| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระสุพาหุเถระ

            พระสุพาหุเถระนี้ พระสังคีติกาจารย์ได้ยกเรื่องพระเถระอื่นสามองค์ มากล่าวรวบรวมไว้ในวัตถุอันเดียวกันคือ พระโคธิกเถระ พระวัลลิยเถระ และพระอุตติยเถระ รวมเป็นสี่องค์
            พระเถระทั้งสี่องค์นี้ ท่านมีบุญญาภินิหารสมภารบารมี ได้บำเพ็ญไว้ในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลปางก่อนเป็นอันมาก ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระสิทธัตถพุทธเจ้า ได้มาอุบัติในกัปที่คำรบ ๙๔ นับแต่ภัททกัปนี้ไปนั้น ท่านทั้งสี่ได้มาบังเกิดในเรือนของตระกูล ครั้นเจริญวัยก็ได้เป็นสหายกัน สหายผู้หนึ่งได้เห็นพระสิทธัตถพุทธเจ้า เสด็จไปบิณฑบาตก็ได้ถวายภิกษาหารประมาณทัพพีหนึ่ง สหายคนที่สองมีจิตเลื่อมใสได้ถวายวันทนาน้อยด้วยเบญจางคประดิษฐ สหายคนที่สามมีจิตเลื่อมใสได้กระทำสักการบูชา ด้วยบุปผาชาติกำมือหนึ่ง สหายคนที่สี่ได้กระทำสักการบูชา ด้วยสุมนบุปผาชาติดอกมะลิ
            ครั้นทำลายขันธ์จากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก แล้วได้บำเพ็ญการกุศลต่าง ๆ สืบ ๆ ไปอีก เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า ทั้งสี่ท่านก็ได้บังเกิดในเรือนของตระกูล ได้เป็นสหายกันแล้วก็ออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา เจริญสมณธรรม
            ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้มาบังเกิดเป็น พระราชบุตรของพระยามัลลราช ทั้งสี่ในปาวายนคร ชื่อว่า โคธิกกุมาร องค์หนึ่ง สุพาหุกุมาร องค์หนึ่ง วัลลิกกุมาร องค์หนึ่ง อุตติยกุมาร องค์หนึ่ง เป็นสหายกัน แล้วก็ไปกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยกิจอันหนึ่ง ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ในนิโครธาราม แสดงพระยมกปาฎิหารย์ ทรมานพระบรมวงศาศากยราช มีพระเจ้าสุทโธทนะ พระพุทธบิดา เป็นประธาน ราชกุมารทั้งสี่ครั้นได้เห็นพระปาฎิหารย์มหัศจรรย์ ก็ได้ศรัทธาพากันบรรพชาในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยพระปฎิสัมภิทาญาณสิ้นทั้งสี่พระองค์นั้น  เป็นพระอรหันต์อันพิเศษ นับเนื่องเข้าในพระอสีติมหาสาวกสององค์คือ พระโคธิกเถระ และพระสุพาหุเถระ
            พระเถระทั้งสี่องค์ เมื่อได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงกองการกุศลที่ตนได้สั่งสมไว้ในปุริมภพแล้ว ต่างบังเกิดโสมนัส จึงเปล่งวาจาอันประกอบด้วยโสมนัสญาณ ประกาศบุพพจริยาของตน
            พระโคธิกเถระ กล่าวพระคาถาว่า เราได้เห็นพระสิทธัตถพุทธเจ้า เราได้ถวายภิกษาหารประมาณทัพพีหนึ่ง ในกัปที่คำรบ ๙๔ กัป นับตั้งแต่กัปนี้ลงไป เรามิได้บังเกิดในทุคติภพเลย ครั้นมากัปที่คำรบ ๘๗ เราได้บังเกิดเป็นบรมจักรพัตราธิราช มากาลบัดนี้เราก็เผากิเลสทั้งหลาย ให้เหือดแห้งจากขันธสันดานแล้ว พระพุทธศาสนธรรมของพระบรมศาสดา เราก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว
            พระสุพาหุเถระ กระทำอุทานคาถาว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้า เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธญาณแล้ว ยกอัญชลีกรถวายอภิวันทนาการพระบรมศาสดาด้วยปสาทจิต ในคำรบ ๙๔ กัป นับจากภัททกัปนี้ลงไป เรามิได้รู้จักทุคติภพเลย ครั้นมาในกัปคำรบ ๗๓ นับแต่กัปนี้ลงไป เราได้บังเกิดเป็นบรมจักรพัตราธิราช ทรงพระนามว่า สาครบรมจักร นั้นถึง ๑๖ ชาติ บัดนี้กิเลสทั้งหลายเราก็ได้เผาเสียให้เหือดแห้งสูญหายแล้ว ศาสนธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว
            พระวัลลิยเถระ กล่าวอุทานคาถาว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสิทธัตถพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใสเบิกบาน ได้ถวายบุปผาชาติดอกไม้กำหนึ่ง เราจะได้บังเกิดในภพใด ๆ ก็ย่อมได้เสวยอิฎฐผลล้วนเป็นที่ปรารถนา ครั้นมาในคำรบ ๙๔ กัป นับแต่กัปนี้ลงไป เรามิได้รู้ทุคติภพเลย ในกัป ๙๔ เราก็ได้อัตภาพเป็นบรมกษัตริย์สิ้น ๕๐๐ ชาติ บัดนี้กิเลสทั้งหลายเราก็ได้เผาเสีย ให้เหือดแห้งสูญสิ้นจากสันดานแล้ว ศาสโนวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว
            พระอุตติยะเถระ กล่าวอุทานคาถาว่า เราได้ถวายสุมนชาติดอกมะลิแก่พระสิทธัตถพุทธเจ้า และดอกสุมนชาติทั้งหลาย ก็บันดาลบังเกิดเรี่ยรายอยู่ในเท้าทั้งสองของเราข้างละเจ็ดดอก ด้วยผลของกรรมนั้น เราก็ได้วัยของอัตภาพในชาติเป็นที่สุดนี้ ในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ใน ๙๔ กัปนั้น เราได้บังเกิดเป็นบรมจักรทรงพระนามว่า สุมันตภัตร์ ถึง ๑๓ กัป เรามิได้รู้จักทุคติเลย ในกัปคำรบ ๕ นับแต่ภัททกัปนี้ลงไป เราได้เป็นใหญ่แก่ชนในทวีปทั้งสี่ บัดนี้กิเลสทั้งหลาย เราก็ได้เผาเสียให้เหือดแห้งสูญหายแล้ว สัตถุศาสนโนวาทเราก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว
            พระเถระทั้งสี่องค์นั้น เมื่อได้บรรลุพระอรหัตบรรดาพระยา และมหาอำมาตย์ทั้งหลายกระทำสักการบูชา และเคารพคารวะ พระเถระทั้งสี่องค์อาศัยอยู่ในราวป่า อยู่มากาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร เสด็จไปยังสำนักพระเถระทั้งสี่องค์ แล้วพาไปสู่กรุงราชคฤห์ ทรงนิมนต์ไว้เพื่อจะให้อยู่จำพระวัสสาสิ้นไตรมาส แล้วมีพระราชบัญชาสั่งให้ช่างกระทำกุฎี ถวายให้แยกย้ายกันเป็นแผนก ๆ แล้วพระองค์หาได้รับสั่งให้มุงและบังไม่ เหตุหลงลืมเผลอสติไป ครั้นถึงเพลาฝนตกแล้วก็แล้งไปมิได้ตก พระเจ้าพิมพิสารจึงมีพระดำริว่า เหตุไฉนฝนจึงไม่ตกเลย ก็ทรงทราบพระทัยเหตุนั้น จึงรับสั่งให้มุงและบังกุฎีทั้งหลายนั้นแล้ว เมื่อจะทรงกระทำมหกรมการฉลองกุฎี ก็ทรงถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก
            ฝ่ายพระเถระทั้งสี่ ต่างองค์ก็ไปอยู่ในกุฎีเพื่อจะอนุเคราะห์แก่พระเจ้าพิมพิสาร แล้วก็เข้าสู่เมตตาสมบัติ ลำดับนั้นมหาเมฆอันใหญ่ก็ตั้งขึ้น มาแต่อุตตรทิศและปาจีนทิศ ก็ปรารภเพื่อจะยังท่อธารวัสโสทกให้ตกลงมา ในขณะเมื่อพระเถระทั้งสี่ออกจากผลสมาบัติ
            พระเถระทั้งสี่นั้น พระโคธิกเถระครั้นออกจากสมาบัติแล้ว จึงกล่าวพระคาถาว่า เมฆพลาหกเมื่อจะยังฝนให้ตกนั้น ย่อมกระหึ่มเสียงประหนึ่งว่า เพลงขับอันไพเราะแล้ว ยังฝนให้ตกลงมา แท้จริงเมฆพลาหกเมื่อจะยังฝนให้ตกนั้น ย่อมตั้งขึ้นเป็นแผ่นเป็นชั้นละร้อย ชั้นละพันชั้นแล้ว กระหึ่มเสียงในการเมื่อฝนตกนั้น ครั้นเมื่อสายฟ้าแลบไปมาก็ย่อมงดงามยิ่งนัก มหาเมฆก็ย่อมมีเสียงอันกึกก้อง แล้วก็ยังธาราห่าฝนให้ตกลงมา พร้อมด้วยเสียงกระหึ่มของเมฆ กุฎีที่อาศัยของเราก็มุงเป็นอันดี มีบานประตูและช่องหน้าต่าง อันปราศจากลมอันตรายสบายเป็นอันดีแล้ว ประการหนึ่งจิตของเราก็ตั้งมั่นเป็นอันดี ในสมาธิมีพระนิพพานเป็นอารมย์ หาธรรมอื่นจะยิ่งเสมอมิได้ ดูกร เมฆผิว่าท่านปรารถนาเพื่อจะตกลงมา ก็จงให้ตกลงมาเถิด
            พระเถระอีกสามองค์ กล่าวในคาถาเบื้องต้นนั้นก็เหมือนกันกับบทที่ ๑ ที่ ๒ แปลกกันแต่บทที่ ๓ เท่านั้น เนื้อความในบทที่ ๓ ที่พระสุพาหุเถระกล่าวนั้นคือ จิตของเราตั้งมั่นเป็นอันดีในกรัชกายคือ ตั้งไว้ดี ตั้งไว้ชอบ ด้วยสามารถกายคตาสติภาวนา
            พระเถระทั้งสี่องค์ เมื่อมีชนมายุครบจำนวนแล้ว ต่างองค์ต่างก็ดับขันธ์ เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยนิพพานธาตุ ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์ เป็นอนุปปัตตินิโรธดับสิ้นเชิง



| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |