| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
เนื้อความตามพระคัมภีร์เถรคาถา
และคัมภีร์พระอปทาน
มีเนื้อความว่า พระธนิยเถระ ท่านมีอภินิหารบารมีได้อบรมมาแล้วในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน
ครั้นมาในกาลเมื่อพระพุทธศาสนาของพระสิขีพุทธเจ้า ท่านได้เกิดในเรือนของตระกูลหนึ่ง
เมื่อเจริญวัยกุลบุตรผู้นั้นได้เห็นพระบรมศาสดาก็มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำสักการบูชาพระบรมศาสดาด้วยระเบียบของดอกไม้อ้อ
เมื่อกุลบุตรผู้นั้นทำลายเบญจขันธ์จากอัตตภาพนั้นแล้ว และท่องเที่ยวอยู่ในสวรรค์และมนุษย์ด้วยบุญกรรมกุศลนั้น
สิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในพระพุทธศาสนกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรผู้นั้นก็ได้มาเกิดในตระกูลช่างหม้อ
ในกรุงราชคฤห์
มีชื่อว่า
ธนิยกุลบุตร
ครั้นเจริญวัยก็เลี้ยงชีวิตด้วยกุมภการกรรมปั้นหม้อขาย
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิตนั่งในโรงปั้นหม้อของธนิยมานพ จึงทรงเทศนาธาตุวิภังคสูตร
แจกออกซึ่งธาตุทั้งหก แก่ปุกกุสาติกุลบุตรคือ พระยาปุกกุสาติราช ๆ นั้นครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาธาตุวิภังคสูตรนั้นแล้ว
ก็เป็นบุคคลมีโสฬัสกิจ ๑๖ ประการ กระทำสำเร็จแล้วและดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
ธนิยมานพนั้น ครั้นได้ฟังความว่า ปุกกุสาติกุลบุตรนั้นปรินิพพานแล้ว จึงมารำพึงว่า
ดังเราปริวิตกพระพุทธศาสนานี้เป็นนิยยานิกธรรมนำสัตว์ออกจากภพได้ อาจเพื่อจะปลดเปลื้องสัตว์ให้พ้นจากวัฎฎทุกข์ได้ด้วยกิริยาที่ประพฤติราตรีหนึ่งเท่านั้น
ดำริดังนี้แล้วก็ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนาแล้วก็ได้บรรพชาประกอบเนือง ๆ ในกิริยาที่จะประดับประดากุฎีแล้วอยู่อาศัย
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสติเตียน ท่านก็อยู่ในเสนาสนะอันเป็นของสงฆ์ อุตสาห์เจริญวิปัสนากรรมฐานในไม่ช้าก็บรรลุพระอรหัต
เหตุการดังนั้น ท่านจึงได้กล่าวประกาศบุพพจริตาปทาน แสดงกุศลสุจริตที่ได้ประพฤติมาในกาลก่อน
เพื่อจะให้เป็นเยี่ยงอย่างให้แก่มัจฉิมาชนตาสัตว์ ผู้จะได้ประพฤติในกาลภายหลังในคัมภีร์พระอปทานว่า
ในกาลปางก่อนท่านได้เห็นองค์พระสิขีพุทธเจ้าก็มีความเลื่อมใสศรัทธา จึงถือเอาระเบียบของดอกอ้อกระทำสักการะบูชา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผลการบูชาครั้งนั้น ท่านมิได้ไปบังเกิดในทุคคติภพเลยตลอด
๓๑ กัป นับแต่ภัททกัปนี้ลงไป บัดนี้ท่านก็ได้เผากองสรรพกิเลสทั้งหลายให้เหือดแห้งขาดสูญจากสันดานแล้ว
พระพุทธศาสนธรรมท่านก็ได้กระทำสำเร็จแล้วทุกประการ
พระธนิยเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระภิกษุทั้งหลายเหล่าใดที่ประพฤติยกตนข่มท่านด้วยกิริยาที่สมาทานรักษาธุดงค์แล้ว
ดูถูกดูหมิ่นภิกษุทั้งหลายอื่นอันยินดีด้วยลาภ มีสังฆภัตรเป็นอาทินั้น เมื่อท่านจะกล่าวแก้พระอรหัตผลด้วยอุบายที่ให้โอวาทภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น
จึงกล่าวเป็นพระคาถาว่า "ภิกษุผู้ประกอบด้วยความเคารพ คารวะ อันกล้าด้วยกิริยาที่เหลียวแลอยู่ในความที่ตนเป็นสมณะนั้น
ผิว่ามีความปรารถนาเพื่อจะเลี้ยงชีวิตให้เป็นสุข ในความที่ตนเป็นสมณะแล้ว
ก็พึงละเว้นอเนสนะ การแสวงหาสอันไม่ควร ๒๑ ประการ มีเวชชกรรม และทูตกรรมเป็นอาทินั้นให้ห่างไกล
อนึ่งภิกษุอย่าพึงดูถูกดูหมิ่นจีวรและอาหารอันถึงแล้วแก่สงฆ์ ชื่อว่าลาภอันเกิดขึ้นแก่สงฆ์นั้นเป็นลาภอันบังเกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์
เมื่อภิกษุบริโภคจตุปัจจัยลาภอันบังเกิดแก่สงฆ์โดยบริสุทธิ์นั้นแล้ว สามัญสุขคือสุขในความเป็นสมณะนั้นก็จะตั้งอยู่ในเรือนหัตถ์ของภิกษุนั้นด้วย
ความเป็นผู้บริสุทธิ์ด้วย อาชีวปาริสุทธิ์ศีล ประการหนึ่งภิกษุผู้ประกอบด้วยความคารวะเคารพกล้า
ด้วยกิริยาที่มีความอาลัยเหลียวแลอยู่ในความเป็นสมณะนั้น มิว่าจะมีความปรารถนาความสุขความสำราญ
พึงเสพเสนาสนะคือที่นอนและที่นั่ง ดุจงูเสพปล่องที่หนูและสัตว์อื่นทำไว้ฉันใด
ภิกษุผู้ไม่ต้องการความเศร้าหมอง พึงละอเนสนะ การแสวงหาอันไม่ควร ๒๑ ประการ
มีเวชกรรมและทูตกรรมเป็นต้น พึงถึงความสันโดษยินดีพร้อมด้วยปัจจัยอันต่ำช้าและประณีตอันใดอันหนึ่ง
ควรแก่อันได้นั้น แท้จริงเมื่อภิกษุประกอบเนือง ๆ ความเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยความสุขทั้งปวงอันหาโทษมิได้คือโลกียสุขและโลกุตตระสุขก็ตั้งอยู่ในเงื้อมหัตถ์แท้จริง
เหตุการณ์ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้มีพระพุทธฎีกาตรัสเทศนามาไว้ว่า
"บุคคลผู้ไม่ประมาทไม่ปราศจากสตินั้น เป็นบุคคลประกอบด้วยฌานนั้น ย่อมจะบรรลุถึงวิบูลสุขอันแพร่หลาย"
พระธนิยเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระฉิปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |