| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระมหาโกฎฐิตเถระ

            พระมหาโกฎฐิตเถระนี้ ในกาลเมื่อศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้านั้น ท่านได้บังเกิดในมหาโภคตระกูล มีโภคสมบัติมาก อยู่ในนครหงสาวดี เมื่อเจริญวัยครั้นบิดามารดากระทำกาลกิริยาล่วงไปแล้ว ก็อยู่ครอบครองฆราวาสเหย้าเรือน อยู่มากาลวันหนึ่ง เป็นกาลแสดงพระธรรมเทศนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า กุลบุตรนั้นได้ไปฟังพระธรรมเทศนาพร้อมฝูงชน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานฐานันดร ตั้งพระภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคะฐานที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างแตกฉานในพระปฎิสัมภิทาญาณสี่ จึงมาตั้งจินตนาการว่า เราพึงได้เป็นเช่นนั้นบ้าง ดำริดังนี้แล้วจึงเข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า อาราธนาพระพุทธองค์ รับภิกษาหารของตนในตอนเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีภาพนิ่งอยู่ กุลบุตรผู้นั้นก็กลับมายังเคหฐานของตน ทำการประดับประดาอาสนะ ด้วยพวงมาลามาลัยดอกไม้ และของหอมตลอดคืน แล้วจัดแจงตกแต่งขาทนuยโภชนียาอันประณีตบรรจง ครั้นราตรีนั้นล่วงไปแล้ว จึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้งพระสงฆ์บริวารให้ฉันยาคู และของเคี้ยวสูปพยัญชนะรสาหาร อันมีรสเลิศต่าง ๆ ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว กุลบุตรนั้นจึงดำริว่า เราปรารถนาฐานันดรอันใหญ่ จะถวายทานแต่วันเดียวนั้นไม่ควร ชอบแต่จะถวายให้ได้สักเจ็ดวัน แล้วจึงค่อยปรารถนาเถิด ดำริแล้วก็ถวายทานถ้วนเจ็ดวัน
            ครั้นเสร็จภัตตกิจแล้ว กุลบุตรผู้นั้นก็ให้ไขคลังผ้า นำมาตั้งไว้แทบบาทมูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ล้วนแต่ผ้าดีมีเนื้อละเอียด สุขุมควรกับไตรจีวรแล้ว จึงถวายแก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน  เสร็จแล้วกราบทูล ขอให้ตนพึงได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างแตกฉานในพระปฎิสัมภิทาญาณสี่ประการ ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าซึ่งจะได้ตรัสในอนาคตกาลนั้นเถิด
            พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าความปรารถนาของกุลบุตรนั้นจะสำเร็จ จึงทรงตรัสพยากรณ์ว่า สืบไปในอนาคตกาล ในที่สุดของแสนกัปนี้ไป พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า โคดม จะได้มาอุบัติในโลก ความปรารถนาของท่านจะได้สำเร็จในพระศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น
            กุลบุตรนั้น ครั้นได้รับคำพยากรณ์แล้ว ก็อุตส่าห์บำเพ็ญกองการกุศล ตราบเท่ากำหนดอายุของตน และเมื่อเวียนว่ายอยู่โลกสวรรค์และโลกมนุษย์ เสาะสร้างกุศลสมภารบารมีมาในภพทั้งปวง สิ้นกาลช้านาน
            ครั้นมาในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ กุลบุตรนั้นก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในนครสาวัตถี มีชื่อว่า โกฎฐิตมานพ ครั้นเจริญวัย ก็เล่าเรียนไตรเพท ถึงความชำนิชำนาญในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ อยู่มาวันหนึ่งมานพนั้นได้ไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ได้ศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็ออกบรรพชาอุปสมบท อุตส่าห์กระทำสมณธรรม เจริญพระวิปัสนากรรมฐานไม่นาน ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมพระปฎิสัมภิทาญาณทั้งสี่ มีวสีอันสั่งสมในพระปฎิสัมภิทาญาณทั้งสี่ประการ
            ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำมหาเวทัลลสูตร เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงตั้งพระโกฎฐิตเถระไว้ในอัครฐานที่เลิศว่า ขันธบัญจกอันใด ที่เป็นผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุทั้งหลาย บรรดาที่บรรลุปฎิสัมภิทานี้ ขันธบัญจกนั้นคือ มหาโกฎฐิตคภิกษุ
            สมัยต่อมา พระมหาโกฎฐิตเถระนี้ ท่านเป็นผู้ระลึกถึงบุพพกรรมการกุศล ที่ตนได้สั่งสมไว้ในปุริภาพแล้ว ก็บังเกิดความโสมนัส จึงเปล่งวาจาอันประกอบด้วย โสมนัสญาณว่า ในกาลเมื่อพระปทุมุตตระพุทธเจ้าได้มาอุบัติบังเกิดในแสนกัป ในกาลครั้งนั้น เราได้เกิดเป็นกฎุมพีในนครหงสาวดี ได้สดับพระธรรมเทศนา ได้สดับพระพุทธฎีกา ทรงตั้งพระภิกษุองค์หนึ่งซึ่งแตกฉานในพระปฎิสัมภิทาญาณทั้งสี่ ก็มีจิตรักใคร่ในฐานันดรนั้น เราได้อาราธนาพระบรมศาสดากับพระสงฆ์สาวก ให้ทรงกระทำภัตตกิจถ้วนเจ็ดวัน ก็ถวายสุขุมวัตถาแก่พระพุทธองค์กับทั้งพระสงฆ์สาวก แล้วเราก็ได้กระทำปณิธานปรารถนาฐานันดรนั้น ในกาลนั้น พระบรมศาสดา จึงตรัสพยากรณ์ไว้ว่า เราจะได้สำเร็จฐานันดรนั้น สมความปรารถนาในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระโคดมพุทธเจ้าจะได้มาตรัสในโลก เราจะได้รับทรัพย์มรดกคือ มรรคธรรม และผลธรรม แตกฉาน จะได้เป็นสาวกของพระบรมศาสดา ครั้นเราได้ฟังพระพุทธฎีกาพยากรณ์ก็บังเกิดปรีดาปราโมทย์ จึงอุตส่าห์บำเพ็ญบุญกิริยาใหญ่น้อยต่าง ๆ ตั้งมั่นด้วยปัญญาตราบเท่ากำหนดชีวิต ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ เสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลกสิ้น ๓๐ ชาติ ได้มาบังเกิดเป็นบรมจักรสิ้น ๕๐๐ ชาติ ได้บังเกิดเป็นพระยาประเทศราช บริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัตินับชาติไม่ถ้วน ด้วยเหตุของกุศลกรรมนั้น เราย่อมท่องเที่ยวอยู่แต่ภพทั้งสองคือ สวรรค์ และมนุษย์ ไม่ได้ไปสู่ทุคติภพเลย เมื่อเรามาเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดแต่ในตระกูลกษัตริย์และตระกูลพราหมณ์เท่านั้น ครั้นมาในปัจฉิมภพนี้ เราก็ได้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนครสาวัตถี มารดาชื่อว่า จันทวดี บิดาชื่อ อัสสลาย พราหมณ์ ในกาลใดพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำบิดาของเราไปให้ทำลายจากทิฎฐิ เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันบริสุทธิ จากอกุศลธรรมทั้งปวง ในกาลนั้นเราก็ได้ความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ออกบรรพชาในพระธรรมวินัย พระอาจารย์ของเราชื่อว่า พระมหาโมคคัลลาน์ พระอุปัชฌาย์ชื่อว่า พระมหาสารีบุตร เมื่อเราปลงเกสาอยู่เราก็ตัดตัณหากับทั้งรากเง่าให้ขาดจากสันดาน เมื่อเราผลัดผ้าสาฎกสำหรับคฤหัสถ์ ทรงผ้ากาสาวพัสตร เราก็ได้บรรลุพระอรหัต แตกฉานในพระปฎิสัมภิทาญาณทั้งสี่ประการ เหตุดังนั้นเราจึงเป็นผู้เลิศในปฎิสัมภิทาญาณทั้งสี่ในพระพุทธศาสนา กิเลสทั้งหลายในสันดานเรา ก็เผาเสียสิ้นแล้ว ภพทั้งหลายทั้งปวงเราก็ถอนขึ้นเสียได้พร้อมแล้ว มีอุปมาประดุจพระยาคชสารที่ตัดปลอกออกเสีย ฉะนั้น เราหาอาสวะเครื่องดองสันดานมิได้แล้ว กิริยาที่เรามาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ชื่อว่า มาเป็นอันดี วิชาสาม เราก็ได้ถึงแล้ว ปฎิสัมภิทาสี วิโมกข์แปด เราก็ได้กระทำให้แจ้งแจ่มใสในสันดานแล้ว พระพุทธศาสนธรรมเราก็ได้สำเร็จแล้ว
            ครั้นสมัยต่อมา พระมหาโกฎฐิตเถระ เมื่อเสวยพระวิมุติสุขคือ สุขอันบังเกิดแต่พระอรหัตตผล จึงกล่าวพระคาถาว่า "บุคคลเข้าไประงับแล้วด้วยกิริยา ที่เข้าไปรำงับอินทรีย์หกประการ และด้วยกิริยาที่กระทำภาวะให้มีพยศผิดคือ เสพผิดให้ออกเสียจากสันดาน เป็นผู้งดเว้นจากกิริยาอันกระทำกรรมอันลามกทั้งปวง มีปรกติกล่าวด้วยปัญญาอธิบายว่า บุคคลพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว จึงกล่าวชื่อว่า มันตภาณี ว่ามีปรกติกล่าวด้วยปัญญาสมควรแก่กาล มีคำอธิบายว่า บุคคลย่อมกล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต ประกอบด้วยองค์สี่ประการคือ ไม่กล่าวคำเท็จ ไม่กล่าวคำหยาบ ไม่กล่าวคำส่อเสียด ไม่กล่าวคำตลก คะนองสามหาว ด้วยสามารถเว้นเสียจากวาจาสุภาษิตสี่ประการ และเป็นบุคคลโอ่อวดยกตนข่มผู้อื่น ด้วยสามารถมีชาติเป็นอาทิ ย่อมกำจัดกิเลสธรรมทั้งปวง อันเป็นบาปด้วยอรรถว่าลามก ย่อมละเสียได้ด้วยอำนาจสมุจเฉทประหาน ดุจดังลมชื่อว่า มาลุต อันกำจัดใบไม้อันเหลืองให้หลุดหล่นไปจากขั้วฉันใด บุคคลนั้นย่อมนำออกเสียซึ่งบาปของตน ฉะนั้น
            พระมหาโกฎฐิตเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษมิได้

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |