| | ย้อนกลับ | หน้าต่อไป | |
จัมความเบื้องต้นในองคุลิมาลเถระวัตถุนั้นว่า ท่านมีอภินิหารได้บำเพ็ญมาแล้วในพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน
เมื่อเวียนว่ายอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้
ท่านได้มาถือปฎิสนธิในครรภ์ของนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาของปุโรหิตของพระยาโกศลราช
เมื่อจะออกจากครรภ์มารดานั้นบังเกิดมหัศจรรย์บันดาลเครื่องสรรพศาสตราวุธ อันมีอยู่ในพระนครนั้นก็เปล่งออกเป็นเปลวยิ่งนัก
เครืองสรรพศาสตราวุธของพระเจ้าโกศลราชนั้น ก็บังเกิดอัศจรรย์ลุกรุ่งเรืองเป็นเปลวเพลิง
ฝ่ายปุโรหิตออกจากเรือนแล้ว เล็งแลดูฤกษ์บน ก็เห็นฤกษ์โจร มีปรากฎในอากาศประหลาดยิ่งนัก
ครั้นเพลารุ่งเช้าเข้าไปสู่ที่เฝ้าพระเจ้าโกศลราช แล้วกราบทูลถามว่า พระองค์บรรทมเป็นสุขหรือประการใด
พระเจ้าโกศลราช จึงตรัสตอบว่า จะสุขได้อย่างไร พระแสงอันเป็นมงคล บัดนี้บังเกิดโกลาหลลุกเป็นเปลวเพลิง
เรามาสำคัญว่า น่าจะมีเหตุอันตรายแก่ราชสมบัติ และชีวิต
ฝ่ายปุโรหิตก็กราบทูลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวก็อาศัยด้วยอัตภาพของบุตรของข้าพเจ้าที่มาเกิด
ขอพระองค์อย่าได้ตกพระทัย พระเจ้าโกศลราช จึงตรัสถามว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะดีร้ายประการใด
ปุโรหิตกราบทูลว่า บุตรของหม่อมฉันจะเป็นโจร พระองค์จึงถามว่าบุตรของท่านจะเป็นโจรประทุษร้ายแก่บ้านเมืองหรือ
ปุโรหิตกราบทูลว่า กุมารบุตรของข้าพเจ้าจะบังเกิดประทุษร้ายแก่พระนครนั้นหามิได้
แต่ทว่าใจนั้นหยาบช้านัก ไปเบื้องหน้าจะไล่พิฆาตฆ่าหมู่มหาชนเสียเป็นอันมาก ขอพระองค์อย่าได้ละไว้ให้เนิ่นช้าเลย จงจับกุมารนั้นมาประหารชีวิตเสียในกาลบนัดนี้
พระเจ้าโกศลราช จึงตรัสถามว่าจะฆ่ากุมารเสีย บัดนี้ก็ยังไม่ควรก่อน ท่านจงอภิบาลรักษาไว้ก่อนเถิด
ฝ่ายปุโรหิตรับพระราชโองการแล้วก็กลับมาสู่เรือนของตน แล้วบำรุงเลี้ยงกุมารผู้เป็นบุตรไว้
ครั้นเจริญวัย ฝ่ายบิดามารดาจึงคิดปรองดองแก่กันให้ชื่อบุบตรของตนว่า อหิงสกุมาร
เมื่อเจริญวัย บิดามารดาจึงส่งอหิงสกุมาร ไปสู่เมืองตักกสิลา
ให้เรียนรู้วิชาศิลปศาสตร์ กุมารนั้นมีปัญญามากเล่าเรียนศิลปศาสตร์ และวิชาจนจบสิ้นทุกประการ
ประกอบด้วยวิชาเชี่ยวชาญกว่า สานุสิสทั้งปวง
ฝ่ายเพื่อนที่เป็นสานุสิสด้วยกัน จึงมาหารือกันว่านับแต่อหิงสกกุมารนี้มา
พวกตนก็เกิดอัปปภาคหากิตติศัพท์มิได้ จึงชวนกันทำลายอหิงสกกุมาร โดยมาพิจารณาว่า
ถ้าจะหยิบโทษว่าอหิงสกกุมารว่ามีปัญญาชั่วก็มิอาจว่าได้ จะกล่าวโทษว่ามีข้อวัตตปฏิบัติชั่วก็ไม่อาจว่าได้
จะว่าชาติอันต่ำช้าก็ไม่อาจว่าได้
ดังนั้นจึงคิดอุบาย โดยแยกฝ่ายตนไปเป็นสามพวก พวกหนึ่งเข้าไปสู่สำนักของพระอาจารย์
กล่าวว่าพวกตนได้ฟังกิตติศัพท์ว่าอหิงสกกุมารจะคิดประทุษร้ายอาจารย์ แต่อาจารย์ไม่เชื่อ
พวกที่สองและพวกที่สามก็ทำทำนองเดียวกัน แต่อาจารย์ก็ไม่เชื่อ บรรดาเขาเหล่านั้นจึงกล่าวแก่อาจารย์ว่าขอให้พิจารณาดูดีและร้ายไปข้างหน้า
อาจารย์ก็คงรู้
ฝ่ายอาจารย์ก็มารำพึงว่า ถ้าเราจะฆ่าอหิงสกกุมาร ก็จะเป็นที่ลือชาปรากฎไปว่า
ทิสาปาโมกขอาจารย์ย่อมคิดอ่านยกโทษแก่มานพที่มาร่ำเรียนศิลปศาสตร์ แล้วก็มากระทำย่ำยีฆ่าให้ถึงมรณะ
คนรู้แล้วก็บังเกิดครั่นคร้ามเข็ดขาม ไม่มีใครจะมาร่ำเรียนศิลปศาสตร์สืบไป
ดังนั้นจึงคิดกลอุบายล่อลวงให้มหาชนทั้งปวงล้างชีวิตอหิงสกกุมาร คิดแล้วจึงสั่งอหิงสกกุมารว่าให้ไปฆ่าคนมาให้ได้พันหนึ่ง
แล้วเอานิ้วมาให้อาจารย์ จะประกอบศิลปศาสตร์ให้
อหิงสกกุมาร จึงตอบว่า ตนเกิดในตระกูลพราหมณ์ ไม่รู้เรื่องการเบียดเบียนสัตว์
ถ้าตนทำกรรมต่ำช้าก็ผิดจากประเพณีตระกูลพราหมณ์ จึงไม่สามารถกระทำตามคำของอาจารย์ได้
ฝ่ายอาจารย์ก็บอกว่า เครื่องที่ประกอบนั้นยังไม่ครบ ก็ยังไม่สำเร็จศิลปศาสตร์วิชาให้อหิงสกกุมารเร่งไปหามาให้จงได้
ตนจึงบจะประสาทวิษณุมนต์นั้นให้สำเร็จ
อหิงสกกุมารได้ฟังคำอาจารย์แล้วก็จับเอาอาวุธทั้งหลายผูกพันให้มั่นกับตนแล้วลาอาจารย์ไปสู่ป่า
แล้วไล่ฆ่ามนุษย์ที่ไปมาในสถานที่นั้น ครั้นฆ่าได้แล้ว ก็ไม่ได้กำหนดนับคะเนไว้
ก็เกิดความสงสัยจึงตัดนิ้วมือร้อยเป็นพวงประดุจพวงมาลัย อหิงสกกุมารจึงได้มีชื่อปรากฎว่า
องคุลิมาลโจร
ได้กระทำกรรมหยาบช้า ฆ่าคนเป็นอันมาก บรรดาผู้คนหญิงชาย ก็เกิดความสะดุ้งตกใจกลัวภัยยิ่งนัก
ก็พาลูกหลานชวนกันหนีไปไกลประมาณ ๓ โยชน์ ถึงนครสาวัตถี
กราบทูลแก่กษัตริย์ว่า บัดนี้องคุลิมาลโจร กระทำจลาจลไล่ฆ่าหนุ่มมหาชนเป็นอันมาก
ในแว่นแคว้นของพระองค์
ฝ่ายปุโรหิต จึงว่าแก่นางพราหมณีว่า โจรนั้นคืออหิงสกกุมาร ผู้เป็นบุตรของเรา
บัดนี้พระเจ้ากรุงสาวัตถี จะเสด็จออกไปจับตัว เราจะคิดอ่านประการใด ฝ่ายนางพราหมณีผู้เป็นภรรยาจึงว่า
ขอให้ท่านจงไปตามพาเอาบุตรของเราเข้ามาในกาลบนัดนี้ ปุโรหิตจึงว่าตนไม่อาจไปได้
ฝ่ายมารดานั้นกลัวว่าลูกนั้นจะตาย จึงปรึกษากับปุโรหิตผู้เป็นสามีว่า ตนจะออกไปนำบุตรนั้นเข้ามาเอง
เมื่อมารดาองคุลิมาล ยังไม่ทันจะออกมา พระผุ้มีพระภาคเจ้า เมื่อเวลาปัจจุสมัยใกล้จะรุ่ง
ได้ทรงเห็นวาสนาขององคุลิมาลโจร ปรากฎในข่ายพระญาณ
พระองค์ทรงจินตนาการในพระทัยว่า ถ้าตถาคตเสด็จไปครั้งนี้น่าที่จะบังเกิดอุปนิสัยปัจจัยแก่องคุลิมาลโจร
บัดนี้องคุลิมาลโจรอยู่กลางป่า ถ้าได้ฟังพระสัทธรรมเทศนา ประมาณสี่บาทพระคาถา
ก็บังเกิดโสมนัสศรัทธา บวชในพระศาสนาตถาคตแล้วจะมีปัญญาปรากฎรู้แจ้งในอภิญญาหกประการ
ก็จะได้เป็นแก่นสารวัฒนาการในพระศาสนา ถ้าตถาคตละเมินไว้ให้เนิ่นช้า มารดาขององคุลิมาลออกมา
องคุลิมาลก็จะฆ่ามารดา ดังนั้นตถาคตจะออกไปทรมานเสียก่อน อย่าให้ทันองคุลิมาลสังหารชีวิตมารดา
จะเป็นมหันตโทษ จัดเข้าในระหว่างปัญจานันตริยกรรม
ก็จะนิราศปราศจากธรรมวิเศษคือ มรรค และผล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต
ได้อาหารประมาณพอมื้อหนึ่งแล้ว ก็ทรงกระทำภัตตกิจ แล้วก็เสด็จออกจากพระเชตวันมหาวิหาร
เสด็จพระพุทธดำเนินไปถึงปากช่องอรัญราวป่า อันเป็นที่อยู่ขององคุลิมาลโจรนั้น
ฝ่ายองคุลิมาลโจร ได้ฆ่าคนไปจนเหลืออยู่อีกคนเดียวจะครบพันคน วันนั้นองคุลิมาลโจรได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จไปก็ดีใจ เกิดจิตมั่นหมายว่า พระสมณะองค์นี้ น่าที่จะถึงแก่ความตายด้วยอาวุธของตน
คิดแล้วก็จับดาบแล่นไล่ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปด้วยกำลังเร็ว ครั้นพระพุทธองค์
ทรงบันดาลให้เกิดเป็นแม่น้ำอันใหญ่ และประกอบไปด้วยคลื่น และลมละลอกมากมายยิ่งนัก
มาปรากฎกางกั้นขวางหน้าองคุลืมาลโจรไว้ พระพุทธองค์ก็เสด็จพระพุทธดำเนิน ไปด้วยอาการอันงามยิ่ง
ฝ่ายองคุลิมาลโจรก็ว่ายน้ำลำบากกายยิ่งนัก อุตสาห์ว่ายข้ามแม่น้ำไปได้แล้วก็แล่นติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไป
พระพุทธองค์ ก็บันดาลให้เกิดราวป่าอันใหญ่ยิ่งนัก พระองค์ก็เสด็จไปถึงท่ามกลางป่า
องคุลิมาลเข้าไปถึงชายป่า พระองค์ก็เสด็จออกจากป่า องคุลิมาลโจรก็ไล่ติดตามมา
ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงแสดงอิทธิฤทธิ์ ให้ปรากฎเป็นแม่น้ำบ้าง ราวป่าบ้าง
อยู่เบื้องหน้าขององคุลิมาลโจร รวมระยะทางได้ประมาณ ๓ โยชน์
ฝ่ายองคุลิมาลโจร วันนั้นได้รับความลำบากยิ่งนัก สิ้นกำลังเรี่ยวแรงจึงมีวาจาร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ดูกร สมณะท่านจงหยุดอยู่นั่นก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
ดูกร
องคุลิมาล ตถาคตนี้ได้ชื่อว่า หยุดอยู่แล้ว แต่ตัวท่านนั้นยังมิได้หยุด
พระพุทธเจ้าตรัสดังนั้นแล้วก็เสด็จพระพุทธดำเนินต่อไป
องคุลิมาลโจรก็แค้นขัดใจยิ่งนัก จึงกล่าวว่าเหตุใดท่านจึงกล่าวด้วยคำมุสาวาทว่า
ท่านนี้หยุดแล้วแต่ตนยังไม่ได้หยุด ท่านจงบอกเราให้แจ้งก่อน
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ตถาคตนี้ประกอบไปด้วยเมตตา
และขันติ ตั้งอยู่ในสารานียธรรม
อันเป็นแก่นสารในปัจจุบันและอนาคตกาล มิได้เบียดเบียนสัตว์ ให้ได้ความเข็ญใจ
มิได้ฆ่าสัตว์ ตถาคตนี้ครั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ก็เสด็จเข้าสู่พระอมตนิพพาน
พ้นจากชาติกันดาร
ชรากันดาร มรณกันดาร
มิได้เวียนว่ายตายเกิดเอากำเนิดในวัฎฎสงสารสืบไป
จัดได้ชื่อว่าตถาคตหยุดอยู่แล้ว แต่ตัวของท่ายังมิได้หยุด มีน้ำใจหยาบช้าไล่พิฆาตฆ่ามนุษย์ล้มตายเป็นอันมาก
ท่านก็จะได้เสวยทุกข์ลำบากอยู่ช้านานคือ จะไปตกนรก
และเป็นเปรตอสุรกาย สัตว์ดิรัจฉานในปรภพเบื้องหน้า
ก็จะรำกำลำบากไปสิ้นทุกสิ่งสุดที่จะคณนา ทั้งนี้ก็ด้วยผลวิบากอภิบาลบำรุงเลี้ยงรักษา
ตัวท่านได้กระทำกรรมเวรสิ่งใดไว้ หน้าที่กรรมอันนั้นก็จะบันดาลให้เกิดความทุกข์เศร้าโศกในสันดาน
ท่องเที่ยวอยู่ในวัฎฎสงสารสิ้นกาลช้านาน จะนับชาติมิได้ เหตุดังนี้ ตถาคตจึงว่าท่านยังมิได้หยุดจะเดินสืบไปอยู่
ฝ่ายองคุลิมาลโจร ครั้นได้ฟังพระพุทธฎีกา ก็มารำพึงว่า พระสมณะองค์นี้ จะกล่าวสิ่งใดแต่ล้วนดีสิ้นทุกสิ่งทุกประการ
ชะรอยจะเป็นองค์พระสิทธัตถราชกุมาร พระองค์อุตส่าห์เสร็จพระพุทธดำเนินมาครั้งนี้เพื่อประโยชน์
จะอนุเคราะห์ช่วยปลดเปลื้องเราให้พ้นจากมหันตโทษอบายทุกข์ ควรเราจะกระทำสักการบูชา
เคารพนบนอบนมัสการ คิดแล้วก็ปลดเปลื้องเครื่องศาสตราวุธลง แล้วเข้าสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วขอบรรพชา
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานบรรพชา ให้แก่องคุลิมาลวันนั้น พระองค์ก็พิจารณาดูอุปนิสัยปัจจัยวาสนาขององคุลิมาล
อันปรากฎมีแต่ในบุพพชาติปางก่อน ก็ทรงทราบว่าองคุลิมาลนี้ได้บำเพ็ญบารมีไว้คือ
ได้ถวายเครื่องบริขารแปดประการ แก่พระภิกษุสงฆ์อันทางศีลบริสุทธิ์ และประกอบจตุพรหมวิหาร
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบฉะนี้แล้ว จึงเหยียดพระหัตถ์ตรัสเรียกว่า "ท่านจะมาปฎิบัติตามศาสนาพรหมจรรย์
ท่านจงบรรเทาทุกข์ให้สิ้นสุดจากสันดาน ด้วยปัญญาสมุจเฉทปหาน โดยนิยมเห็นสภาวะปานดังนี้"
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกดังนั้น มิช้าองคุลิมาลก็ได้เครื่องบริขารไตรจีวรและบาตร
ก็ทรงบรรพชาเป็นสมณ อุตส่าห์ตั้งจิตภักดีต่อพระบวรพุทธศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าก็พาพระองคุลิมาลเถระ
เข้ามาสู่พระเชตวันมหาวิหาร ครั้นรุ่งเช้าพระพุทธองค์ก็ทรงพาพระองคุลิมาลเถระ
ไปสู่พระนครเพื่อจะโคจรบิณฑบาต
ฝ่ายมหาชนชาวพระนคร ครั้นรู้ว่าพระองคุลิมาลเถระเข้ามาก็พากันสะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก
ชวนกันวิ่งหนีไปเข้าไปสู่ภายในพระนครแล้ว ปิดพระทวาร บานประตูน้อยใหญ่ ปรึกษากันว่าองคุลิมาลโจรบวชเป็นสมณะแล้ว
เมื่อยังเป็นฆราวาสอยู่นั้น มีน้ำใจหยาบช้าเที่ยวพิฆาตฆ่ามนุษย์ ไม่มีใครต่อสู้ได้
พระองคุลิมาลเถระ เที่ยวโคจรบิณฑบาตไปวันนั้น จะได้จังหันมีประมาณแต่ทัพพีหนึ่งก็หามิได้
ก็ได้ความลำบากเวทนา ขณะเมื่อพระองคุลิมาลเถระเข้าไปในกาลครั้งนั้น ยังมีสตรีผู้หนึ่งมีครรภ์แก่
ครั้นเห็นพระองคุลิมาลเถระก็บังเกิดความหวาดกลัวครั่นคร้ามยิ่งนัก ก็ลอดรั้วหนีออกมา
ส่วนอุทรของนางนั้นใหญ่ ไม่สามารถลอดรั้วออกมาได้ก็ติดอยู่ นางนั้นก็คลอดบุตรมิได้สะดวกดี
ฝ่ายคณาญาติก็มาปรึกษากันว่า บัดนี้พระองคุลิมาลเถระท่านเข้ามา จงไปนิมนต์มา
ก็จะคลอดบุตรได้โดยสะดวก บรรดาญาติจึงเอาม่านมาวงให้รอบ แล้วนิมนต์พระเถระให้นั่งที่ภายนอกม่านนั้น
พระเถระจึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า "ยโตหัง ภคินี อริยาย ชาติยา สัพพัญญู พุทธัสสะ
ชาโตติ ภาคินี ดูกร น้องหญิงตัวเรานี้จำเดิมแต่เกิดมาในอริยชาติ และจะได้รู้ตัวว่าจะเป็นมหันตโทษทางอบายในปรภพเบื้องหน้านั้น
หามิได้ ประการหนึ่ง ตัวเรานี้ ก็มิได้รู้ว่าองค์พระผู้มีพระภาคเจ้า มีชาติอันประเสริฐ
และบังเกิดในโลกนี้ ประการหนึ่ง เรานี้มีน้ำใจมืดมนด้วยศิลปศาสตร์ จึงไปพิฆาตฆ่ามนุษย์เป็นอันมาก
อันนี้แหละเป็นความสัตย์ ท่านจงคลอดบุตรออกมาให้สะดวกง่ายดายในบัดนี้เถิด
ฝ่ายทารกนั้นก็คลอดจากครรภ์มารดา อุปมาเหมือนว่าน้ำไหลออกมาจากธรรมกรก มหาชนทั้งปวง
ก็ชวนกันก่อเป็นแท่น ในสถานที่พระเถระตั้งความสัจจาธิษฐานนั้น แม้ว่าสัตว์ดิรัจฉานมีครรภ์ก็ดี
หญิงมีครรภ์ก็ดีจะคลอดบุตรมิสะดวกในกาลใด คนทั้งหลายก็พาไปนอนบนแท่นนั้น ก็จะคลอดบุตรโดยสดวกง่ายดายยิ่งนัก
ฝ่ายพระเถระ บิณฑบาตได้จังหันพอฉันแล้ว ก็เรียนพระกรรมฐาน อยู่มาวันหนึ่งพระเถระนั่งรักษาสมณธรรมอยู่ในราวป่า
ตำแหน่งที่ท่านไล่ฆ่ามนุษย์ทั้งหลายนั้น ก็มาปรากฎประหนึ่งว่า เป็นอสุรกายมาร้องวอนขอโทษว่า
ท่านจงกรุณาให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งปวงนี้เถิด พระเถระก็บังเกิดร้อนจิตยิ่งนัก
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้โอวาทว่า ท่านจงชำระบาปทั้งปวงให้พ้นจากสันดาน ประหนึ่งว่า
ห้วงน้ำอันประกอบไปด้วยสาหร่าย จอกและแหน แน่นอยู่นั้นและมีบุรุษผู้หนึ่งมาชำระจอกแหน
และสาหร่ายให้หมดแล้วกาลใด น้ำในห้วงนั้นก็จะผ่องใสบริสุทธิ์จากราคี ฉันใด
ท่านจงบำบัดบาปธรรมทั้งปวงนั้น ให้ปราศจากสันดานด้วยปัญญาเป็นสมุจเฉทปหานแล้ว
ท่านจงยังจิตนั้นให้ผ่องใส อุปไมยดังน้ำอันปราศจากแหนนั้น ท่านจงกระทำจิตให้ตรงไปตามทางพระอริยมรรคธรรมทั้งแปดประการ
ตามบุราณอริยประเพณี ก็จะได้บรรลุพระนิพพาน ทั้งนี้ก็อาศัยด้วยน้ำใจซื่อตรงต่อพระพุทธศาสนา
ฝ่ายพระเถระ ก็มากระทำตามพุทโธวาท อุตส่าห์ขัดเกลาน้ำจิตให้ผ่องใสสิ้นประถมยามราตรี
ครั้นวันรุ่งเช้าพระเถระก็เข้าไปเที่ยวโคจรบิณฑบาต ครั้งนั้นวิบากกรรมสองประการคือ
อุปปัชชเวทนียกรรม และอปราปรเวทนียกรรม นำผลมาให้แก่พระเถระ ในกาลนั้น เมื่อมหาชนชาวบ้านทั้งหลาย
หยิบไม้ค้อนก้อนดิน ทิ้งมาถูกศีรษะพระเถระแตก ได้เสวยทุกขเวทนา พระเถระก็พิจารณาปลงปัญญาลงสู่ห้องพระไตรลักษณญาณ
คือ
พระอนิจจัง
พระทุกขัง พระอนัตตา
แล้วก็ตั้งสัจจาธิษฐานว่า เรานี้บังเกิดเป็นอริยสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
เราเที่ยวโคจรบิณฑบาตเลี้ยงตัวเรา จัดได้ชื่อว่า สามีบริโภค เราจะได้เป็นหนี้ของทายกผู้หนึ่งหามิได้
สาธุสัปบุรุษทั้งปวงพึงเข้าใจว่า สมณบริโภคนั้นมีสี่ประการคือ เถยยบริโภค
อีณบริโภค ทายัชชบริโภค สามีบริโภค ภิกษุรูปใดเป็นทุศีลและมาบริโภคปัจจัยทั้งสี่คือ
จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ ศิลานเภสัช ภิกษุรูปนั้นได้ชื่อว่า เถยยบริโภค ภิกษุรูปใดมีศีลอันบริสุทธิ์
เมื่อจะบริโภคอาหาร และจะได้ปัจจเวกขณะพิจารณาหามิได้ บริโภคแต่ความอำเภอใจของตน
ภิกษุรูปนั้นได้ชื่อว่า อีณบริโภค พระเสขบุคคลเจ็ดจำพวก และมาบริโภคอาหารบิณฑบาตทานของทายกกาลใด
พระเสขบุคคลเหล่านั้นก็จัดได้ชื่อว่า ทายัชชบริโภค พระโยคาวจรองค์ใดมาทำย่ำยีบาปธรรมภายในคือ
กิเลส ห้ำหั่นตัณหา ๑๐๘ ประการ ให้หมดไปด้วยสมุจเฉทปหานแล้ว บริโภคบิณฑบาตทานของทายก
พระโยคาพจรองค์นั้นได้ชื่อว่าเป็น สามีบริโภค
อยู่มาพระเถระได้อุตส่าห์เจริญพระกรรมฐาน ไม่ช้าท่านก็ได้วิชชาสามประการ
พระเถระบังเกิดสำเร็จด้วยพระนวโลกุตตรธรรมเก้าประการ
คือมรรคสี่ ผลสี่ พระนิพพานหนึ่ง แล้วก็เป็นที่สักการะบูชาของสาธุชนสัปบุรุษทั้งปวง
กิตติศัพท์ก็ปรากฏไปถึงสำนักพระเจ้าปเสนทิโกศล เมื่อได้ทรงฟังเรื่องของพระเถระแล้ว
ก็มีพระทัยผ่องแผ้วโสมนัสเลื่อมใสศรัทธา พระองค์ก็เสด็จไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกราบทูลถามเรื่องราวของพระเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พระองค์ให้บรรพชาบวชในพระศาสนาแล้ว
พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงฟังดังนั้น ก็โมทนาสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอเนกปริยาย
แล้วถวายนมัสการกลับ
ฝ่ายพระองคุลิมาลเถระ ครั้นมีพระชนมายุครบจำนวนถ้วนบริเฉทแล้วก็เจ้าสู่พระปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุดับกรรมชรูป
และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษมิได้ หาตัณหาและอุปาทานซึ่งเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้
ประดุจดังเปลวประทีปอันสิ้นไส้ สิ้นน้ำมันแล้วดับไปฉะนั้น
| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |