| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระทัพพมัลลบุตร

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จสถิตอยู่ ณ พระเวฬุวนารามป่าไม้ไผ่ อันเป็นที่พระราชาพระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์  สมัยนั้นพระทัพพมัลลบุตรเถระ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้ว สถิตนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
            พระทัพพมัลลบุตร เป็นราชบุตรพระเจ้ามลราช ท่านเป็นผู้มีอภินิหารได้อบรมมาแทบเบื้องบาทมูลพระปทุมุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้สร้างสมบุญญาภิสมภารบารมีมาช้านานประมาณได้แสนกัป ครั้นมาในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ท่านได้มาบังเกิดในครรภ์พระราชเทวี อัครมเหสีพระเจ้ามลราช เหตุที่ท่านมีอภินิหารได้สร้างสมอบรมมาแล้ว ท่านจึงได้ไปยังสำนักพระมารดาอ้อนวอนขอบรรพชา เมื่อท่านอายุได้เจ็ดขวบ ฝ่ายพระราชมารดาดำริว่า พระราชกุมารนี้เมื่อบรรพชาแล้ว และรักษาพรหมจรรย์อยู่นั้น  เมื่อไม่สามารถจะศึกษาสำเนียกในพรหมจรรย์ได้  ก็คงจะต้องกลับมาในที่นี้เอง ดำริดังนั้นแล้วจึงยอมอนุญาตให้บรรพชา
            ทัพพมัลลบุตรราชกุมาร จึงเข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระผู้มีพระภาค จึงพิจารณาดูปอุปนิสัยอุปสมบท ของพระราชกุมารนั้นแล้ว พระองค์จึงอนุญาตให้บรรพชา สมัยเมื่อท่านจะบรรพชานั้น ภพทั้งสามก็เข้ามาปรากฎประหนึ่งว่าเพลิงไหม้  ต้นเหตุโอวาทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทาน พระทัพพมัลลบุตรก็ตั้งไว้ซึ่งพระวิปัสสนาญาณปัญญา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยอภิญญาหก และพระปฎิสัมภิทาสี่ประการ ธรรมวิเศษอันใดที่พระสาวกพึงถึงพึงได้  เป็นต้นว่า ไตรวิชา ปฎิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ นพโลกุตรธรรม ๙  นั้น ท่านก็ได้ตรัสรู้สิ้นทั้งปวง
            เมื่อพระทัพพมัลลเถระ ผู้นับในอสีติมหาสาวกนั้น ท่านมีพระวัสสาได้เจ็ดขวบ ท่านได้กระทำให้แจ้งพระหัตสำเร็จบรรพชิตกิจแล้ว ท่านได้เปล่งวาจาเป็นอาทิอุทานคาถาไว้ว่า ธรรมวิเศษอันใดอันหนึ่งที่พระสาวกจะพึงถึงนั้น ธรรมวิเศษทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น เราก็ได้ถึงแล้ว
            วันหนึ่งพระทัพพมัลลเถระ เที่ยวไปในนครราชคฤห์เพื่ออาหารบิณฑบาต เมื่อเวลาปัจจาภัตร แสดงวัตตปฎิบัติแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ท่านก็เข้าสู่ที่สบายกลางวัน ทำซึ่งกาลบริเฉทกรรมกำหนดไว้ ซึ่งเวลาแล้วก็เข้าสู่ฌาณสมาบัติ ครั้นถึงเวลากาลบริเฉทควรแก่กำหนดไว้แล้ว ท่านก็ออกจากผลสมาบัติ จึงมาพิจารณาดูอายุสังขารของท่าน  อายุสังขารทั้งหลายอันควรจะสิ้นมีประมาณครู่หนึ่งเล็กน้อย ก็เข้ามาปรากฎแก่ท่าน ท่านจึงดำริว่า เราจะไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า และอำลาบอกเล่าพระภิกษุสงฆ์สพรหมจรรย์ทั้งปวง ให้แจ้งแล้วเราจะมาปรินิพพานโดยสมควรแก่อันนั่งอยู่ ณ ที่นั้นก็ได้ แต่ทว่าจะกระทำเช่นนี้ดูหาสมควรไม่  เราจะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ยังพระองค์ให้ทรงพระอนุญาตปรินิพพาน แล้วเราจะแสดงวัตตปฎิบัติแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อเราจะแสดงอานุภาพของเราให้ปรากฎ เพื่อจะแสดงภาวะแห่งพระพุทธศาสนาว่าเป็น นิยานิกธรรมนำสัตว์ออกจากสังสารภพ แล้วอาจจะมานั่งเหนือนภากาศเข้าสู่ เตโชธาตุสมาบัติ แล้วจึงจะปรินิพพานเถิด  ครั้นเมื่อเหตุเป็นเช่นนี้แล้ว ชนทั้งหลายใดที่หาศรัทธา และปสันนาการเลื่อมใสในเรามิได้นั้น ความเลื่อมใสก็จะบังเกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายนั้น เมื่อความเลื่อมใสบังเกิด ชนทั้งหลายก็จะประพฤติเป็นประโยชน์และสุขแก่ตนสิ้นกาลช้านาน
            เมื่อท่านดำริดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้วนิสัชนาการอยู่ ณ เอกมันตฐานที่ควรแห่งหนึ่ง แล้วกราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า กาลอันนี้เป็นกาลอันจะปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุแห่งข้าพระพุทธบาทแล้ว ข้าพระบาทขอกราบทูลกาลอันจะปรินิพพานให้ทรงทราบ
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาอายุสังขารพระทัพพมัลลบุตรเถระ ครั้นทรงทราบซึ่งวาระแห่งพระทัพพมัลลบุตรเถระนั้นมีอายุอันสิ้นแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ท่านพึงรู้ซึ่งกาลอันควรในกาลบนัดนี้เถิด พระทัพพมัลลบุตรเถระถวายนมัสการ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าหนึ่งรอบแล้ว จึงแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฎิหารย์เหาะขึ้นสู่ห้องนภานั่งมีบัลลังก์ในพื้นนภากาศอันหาระหว่างมิได้ แล้วท่านก็เข้าสู่เตโชกสิณสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
            มีคำพระอัฎฐกถาจารย์พรรณาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระน้ำจิตของพระทัพพมัลลบุตรเถระนี้แล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรทัพพ ท่านจงแสดงอิทธิปาฎิหารย์ให้ตถาคตและภิกษุสงฆ์เห็นก่อนเถิด พระทัพพมัลลบุตรเถระ จึงแสดงอิทธิปาฎิหารย์อันเป็นสารธารณทั่วไปในพระสาวกทั้งหลาย โดยนัยเป็นอาทิคือองค์เดียวและกระทำให้มากหลายองค์ออกไปเป็นต้น แล้วถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเหาะขึ้นไปในนภากาศนฤมิตเป็นแผ่นปฐพีเหนืออากาศ ก็นั่งมีบัลลังก์เหนือแผ่นปฐพีที่นฤมิตนั้น ท่านจึงกระทำบริกรรมเตโชกสิณ เหตุถึงพร้อมด้วยจตุตถญาณ ออกจากสมาบัติแล้วก็อาวัชนาการพิจารณาดูสรีรกายของท่าน แล้วก็เข้าสู่สมาบัติอีก กระทำอธิษฐานบันดาลให้เกิดเป็นเตโชธาตุเผาสังขารร่างกาย แล้วท่านก็ดับขันธปรินิพพาน เตโชธาตุในสริรร่างกายของท่าน ก็บันดาลบังเกิดเป็นเปลวเพลิงเผาร่างกายทั้งปวงพร้อมกันกับด้วยคำอธิษฐาน
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบซึ่งปรินิพพานด้วยสิ้นเชิงหาเชื้อคือตัณหามิได้และหาทิฏฐิเข้าไปถือเอาอาศัยมิได้ของพระทัพพมัลลบุตรเถระ โดยควรแก่อาการทั้งปวงแล้ว พระองค์จึงทรงเปล่งพระพุทธฎีกาอุทานวาจาเพื่อจะแสดงซึ่งเหตุนั้นว่า รูปกายอันเนื่องมหาภูตรูปสี่มีอันอาศัยซึ่งแตกและทำลายเป็นต้น เป็นประเภทสิ้นทั้งปวงแห่งทัพพมัลลบบุตรภิกษุนั้นแตกทำลายแล้ว ก็อันตรธานสูญสิ้น แล้วด้วยหาเศษมิได้ถึงซึ่งภาวะอันเป็นอนุปัตติธรรมไม่บังเกิดอีกเลย สัญญาทั้งหลายทั้งปวง มีรูปสัญญาเป็นต้น เป็นประธานเป็นประเภทแห่งทัพพมัลลบุตรนั้นก็ดับแล้วด้วยอัปปฏิสนธิกนิโรธ คือไม่ติดต่อคืนมาอีก เหตุว่าสัญญาทั้งปวงนั้น ดับด้วยอัปปฏิสนธิกนิโรธแล้ว เวทนาทั้งหลายอันบังเกิดแต่กุศลและอกุศลนั้น ทัพพมัลลบุตรดับเสียได้ แต่ในขณะเมื่อพระอรหัตตผลบังเกิดแล้วนั้น ธรรมคือสังขารทั้งปวง มีผัสสะเป็นอาทิอันสำเร็จด้วยวิบากเป็นประเภทนั้นรำงับเสียแล้วโดยวิเศษ เหตุดับด้วยอันปฏิสนธิกนิโรธถึงว่า วิญญาณที่เป็นสุขอันสำเร็จด้วยวิบากก็ถึง ซึ่งวินาศฉิบหายขาดไปแล้ววด้วยอัปปฏิสนธิกนิโรธแท้จริง

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |