| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระวังคีสเถระ

            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องพระวังคีสเถระ ว่าเลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในพระศาสนา แต่บรรดาที่มีปัญญาฉลาดในที่กล่าวบาทบทพจนภาษิต เป็นพระคาถาประพันธ์ สรรเสริญ พระเดชพระคุณของพระบรมศาสดา
            พระอัฏฐกถาแสดงอรรถว่า ที่ท่านเลิศกว่าภิกษุอันมีปัญญาปฏิสัมภิทาอันบริบูรณ์ ได้แก่ปัญญาอันเป็นไปในปฏิสัมภิทา ทั้งสามคือ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา อัตถปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา พระภิกษุผู้ได้ปฏิสัมภิทานี้ฉลาดในห้องพระไตรปิฎก มิได้ขัดข้องในพระบาลีและอรรถของพระบาลี ฉลาดที่จะแสดงอรรถจัดเป็นบาทบทพระคาถา
            พระวังคีสเถระ เมื่อจะเข้าสู่ที่เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จับเดิมแต่ล่วงเข้าไปในทัศนวิสัยคลองพระเนตรของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ท่านย่อมกล่าวพรรณา สรรเสริญ พระเดชพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยบาทบทของพระคาถา ได้ร้อยบทพันบทเป็นอันมากแล้ว จึงเข้าไปสู่ที่เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
            ในกาลพระศาสนาของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระวังคีสเถระได้มาปฏิสนธิในมหาโภคตระกูลในนครหงสาวดี เมื่อเจริญวัยได้ออกไปสู่พระวิหาร สดับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระบรมศาสดา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งภิกษุองค์หนึ่งไว้ในเอตทัคคฐาน ที่เลิศกว่าพระภิกษุทั้งหลายในพระศาสนา บรรดาที่มีปัญญาปฏิภาณฉลาด ในการที่จะกล่าวใช้เป็นบาทบทพจนภาษิต ก็มีความปรารถนาเพื่อจะได้ฐานันดรนั้น จึงอุตส่าห์กระทำอธิการกุศลอันยิ่งใหญ่ แล้วตั้งปณิธานความปรารถนาฐานันดรนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสพยากรณ์แก่กุลบุตรนั้น ๆ ก็อุตสาห์บำเพ็ญการกุศลตราบเท่าสิ้นชนม์ชีพของตน และได้เวียนว่ายในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน
            มาในพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรผู้นั้นได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถีชื่อว่า วังคีสพราหมณ์มานพ ครั้นเจริญวัย ก็เล่าเรียนในศิลปศาสตร์ไตรเพทได้ชำนาญ แล้วเล่าเรียนมนต์ชื่อว่า ฉวสีสมนต์ เป็นมนต์สำหรับพิจารณาศีรษะของทรากศพ ซึ่งเมื่อร่ายมนต์ขึ้นแล้วและเคาะศีรษะทรากศพ ด้วยปลายเล็บก็อาจรู้ว่าสัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในกำเนิดชื่อโน้น ๆ ฝ่ายพวกพราหมณ์ทั้งหลายรู้ว่า วังคีสมานพนั้นมีศิลปศาสตร์สำหรับเลี้ยงชีพอันเลิศ จึงให้วังคีสมานพนั่งบนยาน อันปิดป้องกำบังแล้ว พาเที่ยวไปสู่คามนิคม เขตราชธานีน้อยใหญ่ แล้วหยุดอยู่แทบประตูพระนคร และประตูบ้านชาวนิคม แล้วกล่าววาจาว่า ผู้ใดได้เห็นวังคีสมานพแล้ว ผู้นั้นประหนึ่งว่า ได้ทรัพย์และยศ มิฉะนั้นดุจหนึ่งว่าได้ไปสู่สวรรค์ ฉะนั้นคนทั้งหลายได้ฟังแล้วก็ใคร่จะได้เห็นวังคีสมานพ และถามความรู้วิเศษของอาจารย์นั้นเป็นประการใด พราหมณ์ทั้งหลายจึงบอกว่าอาจารย์ของเรานี้ยังชนให้นำศีรษะคนตายได้สามปี และเคาะลงด้วยปลายเล็บก็รู้ว่า สัตว์ผู้นี้ตายไปบังเกิดในกำเนิดที่โน้นฉะนี้ ตกว่าวังคีสมานพ อาศัยฉวสีสมนต์นั้นได้ทรัพย์มาร้อยกหาปณะบ้าง พันกหาปณะบ้าง
            ครั้นกลับมายังนครสาวัตถีอีก เมื่อมาถึงประเทศใกล้พระเชตวันมหาวิหารแล้ว จึงดำริว่า ชนทั้งหลายนกล่าวว่าพระสมณโคดมเป็นนักปราชญ์ฉลาดด้วยปรีชา ควรที่เราจะเข้าไปสู่สำนักของนักปราชญ์ทั้งหลาย คิดแล้วจึงมีวาจาแก่พราหมณ์ทั้งหลายว่าเราจะไปดูพระสมณโคดมโดยลำพังผู้เดียว พวกพราหมณ์ได้ห้ามปรามว่าอย่าไปเลย เพราะผู้ใดได้เห็นพระสมณโคดมแล้ว ท่านย่อมล่อลวงผู้นั้นให้ลุ่มหลงด้วยกลอุบายมารยาเท็จ แต่วังคีสมานพไม่ฟังคำพราหมณ์เหล่านั้น ได้ไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประพฤติปราศัยสนทนาเป็นสารานียกถา ควรจะเป็นที่ระลึกถึงกัน แล้วนั่ง ณ ที่สมควร
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธพจนกถาตรัสถามว่า ดูกรวังคีส ท่านรู้ศิลปศาสตร์สิ่งใดสิ่งหนึ่งบ้างอยู่หรือ วังคีสมานพกราบทูลตอบว่า ข้าพเจ้ารู้มนต์ชื่อว่า ฉวสีสมนต์ เป็นมนต์วิเศษ เมื่อร่ายมนต์แล้วก็เคาะลงที่ศีรษะสัตว์ที่ตายได้ประมาณสามปีด้วงเล็บ ก็ย่อมรู้ที่อันบังเกิดของสัตว์นั้น
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงศีรษะสัตว์ที่ตายไปบังเกิดในนรก ศีรษะของวสัตว์ที่ตายไปบังเกิดในมนุษย์ ศีรษะของสัตว์ที่ตายไปบังเกิดในเทวโลก แล้วจึงแสดงศีรษะของพระขีณาสพ อันเข้าสู่พระปรินิพพานอีกศีรษะหนึ่งแก่วังคีสมานพ ๆ ก็ร่ายมนต์แล้วเคาะลงที่ศีรษะแรกแล้วกราบทูลว่า สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในนรก พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพุทธฎีกาตรัสว่าสาธุ ๆ ท่านเห็นนี้ชื่อว่าเห็นเเป็นอันดีแล้ว ยังมีสัตว์หนึ่งนี้จะไปบังเกิดที่ใดเล่า วังคีสตอบว่า สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในกำเนิดมนุษย์ และในศีรษะต่อไปวังคีสก็กราบทูลว่า สัตว์ผู้นี้ไปบังเกิดในเทวโลก ครั้นมาถึงศีรษะของพระขีณาสพ เมื่อวังคีสมานพเคาะลงด้วยปลายเล็บก็มิได้ที่สุด และเงื่อนของยคติที่ไปของพระขีณาสพนั้นเลย
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ท่านไม่อาจรู้คติที่ไปของสัตว์ผู้นี้ได้และหรือวังยคีสมานพ พยามอยู่หลายครั้งก็ไม่อาจรู้ได้ ได้ความอัปยศอดอายแล้วก็นิ่งอยู่ ในที่สุดก็กราบทูลตอบว่าข้าพเจ้านี้ไม่อาจรู้คติที่ไปของสัตว์ผู้นี้ ผิว่าพระสมณโคดมเจ้าทรงทราบแล้ว จงโปรดบอกให้แจ้งเถิด
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ตถาคตย่อมรู้มนต์นั้นยิ่งวิเศษขึ้นไปกว่านั้นอีก ตรัสแล้วจึงกล่าวพระคาถาสองพระคาถา อันมีในคัมภีร์พระธรรมบทว่า "บุคคลผู้ใดรู้จุติก็ดี รู้อุบัติก็ดี ของสัตว์ทั้งหลายแล้ว ตถาคตก็กล่าวบุคคลนั้นว่าเป็นขีณาสวพราหมณ์ เป็นผู้ไม่ข้องอยู่และเป็นผู้ดำเนินเป็นอันดี และเป็นผู้ตรัสรู้แล้ว เทพดา มนุษย์ และคนธรรพ์ทั้เงหลายมิได้รู้จักคติที่ดำเนินของบุคคลผู้ใด บุคคลผู้นั้น ตถาคตย่อมกล่าวว่าเป็นขีณาสวพราหมณ์ เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลจากข้าศึกคือกิเลส"
            ลำดับนั้น วังคีสมานพ จึงกล่าววาจาว่า ชื่อว่าอันจะเสื่อมเสียจากวิชาของบุคคลผู้ให้วิชานั้นหามิได้ หม่อมฉันจะถวายมนต์ที่กระหม่อนฉันรู้แก่พระองค์ ขอพระองค์จงบอกมนต์อันนั้นแก่กระหม่อมฉันบ้างเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูกร วังคีสมานพ ตถาคตจะให้มนต์แก่ท่านด้วยกิริยาที่แลกเปลี่ยนกันด้วยมนต์นั้นหามิได้ ตถาคตจะบอกมนต์ให้แก่ท่านด้วยประการฉะนั้น ไม่พักแลกเปลี่ยนกันดอก วังคีสมานพจึงมีวาจาว่า ข้าพระองค์ก็จะถวายมนต์ของข้าพระองค์แก่พระองค์บ้าง แล้วก็แสดงมนต์นั้น แล้วก็กระทำมือไปเบื้องหลังนั่งอยู่
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสถามว่า ขึ้นชื่อว่าอยู่ศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ที่มีราคามาก ผู้จะเล่าเรียนไม่ต้องแรมคืนอยู่ศึกษาเล่าเรียนดอกหรือในสมัยลัทธิของท่าน วังคีสมานพ กราบทูลตอบว่าไม่ต้องแรมค้างอยู่ศึกษา พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า ท่านมาสำคัญสัญญาว่ามนต์ของเราทั้งหลายนี้ ไม่ต้องแรมค้างอยู่ศึกษาเล่าเรียนกระนั้นหรือ
            ขึ้นชื่อว่าพราหมณ์ทั้งหลายแล้ว จะได้รู้จักอิ่มไปด้วยมนต์ทั้งหลายนั้นหามิได้ เพราะเหตุนั้นวังคีสมนพ จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จะกระทำตามนิยมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า เมื่อตถาคตจะให้มนต์อันนี้ ตถาคตย่อมให้แก่บุคคลที่มีเพศเป็นสมณเหมือนด้วยตถาคต
            วังคีสมานฟพ จึงดำริว่า กิริยาที่เราจะกระทำกรรมอันใดอันหนึ่งแล้ว และเล่าเรียนเอามนต์นี้ให้ได้แล้วจึงค่อยไปเถิด คิดแล้วจึงว่าแก่พราหมณ์ทั้งปวงว่า เมื่อเราบวชแล้ว ท่านทั้งหลายอย่าคิดปริวิตกไปเลย เราศึกษาเล่าเรียนมนต์อันนี้ได้แล้ว เราก็คงจะเป็นใหญ่ปรากฎในสกลชมพูทวีป แล้วก็บรรพชาในสำนักพระบรมศาสดา ด้วยมีความปรารถนา จะใคร่ได้มนต์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาว่า ดูกร วังคีส ท่านจงแรมค้างอยู่ศึกษามนต์ก่อนเถิด ตรัสแล้วพระองค์ก็ทรงบอกทวัตติงสาการ กรรมฐาน ๓๒ ประการ ให้วังคีสมานพ ๆ เป็นสัตว์ประกอบด้วยปัญญา เมื่อสาธยายทวัตติงสาการกรรมฐานอยู่แล้วก็ตั้งขัยและวัยคือความสิ้นไปและความฉิบหายไปในทวัตติงสาการ ๓๒ ประการนั้น แล้วก็ยังวิปัสนากรรมฐานใหห้เจริญก็ได้บรรลุพระอรหัต
            เมื่อพระวังคีสเถระได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พวกพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น ก็พากันยังสำนักพระวังคีสเถระแล้วถามว่า ท่านศึกษาเล่าเรียนศิลปศาสตร์ ในสำนักพระสมณโคดมแล้วหรือ ท่านจึงบอกว่าเราได้ศึกษาแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายจึงบอกว่า ฉะนั้นท่านจงมาเถิดเราจะพากันไป ท่านจึงบอกว่าท่านทั้งหลายจงพากันไปเถิด กิจด้วยเราจะไปกับท่านนั้นไม่มีแล้ว กิจของเรานั้นสำเร็จแล้ว
            ฝ่ายพระวังคีสเถระนั้น เมื่อจะไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเพลาใด ท่านก็ผูกเป็นบทบาทพระคาถาสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าบทหนึ่ง ๆ แล้วก็ไป เหตุดังนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิตอยู่ ณ ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์สาวก พระองค์ก็ทรงตั้งพระวังคีสเถระไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างมีปัญญาปฏิภาณฉลาด เข้าผูกเป็นบทบาทพระคาถา
            พระวังคีสเถระ เมื่อมีชนมายุอยู่ถ้วนบริเฉทแล้วก็ดับขันธ์ปรินิพพานเป็นเอกันตบรมสุข ล่วงโลกิยสุขทั้งปวง ดับสิ้นหาเศษมิได้

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |