| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญพระสุภูติเถระว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างอรณวิหารคือ
ชำนาญด้วยโลกุตรฌานสำราญอยู่ด้วยอันหากิเลสมิได้
พระอริยบุคคลที่ได้สำเร็จโลกุตรฌานนั้น ท่านสละกิเลสด้วยอำนาจของอริยมรรค
มีปกติสำราญอยู่ด้วยอันหากิเลสมิได้ อาการที่อยู่ของพระอริยบุคคลนั้นชื่อว่า
อรณวิหาร อาการอันยั้งอยู่ในโลกุตรฌานอันปราศจากกิเลสนั้นชื่อว่า อรณวิหาร
พระสุภูมิเถระได้คุณนามว่า เลิศกว่าภิกษุเป็นขันณาสพนั้นด้วย อำนาจแสดงธรรมพระภิกษุขีณาสพองค์อื่น
เมื่อจะแสดงธรรม ย่อมดำเนินเอาสำเนาเทศนา มาแสดงอุทิศเฉพาะต่อบุคคล อันอสัปบุรุษติเตียน
และสัปบุรุษสรรเสริญ ฝ่ายพระสุภูติเถระไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อจะแสดงธรรมนั้นยุดหน่วงเอาธรรมที่ตนจะแสดงนั้นเป็นประมาณ
ธรรมที่ตนจะแสดงนั้นมีนัยอันพระศาสดาตรัสเทศนาไว้อย่างไร ก็แสดงตามลำดับโดยกำหนดนิยมที่พระศาสดาตรัสเทศนาฉะนั้น
มิได้ชักเอาเรื่องมาติเตียนสรรเสริญ ใช่แต่เท่านั้น ท่านเอาใจใส่อนุเคราะห์แก่โลกิยมหาชน
ยิ่งกว่าพระขีณาสพทั้งหลาย เมื่อท่านเที่ยวไปสู่โคจรคามเพื่อจะบิณฑบาตนั้นไปถึงเรือนทายกแล้ว
ท่านก็เข้าสู่เมตตาฌานพอทายก นำอาหารบิณฑบาตมา จะใส่บาตรท่าน ก็ออกจากฌานสมาบัติรับเอาจังหัน
กระทำทั้งนี้ด้วยใจอนุเคราะห์ให้ทานของทายกมีผลมาก ถ้าจะว่าด้วยอัตภาพสรีระร่างกายของท่าน
ท่านมีสรีรกายกอบด้วยสิริมั่งคั่งบริบูรณ์ รุ่งเรืองงามยิ่งนัก เหตุดังนั้นชนทั้งหลายจึงเรียกท่านว่า
สุภูติ โดยคำสรรเสริญว่ามีสิริเป็นอันงาม
ปัญหากรรมของท่านตามนัยที่มาในอัฎฐกถา
มีอยู่ว่าในกาลเมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติตรัสในโลก ท่านได้เกิดเป็นพราหมณ์มานพ
ในตระกูลพราหมณ์มหาศาลอยู่ในนครหงสวดี ญาติทั้งหลายให้ชื่อว่า นันทมานพ ครั้นเจริญวัย
ก็เรียนศิลปศาสตร์ทางปกรณ์ศาสตร์ สืบพระวงศ์ตระกูลพราหมณ์ เรียนจบไตรเภท ได้อนุญาตในศิลปศาสตร์ไตรเพทในสำนักของอาจารย์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้
จึงมาใคร่ครวญพิจารณาแก่นสารในไตรเพท ผู้เป็นบริวารของตน ไปอยู่เชิงเขาแห่งหนึ่ง
บรรพชาเป็นดาบสกันทั้งหมด เจริญพรหมวิหารสี่ยังอภิญญาฌานสมบัติให้บังเกิด
แล้วสั่งสอนอันเตวาสิกให้ประพฤติตามโอวาทของตน กระทำอันเตวาสิกทั้งหลายให้ได้ฌานสมาบัติสิ้นด้วยกัน
สมัยนั้น พระปทุมุตตรพุทธเจ้าได้อุบัติตรัสในโลก เสด็จโปรดสัตว์ตามพุทธประเพณีเมื่อกระทำพระพุทธกิจเสร็จ
เสด็จประทับที่นครหงสาวดี วันหนึ่งพิจารณาดูสัตว์โลกในปัจจุบันกาลเกือบจะใกล้รุ่งได้เห็นกฤษดาธิการกุศลเป็นอุปนิสัยจะให้ได้พระอรหัตของชฎิลดาบสอันเป็นอันเตวาสิกก็ดี
เห็นกิริยาอันปรารถนาที่ฐานันดรเป็นสาวก อันประกอบด้วยองค์สองประการของนันทดาบสก็ดี
ในเพลาเช้าพระพุทธองค์ทรงบาตรจีวรเสด็จไปสู่อาศรมของนันทดาบส โดยนัยดังกล่าวในวัตถุนิทานแห่งพระสารีบุตร
เมื่อพระปทุมุตตรพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่นิโรธสมาบัติคำรบเจ็ดวันแล้ว ก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ
มีพระพุทธฎีกาอนุญาตให้สาวกองค์หนึ่งซึ่งประกอบด้วยองค์สองคือ อรณวิหาร ๑
เป็นทักขิเณยยบุคคล ๑ ให้แสดงธรรมเทศนาอนุโมทนาบุบผาอาสนะแก่หมู่ดาบส พระสาวกนั้นตั้งอยู่ในประเทศญาณ
อันเป็นวิสัยของตน ทรงปัญญาพิจารณาพระไตรปิฎก ดำเนินเอาพระพุทธวจนะที่แสดงคุณเป็นแก่นสารนั้นมาเทศนาอนุโมทนาแก่หมู่ดาบส
ครั้นแสดงธรรมจบแล้ว พระพุทธองค์จึงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนาด้วยพระองค์อีก
เมื่อจบพระธรรมเทศนาดาบสทั้งหลายบรรดาที่เป็นอันเตวาสิกของนันทดาบส ๔ หมื่น
๔ พัน ได้สำเร็จพระอรหัตสิ้นด้วยกัน แต่นันทดาบสนั้นมัวแต่ถือเอานิมิตพิศวงด้วยบุญบารมีของพระสาวก
ที่แสดงธรรมเทศนาอนุโมทนาทานไม่อาจจะยังปัญญาระลึกตามธรรมเทศนาที่พระศาสดาแสดงนั้นได้
พระบรมศาสดาจึงเหยียดพระหัตถ์ตรัสเรียกภิกษุอันเศษว่า ภิกษุทั้งหลายท่านจงมาประพฤติศาสนาพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้
อันตถาคตตรัสเทศนาไว้ด้วยดี เพื่อจะให้บรรลุถึงพระนิพพานอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์
มีพระพุทธฎีกาตรัสดังนี้แล้ว ดาบสทั้งหลายก็สำเร็จกิจบรรพชาและอุปสมบท ส่วนนันทดาบสนั้นถวายนมัสการพระบรมศาสดาแล้ว
จึงกราบทูลว่าพระภิกษุที่กระทำอนุโมทนาบุบผาสนะแก่หมู่ดาบสนี้ ท่านเป็นบุคคลอย่างไรในพระศาสนาของพระองค์
พระบรมศาสดาตอบว่า ภิกษุรูปนี้กอบด้วยคุณได้ขอเอตทัคคะฝ่ายอรณวิหาร และเป็นอัคภิเณยยบุคคลในพระศาสนาของตถาคต
ดาบสได้สดับพระพุทธฎีกาจึงตั้งมูลปณิธานปรารถนาฐานันดรนั้นว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคการกุศลที่ข้าพระพุทธเจ้าได้บำเพ็ญสิ้นกาลกำหนดเจ็ดวันจงอำนวยผลให้ได้บังเกิดเป็นอริยบุคคลกอบด้วย
องค์สองประการในศาสนาของพระบรมศาสดาองค์หนึ่งในอนาตคให้ปรากฎดุจดังพระเถระองค์นี้เถิด
พระบรมศาสดาทรงพิจารณาทราบว่า ความปรารถนานั้นหาอันตรายมิได้ จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์แล้วเสด็จหลีกไป
ฝ่ายดาบสได้สดับพระพุทธพยากรณ์แล้วก็บังเกิดปรีดาปราโมทย์ยิ่งนัก หมั่นสดับพระธรรมเทศนาในสำนักพระบรมศาสดาเป็นนิตย์นิรันดรสิ้นกาลทั้งปวง
และหมั่นเจริญฌานมิให้ฌานที่ตนได้เสื่อมเสีย ครั้นถึงกาลสิ้นชนมชีพก็ได้ไปบังเกิดในชั้นพรหมอันอุดมด้วยทิพยสมบัติ
ครั้นจุติจากพรหมโลกแล้วลงมาเกิดในมนุษยโลก สร้างกุศลสุจริตเพิ่มพูลกฤษดาภินิหารมาทุกชาติจนถึงแสนกัปจึงได้ที่ฐานันดรที่ปรารถนา
ครั้นมาถึงภัททกัปอันเป็นที่เกิดของพระพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้นได้มาถือปฎิสนธิในเรือนของสุมนเศรษฐี
ในนครสาวัตถี
ผู้เป็นญาติให้ชื่อว่า สุภูติ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับอยู่ใกล้กรุงราชคฤห์
ครั้งนั้นอนาถบิณฑิกเศรษฐี นำเอาสินค้าจากเมืองสาวัตถีไปสู่กรุงราชคฤห์
แล้วไปสู่เรือนผู้เป็นสหายของตน รู้ข่าวว่าพระบรมศาสดาอุบัติตรัสในโลกประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน
ก็ออกไปสู่สำนักของพระพุทธองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาด้วยอานิสงส์คมนกิจว่ามีผลมาก
เศรษฐีก็บรรลุพระโสดาปัตติผล
แล้วได้ทูลอาราธนาให้เสด็จมายังกรุงสาวัตถีได้จัดแจงชำระมรรคมรคามีกำหนด ๔๕
โยชน์ ระยะโยชน์หนึ่งนั้นสร้างวิหารไว้ทุก ๆ ตำบล เพื่อจะให้เป็นที่หยุดประทับของพระบรมศาสดา
กับพระสงฆ์สาวก สละทรัพย์สร้างวิหาร มีประมาณถึงแสน มาซื้ออุทยานสวนเจ้าเชตกุมาร
กำหนดโดยกว้างยาวประมาณ ๘ กรีส เป็นทรัพย์นับโกฎแล้ว ให้สร้างพระวิหารถวายแก่
พระผู้มีพระภาคเจ้าในที่นั้น เมื่อวันฉลองพระวิหาร สุภูติกฎุมพีนี้ไปสู่พระวิหารกับอนาถบิณฑิกเศรษฐี
เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาก็มีศรัทธาเลื่อมใสจึงบรรพชาในพระศาสนา ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุภาวะแล้ว
ก็กระทำมาติกาทั้งสองคือ วินัยมาติกา และอภิธรรมมาติกา ให้ชำนาญขึ้นใจได้แล้ว
ก็ขอเรียนเอาพระกรรมฐานยังพระบรมศาสดาให้บอกพระกรรมฐานให้แล้ว ก็ไปกระทำสมณธรรมเจริญพระวิปัสนาอยู่ในอรัญญิกาวาส
กระทำเมตตาฌานเป็นบาทแล้ว เจริญบริกรรมเพื่อประโยชน์แก่พระอาสวขัยญาณคือ พระอรหัตก็ได้สำเร็จพระอรหัต
เป็นอัครทักขิเณยยบุคคลในพระศาสนา
ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าอาศัยเหตุสองประการที่กล่าวมา จึงทรงตั้งพระสุภูติเถระไว้ในเอตทัคคะว่าเลิศกว่า
ภิกษุสงฆ์ด้วยองค์สองประการคือ อรณวิหาร และเป็นอัครทักขิเณยยบุคคล
พระสุภูติเถระ เมื่อมีชนม์ธรมานสำราญอยู่โดยอันสมควรแก่การชำระทักขิณาทานของทายก
ให้บริสุทธิ์มีผลมากด้วยความเป็นอัครทักขิเณยยบุคคล ครั้นสิ้นอายุแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |