| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
พระนาคเสนเถระ มีอภินิหารบารมีธรรมได้สั่งสมบำเพ็ญมาแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลปางก่อน
ในกาลพระศาสนาของพระสิขีพุทธเจ้า ได้มาบังเกิดในโลกนี้ในกัป
๓๑ กัปนับถอยหลังจากภัททกัปนี้ลงไป ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ครั้นเจริญวัยก็เล่าเรียนศึกษาสรรพศิลปศาสตร์ไตรเภทวิชาต่าง
ๆ เห็นโทษในฆราวาสจึงออกบพรรพชา เจริญพรตอยู่ในอาศรมแทบชายป่าช้า แล้วก็บอกมนต์แก่พราหมณ์ทั้งหลายประมาณสามพัน
อยู่มาวันหนึ่ง ดาบสได้เห็นพระสิขีพุทธเจ้าก็ร่ายมนต์สำหรับทายลักษณะก็รู้ว่า
บุรุษผู้นี้ประกอบด้วยพระลักษณะจัดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระญาณหาที่สุดมิได้
ไม่มีผู้ใดจะผจญได้ในโลกนี้ ก็ปรารภรำพึงถึงพระพุทธญาณเป็นอารมณ์
ความประสาทเสื่อมใสอันใหญ่หลวงก็บังเกิดขึ้นในกมลสันดาน ดาบสนั้น ก็กระทำกาลกิริยาด้วยจิตประสาทเลื่อมใสนั้น
ได้ขึ้นไปบังเกิดในเทวโลก ครั้นท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในพระพุทธศาสนากาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านก็ได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้หนึ่ง
ในบ้านนาลันทาคาม ชื่อว่า
นาคมานพ
เป็นสหายกับพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร แต่เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์อยู่นั้น ครั้นไปยังสำนักพระสารีบุตรเถระแล้วได้สดับพระธรรมเทศนา
ก็บังเกิดศรัทธาสันนาการ บรรพชาในพระพุทธศาสนา เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฎิสัมภิทาญาณ
ท่านจึงกล่าวประกาศบุพพจริตาปทาน แสดงบุพพจริตกุศลที่ท่านได้บำเพ็ญไว้ในกาลปางก่อน
ในคัมภีร์พระอปทาน
มีว่า ภูเขาอันมีนามว่า วสภบรรพต อยู่ใกล้หิมวันตประเทศ
ในกาลครั้งนั้น ท่านได้สร้างอาศรมอยู่แทบเชิงเขา บอกมนต์แก่พราหมณ์ทั้งหลาย
ประมาณสามพัน ครั้งนั้นท่านได้เห็นพระสิขีพุทธเจ้า ก็ได้ปรารภรำพึงไปในพระพุทธญาณ
ก็ยังจิตให้เลื่อมใสให้บังเกิดโดยโอฬาริกภาพ ครั้นยังจิตให้ผ่องใสในพระพุทธญาณแล้ว
ก็คู้เข่านั่งอยู่เหนือไม้เลียบ กระทำกาลกิริยาในฐานที่นั้น ในกาลนั้นท่านได้สัญญานั้นใน
๓๑ กัป นับถอยหลังจากภัททกัปนี้ลงไป ท่านมิได้ไปสู่ทุคติภพเลย ผลอันนี้เป็นผลของความสำคัญสัญญา
ที่ท่านได้ในพระพุทธญาณของพระพุทธเจ้านั้น ในกัปที่ ๒๗ นับจากภัททกัปนี้ลงไป
ท่านได้เกิดเป็นบรมจักรพัตราธิราช บริบูรณ์ไปด้วยแก้วเจ็ดประการ ทรงไว้ซึ่งจักรวัตติสมบัติ
ประกอบด้วยกำลังกาย และกำลังสมบัติ กำลังพาหนะเป็นอันมาก อันนี้ก็เป็นผลของญาณสัญญาที่ท่านได้ในพระพุทธญาณนั้น
ในกาลบัดนี้ท่านก็เผากิเลสให้เหือดแห้งแล้ว โสฬัสกิจท่านก็ได้กระทำแล้ว กิจอื่นที่จะต้องกระทำต่อไปในเบื้องหน้ามิได้มีแล้ว
พรหมจริยาวาสท่านก็ได้อยู่จบแล้ว พระพุทธศาสนธรรมคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว
พระนาคเสนเถระ เมื่อได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกล่าวแก้พระอรหัตตผลด้วยประเภทคือ
แสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวพระคาถาว่า "ภิกษุผู้ฉลาดในอันถือเอานิมิตรแห่งจิตอันประกอบด้วยลักษณะ
มีกิริยาที่ยกย่องประคองจิต เป็นต้นว่าในสมัยนี้บุคคลพึงยกย่องประคองจิต ในสมัยนี้บุคคลพึงยกจิตให้รื่นเริง
ในสมัยนี้บุคคลพึงยังจิตให้มัธยัสถ์เป็นอุเบกขา ตั้งอยู่ในท่ามกลางดังนี้แล้ว
ภิกษุนั้นก็พึงรู้รสจิตอันเจริญพร้อมแต่กายวิเวก คือภิกษุนั้นจะได้เสวยเนือง
ๆ ความสุขอันเกิดแต่วิเวกนั้น ภิกษุผู้มีฌานด้วยอรัมมณูปนิฌาน อันเป็นประถมที่แรก
และด้วยลักขณูปณิฌานอันมีในภายหลัง เป็นผู้ฉลาดในอันรักษาพระกรรมฐานไว้และมีสติไปตั้งอยู่มั่นนั้นก็พึงได้นิรามิสสุข
พระนาคเสนเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ
ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษมิได้
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |