| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
ใจความในสุภัททวัตถุนี้
พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกำหนดด้วย พระคาถามีเนื้อความว่า ท่านได้มีปณิธานในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน
และเมื่อเข้าไปสั่งสมบุญกรรมการกุศลทั้งหลายอยู่ในภพนั้นๆ ทุก ๆ ภพ ครั้นมากาลพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า
ท่านได้เกิดในเรือนของตระกูลหนึ่ง อันบริบูรณ์ด้วยทรัพยสมบัติ และเป็นตระกูลที่บริบูรณ์ด้วยศรัทธา
ครั้นเจริญวัยมารดาและบิดาก็ให้มีเครื่องผูกคือ ให้มีเหย้าเรือน และกุลบุตรนั้น
เป็นคนเลื่อมใสศรัทธา ในพระรัตนตยาทิคุณ ครั้นได้เห็นพระสรีรของพระบรมศาสดาที่ทรงบรรทมอยู่เหนือแท่นมรณปัญจอาสน์
เมื่อเวลาจวนจะเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน กุลบุตรนั้นได้กระทำสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อพระพุทธองค์จวนจะเข้าสู่พระปรินิพพานนั้นดอกไม้ธูปเทียนชวาลามีนานัปประการต่าง
ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสพยากรณ์กุลบุตรนั้นว่า
กุลบุตรผู้นี้สืบไปในอนาคต พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระโคดมจะได้มาตรัสในโลกในที่สุดแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป
พระโคดมพุทธเจ้าได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จะเที่ยวไปโปรดสัตว์อยู่ ๔๕ พระวัสสาแล้ว
จะเสด็จไปบรรทมเหนือพระแท่นมรณปัญจอาสน์ เมื่อจวนจะนิพพานจะได้แสดงพระธรรมเทศนาแก่กุลบุตรผู้นี้
ๆ จะได้เป็นปัจฉิมพุทธเวไนย
จะได้เข้าไปสู่สำนักของพระโคดมพุทธเจ้า ต่อเมื่อจวนจะปรินิพพาน จะได้รับพระราชทานมรรคผลพ้นจากอาสวะแล้ว
เหตุดังนั้น พระสุภัททเถระจึงได้เป็นปัจฉิมพุทธเวไนย
กุลบุตรนั้น เมื่อจุติจากเบญจขันธ์ด้วยความโสมนัส ด้วยกองการกุศลก็ได้ไปเสวยทิพยสมบัติในเทวโลกทั้งหลาย
ครั้นจุติจากเทวสถานนั้นแล้ว เมื่อมาอุบัติบังเกิดในกำเนิดของมนุษย์ทั้งปวง
ก็มีชนทั้งหลาย หากกระทำสักการบูชาด้วยจุรณของคันธชาติ และบุปผาชาติทั้งหลายในที่บังเกิดนั้น
ตกว่าบังเกิดในที่ใดก็มีบุคคลกระทำสักการบูชาในที่นั้น
ครั้นมาในพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรผู้นั้นก็ได้มาเกิดในตระกูลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ
ครั้นเจริญวัยแล้วก็เล็งเห็นโทษในเบญจกามคุณ กาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน
กำหนดเพียงใดก็ดี กุลบุตรนั้นก็ไม่ได้เพื่อจะประสบพบพระผู้มีพระภาคเจ้ากำหนดกาลมีประมาณเท่านั้น
และกุลบุตรนั้นปรากฎนามว่าสุภัททะ นั้น เพราะด้วยบุญอันเจริญดีที่ตนได้กระทำไว้แต่กาลปางก่อน
ในกาลนั้น สุภัททปริพาชกจึงได้เข้าสู่สำนักพระศาสดา ทูลถามลัทธินิครนถ์ ภายนอกพระศาสนา
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามเสียซึ่งลัทธินั้นแล้ว จึงแสดงสมณภายในพระศาสนาว่ามีอยู่สี่จำพวกคือ
บุคคลในหนทางพระโสดาปัตติมรรค พระสกทาคามีมรรค พระอนาคามิมรรค พระอรหันตมรรค
ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้วก็ได้ชื่อว่า ทุติยสมณะ ได้อนาคามิผลแล้วก็ได้ชื่อว่า
ตติยสมณะ ครั้นได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้วได้ชื่อว่า จตุตถสมณะ เป็นพระสมณในพระศาสนาสี่จำพวกด้วยกัน
สุภัทท นั้น ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาก็ได้สำเร็จกพระอรหัต แล้วก็ได้บรรพชาเป็นเอหิภิกขุภาวะ
ในพระศาสนาเป็นปัจฉิมพุทธเวไนย เมื่อท่านมีชนมายุถ้วนกำหนดแล้ว ก็ดับกรรมชรูป
และวิบากขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ สิ้นเชื้อตัณหาและอุปาทาน
สิ้นชาติสิ้นภพ มิได้บังเกิดต่อไปอีกในเบื้องหน้า อุปมาดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้
และน้ำมันแล้ว และดับไป
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |