| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระมหานามเถระ

            ในมหานามเถรวัตถุนี้ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกำหนดด้วยบทพระคาถาเบื้องต้นว่า ท่านมีอภินิหาร บารมีได้ก่อสร้างบำเพ็ญไว้ใกล้บาทมูล ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลปางก่อนเป็นอันมาก สั่งสมกองการกุศลทั้งหลายอยู่ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก ครั้นมาในกาลเมื่อพระศาสนาของพระสุเมธพุทธเจ้านั้น ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ สำเร็จในวิชาสำหรับพราหมณ์ทั้งปวง สละเพศฆราวาสออกบรรพชาเป็นดาบส สร้างอาศรมอาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นผู้เฒ่าสำหรับบอกมนต์ แก่พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นอันมากและเที่ยวอยู่
            อยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปยังอาศรมของดาบสนั้น ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาก็มีจิตเลื่อมใสยังอันเตวาสิกทั้งหลาย ให้ตกแต่งอาสนะถวาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถิตนั่งแล้ว ดาบสนั้นก็น้ำน้ำผึ้งมีรสอันอร่อยหวานนั้นเข้ามาถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฉันน้ำผึ้ง แล้วจึงตรัสพยากรณ์กาลอนาคตแล้วก็เสด็จหลีกไป
            ดาบสนั้นครั้นทำลายเบญจขันธ์จากอัตภาพนั้นแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลกด้วยผลที่ตนได้ถวายน้ำผึ้งนั้น เมื่อเวียนวนอยู่ในเทวโลกสุคติและมนุษยคติสิ้นกาลช้านาน
            ครั้นมาในพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ได้มาเกิดในตระกูลพราหมณ์ในนครสาวัตถี มีชื่อว่า มหานามมานพ เมื่อเจริญวัยก็เข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนาแล้วก็ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงออกบรรพชาในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเรียนพระกรรมฐาน เมื่อเข้าไปกระทำสมณธรรมอยู่แทบภูเขาชื่อ เนสาทกบรรพต ท่านไม่อาจข่มกิเลส ซึ่งเป็นข้าศึกของพระกรรมฐานนั้นได้ ทำให้มีความเหนื่อยหน่ายชิงชังตนเอง ด้วยนมสิการกำหนดในใจว่า จะประโยชน์อะไร ด้วยชีวิตของเราผู้มีจิตอันเศร้าหมอง ตายเสียเถิดประเสริฐกว่าอยู่ คิดดังนี้แล้วจึงขึ้นไปสู่ยอดสิงขรบรรพตด้วยดำริว่า เราจะยังอัตภาพให้ตกลงจากภูเขานี้ให้ตายเสียเถิด จึงกล่าวเป็นพระคาถาว่า "ดูกรมหานามภิกษุ ผิและว่าท่านมักสละพระกรรมฐานแล้ว และเป็นบุคคลมากไปด้วย ความปริวิตกแล้ว ตัวของท่านั้นก็คงจะต้องฉิบหาย เสียจากภูเขาเนสาทบรรพต อันเป็นที่อยู่อาศัยเป็นที่สบายบริบูรณ์ไปด้วยน้ำท่า และฉายาเงารุกขชาติ เราจะยังตัวท่านให้ตกตายจากยอดภูเขา ณ กาลบัดนี้  เหตุดังนั้นท่านอย่าพึงเป็นคนเป็นไปในอำนาจของความวิตกเลย" พระมหานามเถระคุกคามตะคอกขู่ตนเอง ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงอุตส่าห์พยายามยกจิต ขึ้นสู่ห้องพระกรรมฐาน เจริญพระวิปัสนาญาณ ไม่ช้าท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมพระจตุสัมภิทาญาณ
            เหตุการณ์ดังนั้น ท่านจึงกล่าวเป็นพระคาถาแสดงบุพพจริยาความประพฤติในกาลก่อนของตนไว้ในคัมภีร์พระอปทาน ว่า "ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระสุเมธพุทธเจ้า ท่านได้เกิดเป็นดาบสบอกกล่าวมนต์แก่พราหมณ์อันเตวาสิก ในกาลครั้งนั้นพระสุเมธพุทธเจ้าทรงพระอนุเคราะห์แก่ท่าน เสด็จมายังอาศรมของท่าน ท่านได้กระทำหญ้าเรียบเรียงเป็นพระพุทธอาสน์ถวาย ได้นำเอาน้ำผึ้งหึ่งมีรสอันอร่อยมาถวาย ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงฉันเสร็จแล้วจึงมีพระพุทธวจนภาษิตแก่ท่านว่า ท่านผู้ใดได้ถวายน้ำผึ้งแก่พระตถาคต ด้วยจิตอันเลื่อมใส ได้ถวายด้วยมือของตน ตถาคตจะแสดงผลของมธุทานนั้น ด้วยผลของมธุทานก็ดี ด้วยผลอันลาดหญ้า ต่างอาสนะนี้ก็ดี ผู้นั้นจะได้อภิรมย์ยินดีในเทวโลกสิ้น ๓๐ กัป ในที่สุด ๓๐ กัปนั้นพระบรมศาสดาผู้ทรงพระนามว่าโคดม ท่านจะได้บังเกิดในตระกูลพระเจ้าโอกกากราช แล้วจะได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในโลก  ตัวท่านจะได้เป็นพระพุทธชิโนรสอันธรรมตกแต่ง จะได้เป็นผู้รับทรัพย์มรดกในธรรมทั้งหลายของพระโคดมบรมศาสดานั้นแล้ว ท่านจะได้กำหนดรู้อาสวะทั้งหลายทั้งปวง จะเป็นบุคคลหาอาสวะกิเลสมิได้แล้วจะบรรลุพระปรินิพพาน
            ครั้นท่านลงมาจากเทวโลกมาปฏิสนธิในมนุษยโลกนี้และตั้งอยู่ในครรภ์มารดานั้น ห่าฝนน้ำผึ้งมีรสเสมอด้วยน้ำผึ้งก็ตกลงมา ในเมื่อท่านออกจากครรภ์มารดา ขณะนั้นขุมทรัพย์ก็เกิดขึ้นและห่าฝนน้ำผึ้งนั้นก็ตกลงมา เมื่อท่านสิ้นกาลเป็นนิจมิได้ขาด ครั้นท่านออกจากฆราวาสมาบรรพชาในพระธรรมวินัย ท่านก็ได้อันนปานาหารสำเร็จโดยประสงค์ ผลอันนี้ก็เป็นผลของมธุทานนั้น อนึ่งท่านมั่งคั่งบริบูรณ์ไปด้วยสรรพกามคุณทั้งปวงครอบงำเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ก็เพราะด้วยผลของมธุทานนั้น ถึงว่าท่านจะได้บรรลุอาสวขัยคือ สิ้นไปจากสรรพอาสวะบัดนี้ ก็เพราะด้วยผลของมธุทานนั่นเอง ในกาลเมื่อฝนตกแล้วติณชาติทั้งหลายก็งอกขึ้นเหนือภูมิภาคสูงประมาณสี่องคุลี มีดอกอันบานงามนั้น ท่านก็ย่อมอยู่ ณ ภพใต้รุกมูลชาติร่มไม้ มีสัณฐานดังมณฑปในสุญญาคารเสนาสนะ อันดาษไปด้วยติณชาติทั้งหลายนั้นเป็นสุขสำราญสิ้นกาลเป็นนิจ หาอาสวะมิได้ ท่านล่วงภพทั้งหลายทั้งปวงอันต่ำช้า ปานกลาง และประณีต อาสวะทั้งหลายของท่านสิ้นหมดแล้วในเพลาวันนี้ ภพก็มิได้มีแก่ท่าน แล้วในกาลบัดนี้ ท่านได้ถวายมธุทานอันใดในที่สุด ๓๐ กัป ในกาลครั้งนั้นท่านไม่รู้จักทุคติภพเลย อันนี้ก็เป็นผลของมธุทานนั้นติดตามอำนวยผล บัดนี้กิเลสทั้งหลายของท่านก็ได้เผาเสียสิ้นแล้ว ศาสนธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านก็ได้กระทำสำเร็จสิ้นแล้ว กิจอื่นที่จะต้องกระทำสืบไปมิได้มี
            พระมหานามเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารถ้วนกาลกำหนดแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |