดว่าการไปตามเสด็จนี้ประกอบด้วยประโยชน์
เหตุดังนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงมาสันนิบาตประชุมกันเป็นอันมาก
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากเป็นบริวารแวดล้อม ออกสู่มณฑลจาริกด้วยมีพระพุทธประสงค์
จะไปเยี่ยมพระเรวตเถระ เสด็จไปถึงหนทางสองแพร่งในประเทศที่อันหนึ่ง
พระอานนท์เถระจึงกราบทูลถามว่า ในที่นี้หนทางเป็นสองแพร่งจะไปทางใด พระผู้มีพระภาคตรัสถามหนทางใดจะตรง
พระอานนท์เถระกราบทูลว่า หนทางตรงนั้นไกล ๓๐ โยชน์ เป็นหนทางกันดาร ประกอบไปด้วยอมนุษย์
ภูติ ปีศาจ ผีเสื้อยักษ์ หนทางอ้อมนั้นไกล ๖๐ โยชน์ แต่ไม่กันดาร เป็นหนทางเกษมปราศจากอันตรายเป็นที่ส้องเสพ
อาศัยของมนุษย์ อาหารบิณฑบาตแสวงหาสด้วยง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามพระอานนท์ว่า
พระสีวลีเถระนั้นมาด้วยหรือไม่
เมื่อทรงทราบว่าพระสีวลีเถระมาด้วย จึงมีพระพุทธฎีกาว่า ถ้าพระสีวลีเถระมาด้วย
ก็จะให้พระสงฆ์ไปตามหนทางที่ตรง เราจะไปลองบุญแห่งสีวลี
จำเดิมแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พาพระสงฆ์บริษัทเสด็จย่างเข้าสู่แดนกันดารครั้งนั้น
ฝูงอมรคณาพิมานไม้ พำนักพนมพนัสสกานศรีเขตศิงขรพิมาน ทุกระยะตำแหน่งประเทศ
ก็ชวนกันมาสำแดงบุญฤทธิ์นิมิตรเป็นพระนครในระยะโยชน์ ตกแต่งเป็นพระวิหาร บรรดาเทพบุตรนั้นถือเพศเป็นราชบุรุษ
พากันเชิญเครื่องทิพยสุธาโภชน์ อันบุญฤทธิ์วิจิตรบรรจงแต่ง แล้วพากันไปร้องถามพระสีวลีเถระท่านอยู่ที่ไหน
ก็พบแล้วก็น้อมนำเอาเครื่องสักการบูชาเข้าไปถวาย พระสีวลีเถระ ก็นำสักการบูชานั้นไปสู่สำนักพระบรมศาสดา
จัดแจงให้กระทำสักการบูชาแก่พระพุทธองค์ กับพระสาวกเป็นดังนี้ทุกวัน เสด็จไปกำหนดวันละโยชน์จนล่วงหนทาง
๓๐ โยชน์ก็บรรลุถึงสถานที่อยู่ของพระเรวตเถระ อันอยู่ในป่าไม้ตะเคียน
ฝ่ายพระเรวตเถระเมื่อทราบความว่า พระบรมศาสดาเสด็จมาก็บันดาลด้วยฤทธิ์นิมิตวิหารให้พอเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์
มีองค์พระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วนิมิตคันธกุฎีเป็นที่อยู่สบายในกลางคืนและกลางวันไว้ในที่อยู่ของตน
แล้วจึงไปต้อนรับพระพุทธองค์เชิญเสด็จมาสู่พระวิหาร ภิกษุทั้งหลาย ก็พากันเข้าไปสู่เสนาสนะ
อันถึงแก่ตนโดยลำดับวัสสา
กาลล่วงไปแปดเดือนพระภิกษุบางพวกพากันไปนั่งที่เดียวกันแล้วกล่าวว่าพระบรมศาสดาของเรานี้กล่าวว่า
ภิกษุนี้เป็นน้องชายพระอัครสาวกจึงเสด็จมาเยี่ยม ภิกษุอันประกอบนวกรรม ริเริ่มกระทำกุฎีวิหาร
เป็นปลิโพธิด้วยกิจธุระดังนี้ ต้องการอะไร ภิกษุนี้มีกิจธุระปลิโพธิกังวลอยู่ดังนี้
ดั่งจะได้กระทำสมณธรรมคุณวิเศษอะไร พระบรมศาสดาเสด็จมาอยู่ในวิหารนี้ต่อไป
พระวิหารใหญ่คือพระเชตวันมหาวิหาร พระเวฬุวันมหาวิหารนั้นจะร้างโรยเสียสิ้น
ในกาลนั้น พระบรมศาสดาจึงมีพระพุทธดำริว่า เมื่อตถาคตจะอยู่นานไปนั้นที่อันนี้ก็จะอาเกียรณ์มากไปด้วยบริษัท
ธรรมดาภิกษุอยู่ในอรัญยิกาวาสนี้ ย่อมปรารถนาที่วิเวกยินดีในที่สงัด ดำริแล้วพระองค์ก็เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระเรวตเถระ
ตรัสถามว่าสถานวนประเทศนี้เป็นที่อาศัยของฝูงสัตว์ต่าง ๆ อันร้ายกาจ เมื่อท่านได้สดับเสียงสัตว์เหล่านั้นท่านจะทำอย่างไร
พระเรวตเถระกราบทูลว่า ได้สดับเสียงดังกล่าวให้บังเกิดปิติ พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสเทศนาสรรเสริญป่า
ด้วยพระบาทคาถา ๕๐๐ พระคาถา ครั้นเพลาเช้าพระองค์เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในโคจรคาม
อันมีอยู่ในที่ใกล้ กระทำภัตตกิจเสร็จแล้ววทรงเรียกพระเรวตเถระมาสั่ง แล้วพาพระภิกษุเสด็จกลับ
พระภิกษุทั้งหลายที่ล่วงหน้ามาก่อน ๑๐๐ องค์ ครั้นมาถึงวิหารแล้วเพลาเช้าก็เข้าไปสู่เรือนของนางวิสาขาอุบาสิกา
เพื่อรับบิณฑบาตท่าน วิสาขาอุบาสิกาถามว่า ประเทศที่อยู่ของพระเรวตเถระนั้นสนุกสบายอยู่เป็นที่ชอบใจอยู่หรือ
ภิกษุทั้งหลายวตอบว่า ประเทศที่อยู่ของพระเรวตเถระนั้น เป็นที่สนุกสบายเปรียบเหมือนนันทวัน
และจิตรลดาวันในดาววดึงส์สวรรค์ ครั้นภิกษุพวกหลังกลับมา นางวิสาขาอุบาสิกาก็ถามทเหมือนเดิมอีก
ภิกษุเหล่านั้นจึงห้ามเสียว่า จงอย่าไต่ถามเลย ที่นั่นเป็นที่ดอนเป็นป่าไม้ตะเคียน
ประกอบด้วยก้อนกรวด และศิลาแลง นางวิสาขาได้ฟังคำภิกษุที่มาก่อน และที่มาทีหลังไม่ต้องกันก็มาดำริว่า
คำไหนจะจริงจึงไปกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์จึงทรงมีพระพุทธฎีกาว่า
ที่นั่นจะเป็นที่สนุกที่สบายก็ดี ไม่เป็นที่สนุกสบายก็ดี ถ้าพระอริยเจ้าอยู่ในที่อันใด
ที่อันนั้นก็จัดได้ชื่อว่า เป็นที่สบายทั้งสิ้น
ตรัสดังนี้แล้วก็ตรัสเป็นบาทพระคาถาว่า พระอรหันต์อันประกอบไปด้วยกองเหตุคุณ
มีสีลคุณเป็นต้น เป็นทักขิโณยบุคคลบุญเขต แห่งมนุษยคณาสหุรเทพมเหศวรศักดิ์
เหตุประกอบด้วยองค์ของมรรคอันเป็นอสขธรรม มีอเสขสัมมาทิฎฐิเป็นต้นนั้น ท่านจะสำเร็จทิวาวิหารพำนักอาศัยอยู่ในประเทศที่ใด
จะอยู่ในบ้านนิคมคามชนบทก็ดี เชื่อว่าจะอยู่ป่าดงแดนอริญญิกาศรม อยู่ในที่ลุ่มที่ดอนก็ดีฐานประเทศทั้งปวงนั้นก็ได้ถือว่า
เป็นที่อันสบายสิ้นทั้งนั้น
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ในพระเชตวันมหาวิหาร
พระองค์ทรงประทานฐานันดรให้แก่ พระเรวตเถระไว้ในเอตทัคตะว่าเลิศกว่า ภิกษุอันอยู่ป่า
ฝ่ายพระเรวตเถระ เมื่อมีชนมายุอยู่จนกำหนดสิ้นกาลอายุแล้วก็ดับขันธปรินิพพานสิ้นชาติสังขาร
สรรพอุปัทวทุกข์เป็นเอกันตบรมสุขประเสริฐแก่นสาร
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |