| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระราธเถระ

            พระราธเถระนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแสดงว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างปฎิภาณอันบังเกิดเป็นปัจจัย แก่อันกล่าวซ้ำ ซึ้งพระธรรมเทศนา แห่งพระบรมศาสดา
            ปัญหากรรมของพระราธเถระเริ่มแรกปรารภซึ่งมูลปณิธาน ปรารถนาสาวกบารมีมีญาณมาตราบเท่าได้บรรลุพระอรหัตสำเร็จสาวกภูมิ ดำรงอยู่ในเอตทัคคฐาน จนบรรลุพระปรินิพพาน
            ในกาลเมื่อศาสนาแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้านั้น พระราธเถระได้บังเกิดในเรือนแห่งตระกูลในหงสวดีนคร สมัยต่อมาเมื่อท่านได้สดับพระสัทธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้เห็นพระบรมศาสดาได้ตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศฝ่ายข้างปฎิภาณ ท่านจึงได้กระทำอธิการกุศลอันยิ่ง แล้วก็ปรารถซึ่งฐานันดรนั้น กุลบุตรนั้นครั้นอุตส่าหอุปฐากบำเรอพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่ตราบเท่าสิ้นชนมชีพแล้ว และเมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลนาน ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนา แห่งพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้มาปฎิสนธิในเรือนแห่งพราหมณ์ ในนครราชคฤห์มีนามว่า ราธมานพ ครั้นเมื่อชราภาพลงบุตร ภรรยาของตนเห็นว่า เป็นคนแก่ชราทำมาหากินไม่ได้แล้ว เขาก็ชวนกันขับเสียจากเรือน จึงมาคิดรำพึงในใจว่าในไม่ช้านับวันแต่จะตาย เราจะออกบรรพชาคอยท่าวันตายเถิด คิดดังนี้แล้วก็ไปสู่พระวิหาร อ้อนวอนขอบรรพชากับพระมหาเถระทั้งปวง แต่ไม่องค์ใดปรารถนาจะบรรพชาให้ ด้วยเข้าใจว่าเป็นพราหมณ์แก่ชรา
            อยู่มาวันหนึ่ง ราธพราหมณ์จึงไปสู่สำนักพระบรมศาสดา กระทำประพฤติปราศัยปฎิสันถารแล้วก็นั่งในที่สมควรสุดข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นอุปนิสัยสมาบัติของราธพราหมณ์นั้นมีอยู่ พระองค์จึงมีพระพุทธประสงค์เพื่อจะยังถ้อยคำให้บังเกิดขึ้น จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า บุตรภรรยาทั้งหลาย เขายังอุตส่าห์ปฎิบัติต่อท่านดีอยู่หรือประการใด ราธพราหมณ์จึงสนองพระพุทธฎีกาว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ การอุปฐากปฎิบัติจะมีแต่ที่ไหน ทุกวันนี้บุตรภรรยาเห็นว่า ข้าพระองค์เป็นคนแก่ชรา เขาก็ขับข้าพระองค์เสียแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูกร พราหมณ์ถ้ากระนั้นก็ท่านจะบวชเสียมิดีกว่าหรือ ราธพราหมณ์ทูลตอบว่า ทุกวันนี้ข้าพระองค์ก็อยากใคร่จะบวชอยู่แล้ว แต่ทว่าใครเขาจะบวชให้เล่า ไม่มีพระสงฆ์องค์ใดบวชให้ข้าพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์เป็นคนแแก่ชราเสียแล้ว
            พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้สัญญาแก่พระสารีบุตรเถระ ยังราธพราหมณ์ให้บรรพชาเป็นบรรพชิตแล้ว พระสารีบุตรเถระจึงพาราธพราหมณ์ไปสู่คามกาวาสวิหาร อันมีอยู่แทบใกล้บ้านแล้ว ท่านก็ให้อาวาสอันเป็นที่อยู่ให้อาหารบิณฑบาตอันประณีตแก่พระราธเถระ ผู้มีลาภอันได้มาด้วยยากเหตุที่บวชใหม่นั้น
            พระราธเถระ ครั้นได้เสนาสนะอันเป็นที่สบายและได้อาหารอันเป็นที่สบายแล้ว ก็เรียนพระกรรมฐานในสำนักพระสารีบุตรเถระ ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฎิสัมภิทาญาณ ลำดับนั้นท่านปรารถนาจะไปเยียมเยียนพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอยู่เป็นแท้ แต่ทว่าแสร้งตรัสถามว่า ดูกร สารีบุตรนิสสิตตกภิกษุรูปใดที่ตถาคตมอบให้แก่ท่าน ความกระสันมีแก่นิสสิตตกภิกษุรูปนั้นเช่นไรบ้าง พระสารีบุตรเถระจึงกราบทูลว่า ภิกษุผู้มีความรื่นเริงยินดี ในพระพุทธศาสนานั้น ก็พึงเป็นบุคคลเช่น ราธภิกษุ ฉะนี้เถิด
            ลำดับนั้น ถ้อยคำสนทนาว่า พระสารีบุตรเป็นผู้ประกอบด้วยกตัญญูกตเวที ก็บังเกิดขึ้นในท่ามกลางประชุมสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงสดับสังสนกต ถ้อยคำสรรเสริญนั้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาดำรัสเรียกพระภิกษุสงฆ์พร้อมกัน แล้วจึงมีพระพจนภาษิตว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ความที่สำแดงสารีบุตร ประกอบด้วยกตัญญูกตเวที ณ กาลบัดนี้นั้นไม่สู้เป็นอัศจรรย์นัก ในอดีตกาล สำแดงสารีบุตรได้บังเกิดแห่งอเหตุกปฎิสนธิ เป็นผู้ประกอบด้วยกตัญญูกตเวทีนี่แหละน่าอัศจรรย์นัก ในอดีตกาลล่วงแล้วช้านานยังมีบุรุษช่างไม้ทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ อยู่แทบเชิงเขาพากันเข้าไปสู่ราวป่าอันใหญ่ ตัดทัพพสัมภาระเครื่องไม้ทั้งหลายได้เป็นอันมาก แล้วมัดให้เป็นแพอันใหญ่แล้วหย่อนลงในคงคา ล่องมาตามแม่น้ำ
            ในกาลนั้น ยังมีคชสารตัวหนึ่ง เมื่อโน้มเหนี่ยวกิ่งไม้ด้วยงวง แต่ก็ไม่อาจจะทานกิ่งนั้นไว้ได้ จึงเหยียบยืนยันด้วยเท้าเหนือตอไม้อันแหลม ไม้ก็ทะลุเท้าเวทนาก็บังเกิด มิอาจดำรงการเดินไปโดยปกติได้ก็นอนอยู่ ณ ที่นั้น ครั้นล่วงไป ๒ - ๓ วัน คชสารนั้นได้เห็นชายช่างไม้เดินเข้าไปใกล้ จึงดำริว่าเราจะรอดชีวิตสืบไปได้เพราะอาศัยชนเหล่านี้ คิดแล้วจึงเดินตามรอยเท้าช่างไม้เหล่านั้น ช่างไม้เหล่านั้นครั้นเหลียวกลับมาก็เห็นช้างต่างก็ตกใจกลัว พากันวิ่งหนีไป ช้างเห็นคนเหล่านั้นกลัวก็หยุดยืนอยู่ ครั้นชนเหล่านั้นหยุดก็ติดตามไปอีก นายช่างไม้ผู้เป็นใหญ่จึงคิดว่าชะรอยจะมีเหตุในช้างนี้ คิดแล้วจึงให้บุรุษทั้งปวงขึ้นสู่ต้นไม้ ส่วนตนนั่งคอยท่าดูท่วงทีอยู่ ช้างนั้นก็เข้าไปใกล้ และเมื่อจะแสดงเท้าของตนก็ปริวัฒนาการกลิ้งเกลือกไปมา แล้วก็นอนลง ณ ที่นั้น ในกาลนั้นช่างไม้ผู้ใหญ่ก็บังเกิดความเข้าใจในอาการอันนั้น จึงบอกบุรุษทั้งปวงว่าชาวเราทั้งหลาย ช้างนี้มาด้วยภาวะเป็นไข้ว่าแล้วก็เดินเข้าไปใกล้ช้างนั้นก็เห็นแผลที่เท้า ก็เข้าใจได้ว่าช้างนี้มาหาเราเพราะเหตุนี้ จึงคว้านตอไม้ที่ตำเท้าอยู่นั้นด้วยพร้า แล้วผูกด้วยเชือกฉุดกกระชากชักตอไม้นั้นออกได้ แล้วจึงบีบที่ปากแผลเอาเลือดหนองออกจนหมด ชำระแผลด้วยน้ำฝาดทายาให้
            ช้างนั้น ครั้นรื้อจากไข้แล้วจึงมาดำริว่า ชนทั้งหลายนี้เขาได้มีอุปการแก่เรามาก ชีวิตที่เราได้ก็เพราะอาศัยชนเหล่านี้ เราควรจะประกอบด้วยความกตัญญูกตเวทีแก่ชนเหล่านั้นเถิด คิดแล้วก็ไปที่อยู่ของตน นำเอาโปดกลูกช้างน้อยมาให้แก่ช่างไม้ทั้งปวงนั้น ช่างไม้ทั้งหลายก็มีความชื่นชมยินดี เมื่อช้างนั้นหลีกไปลูกช้างน้อยนั้นก็เดินตามพ่อไป ช้างนั้นเมื่อรู้ว่าลูกติดตามมาก็ให้สัญญาด้วยเสียงเพื่อจะยังลูกให้กลับ ลูกช้างก็กลับไปยังสำนักช่างไม้ทั้งปวง ช่างไม้ทั้งปวงก็รู้แน่ว่าช้างตัวนี้จะพาลูกมาให้แก่เราเป็นแน่ จึงว่าแก่ลูกน้อยว่ากิจที่ท่านจะพึงกระทำในสำนักเราไม่มี ท่านจงกลับไปหาบิดาของท่านเถิด ฝ่ายช้างผู้เป็นบิดาจึงส่งลูกน้อยกลับไปให้ช่างไม้ทั้งปวงสามครั้ง
            จับเดิมแต่นั้นมาช่างไม้ทั้งหลายก็รับลูกช้างน้อยนั้นเป็นของตนเลี้ยงดูเอาไว้ ลูกช้างก็ช่วยนำทัพสัมภาระเครื่องไม้ที่ช่างไม้ทั้งหลายผูกมัดไว้ ฉุดลากไปกองไว้แล้ว กระทำอุปการอื่น ๆ โดยนิยมนั้นแท้จริง
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำมา ซึ่งเหตุนี้มาตรัสเทศนา แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย สำแดงสารีบุตรนี้ เป็นคนประกอบด้วย กตัญญูกตเวที คชสารใหญ่ในกาลครั้งนั้นคือ พระสารีบุตรเถระ ณ กาลครั้งนี้ ลูกช้างในกาลครั้งนั้นคือ ราธภิกษุผู้มีความเพียรอันสละลง จากนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสแสดงพระคาถาอันมีในคัมภีร์พระธรรมบทว่า นักปราชญ์ผู้มีปรีชามีถ้อยคำควรบุคคลจะถือเอา เมื่อเห็นบุคคลใดมีปรกติแสดงโทษที่บัณฑิตจะพึงละดุจบุรุษบอกซึ่งขุมทรัพย์ ฉะนั้น บุคคลพึงส้องเสพคบหาบุคคลผู้มีปรีชาเช่นนั้นเถิด เมื่อบุคคลคบหา บุคคลเช่นนั้นแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็นชนประเสริฐ
            ในสมัยต่อมาพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งพระราธเถระไว้ในเอตทัคคฐานที่เลิศ ฝ่ายข้างปฎิภาณกล่าวเทศนาซ้ำพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงนั้น
            ฝ่ายพระราธเถระ เมื่อดำรงชนมชีพอยู่ครบถ้วยกาลบริเฉทก็ดับขันธปรินิพพาน ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์ตัณหาและอุปทาน สิ้นชาติสิ้นภพมิได้มีเชื้อเหลืออยู่ ดับโดยไม่เหลือเศษ ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้ สิ้นน้ำมันและดับไป

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |