| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระสมิทธิเถระ

            ในสมิทธิเถรวัตถุนี้ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกำหนดด้วยบทพระคาถาว่า พระสมิทธิเถระมีอภินิหารบารมี ได้อบรมไว้ในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนเป็นอันมาก ครั้นมาใน ๙๔ กัป นับแต่ภัททกัปนี้ ท่านได้พบพระสิทธัตถพุทธเจ้าก็มีจิตเลื่อมใส จึงถือเอากำดอกกรรณิกาแล้วกระทำสักการบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยอานิสงค์นั้น ครั้นจุติจากอาตมภาพชาตินั้นแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก แล้วได้กระทำกองการกุศลทั้งหลายสืบ ๆ มา เวียนว่ายอยู่ในเทวคติ และมนุษยคติเท่านั้น
            ครั้นมาในพระพุทธกาลของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาเกิดในตระกูลในกรุงราชคฤห์ เมื่อทารกนั้นได้บังเกิดแล้ว ตระกูลนั้นก็ค่อยเจริญด้วยสมบัติ และอัตภาพของกุลบุตรนั้นก็งดงามยิ่งนัก เป็นคนประกอบด้วยคุณธรรม มีชื่อว่า สมิทธิมานพ เพราะเหตุว่ามานพนั้นมั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยสมบัติประการหนึ่ง เพราะเหตุบริบูรณ์มั่งคั่งด้วยคุณธรรมประการหนึ่ง
            สมิทธิมานพนั้น ครั้นได้เห็นพระบรมพุทธานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่สมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร ก็ได้ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ครั้นออกบรรพชาแล้วก็ได้ประกอบเนือง ๆ ในภาวนากิจ
            เมื่อกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในนิโครธารามนั้น วันหนึ่งพระสมิทธิเถระมีปริวิตกว่า ลาภของเราหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้สรรพเญยยธรรมทั้งปวงด้วยพระองค์เอง ด้วยอาการไม่ได้วิปริต พระธรรมวินัยนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเทศนาไว้เป็นอันดี นำสัตว์ออกจากภพ ประการหนึ่ง บรรพชิตทั้งหลายที่เป็นสพรหมจารีล้วนประกอบด้วยศีลมีธรรมเป็นกุศล เมื่อพระเถระรำพึงดังนี้แล้ว ก็เกิดปิติโสมนัสขึ้นในกมลสันดานโดยยิ่ง
            ฝ่ายมารผู้เป็นบาป เมื่อไม่อาจจะอดกลั้นความปิติและโสมนัสของพระเถระได้ จึงกระทำให้เป็นเสียงพิลึกพึงกลัวอันใหญ่ในที่ใกล้ พระเถระจึงนำเอาเนื้อความนั้น เข้าไปกราบทูลแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า มารปรารถนาจะกระทำท่านให้ปราศจากปัญญาจักษุ ท่านจงไปเถิด ไปอยู่ในที่นั้นเถิด อย่าได้คิดถึงเสียงอันนั้นเลย พระเถระก็ไปอยู่ในสถานที่นั้นอีก อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐานไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต
            เมื่อพระสมิทธิเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว และระลึกขึ้นมาถึงบุพพกรรมการกุศลในปุริมภพ ก็บังเกิดปรีดาปราโมทย์ในกมลสันดานยิ่งนัก จึงเปล่งอุทานวาจาเป็นไปกับโสมนัสญาณ แสดงอปทานบุพพจริยวาสของตน ด้วยบาทพระคาถามีใจความว่า ท่านได้บรรลุพระอรหัตแล้ว มารผู้ใจบาปเมื่อไม่รู้ว่าท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะแล้ว ก็มาทำเสียงพิลึกพึงกลัวอยู่อีก ท่านได้ฟังเสียงแล้วก็มิได้สะดุ้งตกใจกลัว ท่านจึงกล่าววาจาว่า บรรดามารทั้งหลายแม้จะมาสักร้อย สักพันก็ดี โลมชาติของท่านก็มิได้หวั่นไหว มีวาจาดังนี้แล้ว เมื่อท่านจะกล่าวแก้พระอรหัต จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถามีความว่า "มารผู้ใจบาป เราออกจากฆราวาส สละเคหสถานบ้านเรือน ออกบรรพชาในพระธรรมวินัยก็เพราะเหตุที่ยังฉันทะคือ ความปรารถนาในมรรคให้บังเกิดขึ้นประการหนึ่ง เพราะศรัทธาความเชื่อในกรรมและผลประการหนึ่ง เพราะเหตุเชื่อในพระรัตนตรัยนั้นประการหนึ่ง สติปัญญาของเราก็เจริญเป็นอันดีแล้ว จำเดิมแต่แรกเรากำหนดวิปัสนาธรรมทั้งหลายคือ สติมีลักษณะกำหนดระลึก ปัญญามีลักษณะรู้ทั่ว ธรรมชาติทั้งสองคือ สติปัญญานี้เจริญของเรา กระทำให้เจริญในขันธสันดานโดยลำดับ ตราบเท่าถึงพระอรหัต สติปัญญาของเราถึงไพบูลย์ในสันดาน จิตของเราตั้งมั่นเป็นอันดี ด้วยสามารถของสมาบัติแปดประการ และด้วยสามารถของโลกุตรสมาธิ เหตุการณ์ดังนี้ มารผู้ใจบาปท่านอุทิศเฉพาะเราแล้ว และปรารถนาเพื่อจะกระทำรูปเป็นประการใด จะกระทำให้วิปการอย่างไร ก็จงกระทำตามอัธยาศัยของท่านเถิด เพราะว่าวิปการเหล่านั้น จะได้มาเบียดเบียนเราก็หามิได้ ท่านไม่อาจกระทำสรีรกายของเราให้กำเริบหวั่นไหวได้ จิตเราก็มิได้แปรปรวนไปเป็นอย่างอื่น เหตุดังนั้นกิริยาที่กระทำของท่าน จะได้สำเร็จประโยชน์อันใดมิได้ มีแต่ว่าจะเบียดเบียนให้ลำบากแก่จิตของท่านนั้นฝ่ายเดียว มารครั้นได้ฟังดังนั้นก็มาดำริว่า พระเถระนี้รู้จักเราเสียแล้ว ดำริแล้วก็อันตรธานไป
            พระสมิทธิเถระ เมื่อชนมายุครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้ ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้ สิ้นน้ำมันแล้วดับไป

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |