| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
ตามคัมภีร์อัฎฐกถา มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระกังขาเรวตเถระว่า
เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายที่ได้ฌาน
พระกังขาเรวตเถระยินดีในฌานสมาบัติยิ่งนัก
พอใจเข้าสู่ฌานสมาบัติไม่มีภิกษุผู้ใดเสมอ จนแต่ละสมาบัติที่เป็นพุทธวิสัย
ท่านก็เอามาส้องเสพใช้สอยได้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าสู่สมาบัติทั้งหลายเหล่าใด สมาบัติเหล่านั้นท่านก็จะละเสียหามิได้ที่จะเข้าสู่สมาบัติเหล่านั้น
ที่จะเว้นไว้นั้นน้อยนัก การที่ท่านได้ชื่อว่ากังขาเรวัตินี้เพราะมีความสงสัยในกัปปิยวัตถุ
ของสิ่งใดที่ต้องพุทธบัญญัติว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตจะพึงบริโภคใช้สอย ท่านก็ยังสงสัยในกัปปิยวัตถุอันตนได้
ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นกัปปิยวัตถุโดยแทัแล้ว จึงบริโภคใช้สอยวัตถุนั้น
เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่า กังขาเรวัต
ในพุทธกาลแห่งพระปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านได้เกิดเป็นกุลบุตรมีศรัทธาอยู่ในนครหงสวดี
วันหนึ่งมหาชนชักชวนกันไปสู่พระวิหาร เพื่อสดับพระธรรมเทศนา ท่านก็ได้ไปด้วย
ได้เห็นพระบรมศาสดาประทานที่ฐานันดรตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในเอตทัคคะว่าเลิศกว่าภิกษุที่ยินดีในฌานสมาบัติ
จึงดำริว่าควรที่เราจะเป็นเช่นนั้นบ้างในอนาคต จึงเข้าไปกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดากับพระสงฆ์สาวก
เพื่อจะให้สงเคราะห์ไปรับอาหารบิณฑบาตทานที่เรือนของตน กุลบุตรนั้นถวายอาหารแก่พระสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอยู่เจ็ดวัน แล้วเปล่งวาจาตั้งปณิธานความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ขอให้ตนได้เกิดเป็นภิกษุอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย บรรดาที่ยินดีในฌานในพระศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต
พระบรมศาสดาพิจารณาดูกาลอนคตกำหนดด้วยอนาคตญาณว่า ความปรารถนานี้จะสำเร็จหาอันตรายมิได้
จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ว่า นานไปเบื้องหน้าในที่สุด แสนกัปนั้น พระพุทธโคดมจะอุบัติตรัสในโลก
ท่านจะเกิดและพบพระบวรพุทธศาสนา จะได้ศรัทธาบวชเป็นพระภิกษุบรรลุมรรคผลแล้ว
จะได้เป็นบุคคลเลิศกว่า ภิกษุบรรดาที่ยินดีเจริญฌานในพระศาสนาของพระพุทธโคดมนั้น
กุลบุตรนั้นได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แล้วก็ตั้งใจกระทำการกุศลด้วยปรีดาปราโมทย์จนกำหนดสิ้นชีวิต
จากนั้นได้ท่องเที่ยวถือเอาปฎิสนธิเวียนว่ายอยู่ในคติของเทวดา และมนุษย์ในสมุทรสงสารสิ้นการได้แสนกัป
ก็ได้เกิดมาในตระกูลอันบริบูรณ์ไปด้วยสมบัติในนครสาวัตถี
เป็นบุคคลมีศรัทธากิจการกุศล
วันหนึ่งในเพลาปัจฉาภัตร มหาชนพากันไปสู่พระวิหารเพื่อสดับพระธรรมเทศนา กุลบุตรนั้นก็ไปกับมหาชน
ธรรมคาถาว่าพระบรมศาสดานั้น ถ้ากุลบุตรประกอบไปด้วยวาสนา มีกฤดาภินิหารได้กระทำไว้
มีอุปนิสัยจะได้สำเร็จมรรคผลและผลนั้น มาฟังพระสัทธรรมเทศนา พระองค์ก็ย่อมตรัสเทศนาแสดงอนุปุพพีกถาคือ
อานิสงส์ของทานและศีล
ว่าทานและศีลนั้นเป็นคุณธรรมนำสัตว์ไปสู่พิมานสวรรค์ แล้วแสดงสัคคกถาพรรณสมบัติ
ในชั้นพิมานสวรรค์ ตั้งแต่จตุมหาราชิกภพตลอดถึงอกนิฏฐภพ
และอรูปพรหม อันอุดมด้วยทิพยสมบัติ
ยังจิตบริษัทแห่งนั้น ให้เพลินไปในการที่จะกระทำกุศลด้วย ใคร่จะได้ทิพยสมบัติแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเทศนาแสดงโทษแห่งกามคุณ
ว่าบรรดาเทพยนิกร ที่เสวยทิพยสมบัตินั้นไม่เที่ยง ย่อมจุติเคลื่อนคลาจากทิพยสมบัติ
ๆ เองก็เป็นของไม่เที่ยง ย่อมวิบัติฉิบหายอันตรธานไม่ยั่งยืนมั่นคงเหมือนพระนิพพานสมบัติ
ยังจิตของกุลบุตรบริษัทให้ยินดีรักใคร่ในพระนิพพานสมบัตินั้นแล้ว ภายหลังจึงแสดงอานิสงส์บรรพชา
เป็นอุบายที่จะให้สำเร็จพระนิพพาน อันนี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
วันนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาธรรมกถาดังกล่าวมานั้น กุลบบุตรนั้น ครั้นได้สดับพระสัทธรรมหเทศนา
ก็ได้ศรัทธาจึงขอบรรพชาในพระศาสนา ครั้นได้บรรพชาอุปสมบทแล้วก็เรียนเอาพระกรรมฐาน
ยังพระศาสดาให้ทรงบอกวิธีเจริญพระกรรมฐาน ตลอดวิธีจนได้สำเร็จฌานอันเป็นโลกียและโลกอุดร
แล้วก็ไปกระทำเพียรเจริญบริกรรมจนได้สำเร็จโลกียฌาน กระทำฌานที่ตนได้นั้นให้เป็นที่ตั้งเจริญวิปัสสนาสืบต่อไปได้สำเร็จพระอรหัต
ชำนาญในฌานสมาบัติเป็นโลกีย์และโลกอุดร เข้าสู่ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยได้โดยมาก
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเอาคุณที่พระเถระชำนาญในฌานสมาบัตินั้นขึ้นตั้งไว้เป็นเหตุแล้ว
ก็ทรงประธานที่ฐานันดรให้แก่พระเถระ ตั้งพระเถระไว้ในเอตทัคคะว่าเลิศกว่าพระภิกษุในพระศาสนา
แต่บรรดาที่ยินดีในฌานสมาบัติ โดยนัยที่กล่าวแล้วแต่หนหลัง
พระกังขาเรวตะเถระรุ่งเรืองปรากฎในพระพุทธศาสนาเป็นที่สักการะบูชาแก่ฝูงเทวดา
มนุษย์ นาค ครุฑ พรหมทั้งปวง เมื่อท่านมีชนม์ชีพตั้งอยู่ถึงสิ้นอายุสังขารแล้วก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |