| ย้อนกลับ | หน้าต่อไป |

พระสุขเถระ

            ตามความในสุขสามเณรวัตถุมีว่า สุขสามเณรนี้ มีอภินิหารสมภารบารมีได้อบรมไว้ในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลปางก่อน เพื่อเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน แล้วเวียนว่ายอยู่ในภพนั้น ๆ สิ้นกาลช้านาน ครั้นมาในสมัยพระพุทธศาสนกาลของพระกัสสปพุทธเจ้า กับกาลพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าเรานี้ต่อกัน เป็นกาลว่างพระพุทธศาสนา หาพระพุทธเจ้ามิได้ มีแต่พระปัจเจกโพธิ ครั้งนั้นสุขสามเณรได้มาเกิดเป็นบุรุษในปัจจันตชนบท เก็บฟืนขายเลี้ยงชีพตน และเป็นสหายรักของบุรุษชาวพระนครผู้หนึ่งในเมืองพาราณสี และในกาลนั้นมีบุตรเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อคันธกุมาร อยู่ในเมืองพาราณสี  เมื่อเศรษฐีผู้เป็นบิดากระทำกาลกิริยาตายแล้ว พระเจ้ากรุงพาราณสีก็พระราชทานที่เศรษฐีนั้นแก่คันธกุมาร ได้ชื่อว่าคันธเศรษฐี ๆ ได้คิดว่าชนทั้งหลายมีบิดาเรา เป็นต้น สละทรัพย์ทั้งปวงแล้ว ไปแต่ตัวเปล่า แต่ตนจะขนเอาทรัพย์ทั้งปวงไปกับตนให้จงได้ และคิดว่าเราจะให้ทานหรือว่าจะบูชาก็หามิได้ แต่ว่าเราจะบริโภคทรัพย์สมบัติทั้งปวงนี้เสียให้หมด แล้วจึงจะนำไปกับตนได้ คิดแล้วก็จำหน่ายทรัพย์หลายแสนกหาปณะ กระทำสิ่งต่าง ๆ อย่างละแสนกหาปณะ คือ ซุ้มสำหรับอาบน้ำแล้วด้วยแก้วผลึก กระดานสำหรับอาบน้ำแล้วด้วยแก้วผลึก เตียงรองสำรับเข้า บัลลังก์สำหรับนั่ง ถาดสำหรับบริโภคภัตตาหาร มณฑปสำหรับเป็นที่นั่งบริโภคอาหาร สีหบัญชรช่องหน้าต่างในเรือน แล้วจำหน่ายทรัพย์วันละพันเ พื่อประโยชน์แก่ข้าวในเพลาเช้า และเพลาเย็น  ครั้นในวันเพ็ญก็ให้ทรัพย์แสนหนึ่งเพื่อประโยชน์จะให้เป็นโภชนาหาร ในวันอันจะบริโภคภัตตาหาร ก็จำหน่ายทรัพย์แสนหนึ่ง ให้ประดับประดาพระนคร แล้วให้เอาเภรีไปป่าวร้องว่า ชาวพระนครทั้งหลาย จงมาดูการบริโภคภัตตาหารของคันธเศรษฐีเถิด
            สมัยต่อมา บุรุษผู้เก็บฟืนขายนั้น ได้บรรทุกฟืนลงในยาน แล้วเดินทางไปสู่นครพาราณสี ได้อาศัยอยู่ในเรือนของสหายชาวพระนครนั้น พอถึงวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ มหาชนก็ตีฆ้องร้องป่าว ให้มหาชนชาวพระนครมาดูการบริโภคภัตตาหารของคันธเศรษฐี  บุรุษผู้เก็บฟืนก็ได้ไปดูพร้อมกับสหายของตน  สหายชนบท ได้กลิ่นภัตตาหารฟุ้งตลบมา จึงกล่าวแก่สหายชาวพระนครว่า เรามีความอยากภัตตาหารในถาดนั้น ทำไฉนจะได้บริโภคบ้าง  สหายชาวเมืองไม่อาจขัดสหายชนบทได้ จึงบอกแก่เศรษฐีว่า สหายของตนอยากบริโภคภัตตาหารของท่านสักคำหนึ่ง  แต่เศรษฐีปฏิเสธ แล้วกล่าวว่า ถ้าบุรุษนั้นมากระทำการในเรือนเราให้ได้สามปี เราจึงจะให้เข้าในถาดของเราสำรับหนึ่ง สหายชาวชนบทก็ยอมรับเงื่อนไขนั้น แล้วก็ละบุตรภรรยาเข้าสู่เรือนเศรษฐี อุตส่าห์กระทำสรรพกิจทั้งปวงโดยเคารพเป็นอันดี บุรุษนั้นก็ลือขจรปรากฏไปทั่วทั้งพระนคร ครั้นครบกำหนดสามปี เศรษฐีก็ให้ทรัพย์สามพันแก่บุรุษนั้นแล้วกล่าวว่า ท่านจงบริหารสมบัตินั้นเถิด แล้วก็มอบสมบัติทั้งปวงแก่บุรุษนั้น ในเพลาวันนี้ ชนทั้งปวงอันเศษนั้น จงเป็นบริวารของท่านเถิด ยกแต่ภรรยาอันเป็นที่รักของเราคนหนึ่ง
            บุรุษผู้นั้น ก็ให้ไปเที่ยวป่าวร้องทั่วพระนครว่า บุรุษลูกจ้างคันธเศรษฐี บัดนี้ได้ถาดเข้าแล้ว ท่านทั้งหลายจงมาดูสมบัติกินภัตตาหารของบุรุษลูกจ้างนี้เถิด มหาชนทั้งหลายก็พากันมาดู คนทั้งหลายก็คดข้าวใส่ถาดทอง ตั้งไว้เบื้องหน้าของบุรุษนั้น
            กาลครั้งนั้น เมื่อบุรุษนั้นล้างมือจะบริโภคภัตตาหาร ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งอยู่ ณ เขาคันธมาทนบรรพต ออกจากนิโรธสมาบัติในวันเป็นคำรบเจ็ด แล้วพิจารณาดูไปว่า วันนี้เราจะไปเที่ยวภิกขาจารในที่ใด ครั้นพิจารณาไปก็เห็นบุรุษนั้น ท่านจึงรำพึงไปว่าบุรุษผู้นี้จ้างกระทำการสิ้นสามปี จึงได้ถาดภัตตาหาร และมีศรัทธาอยู่อาจจะกระทำสงเคราะห์แก่เราได้ อาศัยเหตุที่กระทำสงเคราะห์แก่เรานั้น บุรุษนี้จะได้สมบัติเป็นอันมาก เมื่อท่านทราบสาเหตุดังนี้แล้ว จึงเหาะไปแสดงองค์อยู่ตรงหน้าบุรุษนั้น ๆ ครั้นเห็นพระปัจเจกพุทธโพธิเจ้าจึงมาดำริว่า แต่ก่อนเรามิได้ทำทานไว้ จึงต้องมากระทำการจ้างอยู่ในเรือนผู้อื่นถึงสามปี เพื่อประโยชน์แก่ภัตตาหารถาดเดียว ในกาลบัดนี้ภัตตาหารของเรานี้จะรักษาชีวิตไว้ได้แต่วันหนึ่ง คืนหนึ่งเท่านี้ ถ้าเราจะถวายภัตตาหารแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเสีย อาจจะรักษาเราไปได้มากกว่าพันโกฎิกัป อย่ากระนั้นเลยเราจะถวายภัตตาหารนี้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเถิด แล้วก็ยกถาดภัตตาหารไปยังสำนักพระปัจเจกพุทธเจ้า เรี่ยรายภัตตาหารลงในบาตร ในกาลเมื่อภัตตาหารยังเหลืออยู่กึ่งหนึ่งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ยกหัตถ์ปิดบาตรเสีย บุรุษนั้นจึงมีวาจาว่า ภัตตาหารส่วนเดียวเท่านี้ ข้าพเจ้ามิอาจกระทำให้เป็นสองส่วนได้ ขอพระองค์อย่าได้สงเคราะห์ข้าพเจ้าในอิธโลกนี้เลย จงสงเคราะห์ข้าพเจ้าในปรโลกเถิด ทานใดของตนมีอยู่น้อย และถวายให้สิ้นมิให้เหลือเศษ ทานนั้นย่อมมีผลมาก บุรุษนั้นก็ถวายสิ้นทั้งปวง ครั้นแล้วก็กระทำปณิธานความปรารถนาว่า ข้าพเจ้าอาศัยภัตตาหารประมาณเท่านี้ จึงสู้อุตส่าห์กระทำการจ้างอยู่ในเรือนผู้อื่นถึงสามปี ในกาลบัดนี้ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขในที่อันข้าพเจ้าบังเกิด อนึ่ง ขอให้ข้าพเจ้าเป็นบุคคลมีส่วนแห่งธรรม ที่พระองค์เห็นนั้นเถิด
            พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงกระทำอนุโมทนาว่า จงสำเร็จดังท่านปรารถนาเถิด ครั้นอนุโมทนาแล้ว พระองค์จึงอธิษฐานว่า บรรดามหาชนเป็นอันมากนี้ จงแลดูตามไปตราบเท่ากว่าจะถึงภูเขาคันธมาทนบรรพตเถิด อธิษฐานแล้วท่านก็เหาะไปโดยอากาศ ไปยังเขาคันธมาทนบรรพต ฝ่ายมหาชนทั้งหลายบรรดาอยู่ ณ ที่นั้น ก็แลเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไปตราบเท่าถึงภูเขาคันธมาทน ส่วนพระปัจเจกพุทธเจ้าไปถึงเขาคันธมาทนแล้ว ก็เอาจังหันบิณฑบาตนั้น แจกจ่ายถวายแก่พระปัจเจกโพธิ ๕๐๐ องค์
            ฝ่ายมหาชนทั้งปวง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแจกจ่ายจังหันบิณฑบาตนั้น ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวง จึงให้เสียงสาธุการ คันธเศรษฐีครั้นได้สดับเสียงสาธุการสนั่น จึงจินตนาการว่า บุรุษลูกจ้างนี้มิอาจจะทรงสมบัติที่เราให้ไว้นั้นได้ จึงให้คนไปดูประพฤติเหตุนั้น คนผู้นั้นกลับมารายงานว่า บุรุษผู้นั้นทรงสิริสมบัติไว้ได้ มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่นัก เศรษฐีได้สดับจึงเกิดปิติมีพรรณห้าประการ จึงมาจินตนาการว่า กรรมอันบุรุษลูกจ้างกระทำนี้ยากที่บุคคลจะกระทำได้ ตัวเราดำรงอยู่ในสมบัติสิ้นกาลช้านาน ยังไม่อาจกระทำทานสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ดำริแล้วจึงให้หาบุรุษนั้นมาไต่ถามว่า ได้กระทำการดังกล่าวจริงหรือ บุรุษนั้นก็บอกว่าจริง เศรษฐีจึงบอกว่าท่านจงรับเอาทรัพย์พันหนึ่งแล้ว จงให้ส่วนบุญในทานของท่านนั้นแก่เราบ้างเถิด แล้วเศรษฐีก็แบ่งสมบัติทั้งปวงของตนออกเป็นสองส่วน ให้แก่บุรุษนั้นส่วนหนึ่ง
            ชื่อว่า สัมปทา คือความบริสุทธิ์มีอยู่สี่ประการคือ วัตถุสัมปทา บริบูรณ์แห่งวัตถุ ปัจจัยสัมปทา บริบูรณ์แห่งปัจจัย เจตนาสัมปทา บริบูรณ์แห่งเจตนา คุณาติเรกสัมปทา บริบูรณ์แห่งคุณาดิเรก
            พระอรหันต์ก็ดี พระอนาคามีก็ดี อันเป็นทักขิเณยยบุคคลควรแก่อันเข้านิโรธสมาบัติได้นั้น ได้ชื่อว่า วัตถุสัมปทา การที่บังเกิดขึ้นของปัจจัยทั้งหลายโดยชอบนั้นชื่อว่า ปัจจัยสัมปทา สภาวะประกอบด้วยโสมนัสญาณสัมปยุตด้วยเจตนา ในกาลทั้งสามคือ ในขณะเมื่อจะให้ ในขณะเมื่อให้อยู่ และขณะเมื่อให้แล้วนั้นชื่อว่า เจตนาสัมปทา สภาวะของทักขิเณยยบุคคลออกจากสมาบัติในวันนั้นชื่อว่า คุณาดิเรกสัมปทา
            สมัยต่อมา บรมขัตติยาธิบดี ได้สดับประพฤติเหตุที่บุรุษนั้นกระทำ จึงดำรัสให้หาบุรุษนั้นมาเฝ้า แล้วพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แล้วพระองค์ถือเอาส่วนบุญนั้น แล้วพระราชทานที่เศรษฐีแก่บุรุษนั้น ปรากฎชื่อว่า ภติกเศรษฐี ได้เป็นสหายกับคันธเศรษฐี ครั้นดำรงชีพอยู่ครบกำหนดอายุแล้ว ก็จุติจากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก อยู่ชั่วพุทธันดรหนึ่ง
            ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็จุติมาปฎิสนธิในตระกูลอุปฐาก ของพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ในนครสาวัตถี ลำดับนั้นมารดาของทารกในครรภ์ ก็บังเกิดมีความปรารถนาขึ้นสองประการคือ จะถวายโภชนามีรสเจ็ดประการ แก่พระสารีบุตรกับพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ นั้น และจะนุ่งผ้ากาสาวพัตร์ถือขันทองนั่งอยู่สุดท้ายบริษัทแล้ว จะบริโภคของซึ่งเป็นเดนของพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงนั้นอย่างหนึ่ง แล้วนางก็คลอดบุตร พระสารีบุตรเถระให้ชื่อว่า สุขกุมาร แล้วก็ให้สิกขาบท
            สุขกุมาร เมื่ออายุได้เจ็ดขวบแล้ว จึงว่าแก่มารดาว่า ตนมีความปรารถนา เพื่อจะบรรพชาในสำนักพระสารีบุตรเถระ ท่านก็ให้พระกรรมฐานแล้ว ให้สุขกุมารบรรพชาเป็นสามเณร ฝ่ายบิดามารดาสุขสามเณรก็ถวายโภชนะมีรสเจ็ดประการ แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอยู่เจ็ดวัน ครั้นรุ่งขึ้นวันคำรบแปด เมื่อพระภิกษุสงฆ์เข้าไปในบ้านเพื่อจะบิณฑบาต สุขสามเณรได้เห็นเหมืองน้ำ เป็นต้น ก็ไต่ถามพระสารีบุตรเถระประดุจดังว่าบัณฑิตสามเณรถามฉะนั้น พระสารีบุตรเถระก็พยากรณ์กล่าวแก้เหมือนฉะนั้น ฝ่ายสุขสามเณรฟังเหตุทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว จึงว่าแก่พระสารีบุตรเถระว่า ขอให้ท่านรับเอาบาตร และจีวรของท่านแล้วตนจะกลับไป พระสารีบุตรก็รับเอาไว้ สุขสามเณรก็กลับ ก่อนจะกลับได้มีวาจาแก่พระมหาเถระว่า เมื่อท่านจะนำอาหารมาให้แก่ตนนั้น จงนำเอาโภชนาหารมีรสเจ็ดประการมาให้ตนด้วยเถิด พระมหาเถระจึงตอบวาจาว่า เราจะได้โภชนะมีรสเจ็ดประการได้แต่ที่ไหน สามเณรตอบว่า เมื่อว่าไม่ได้บุญของท่านแล้ว ก็ควรจะพึงได้ด้วยบุญของตนบ้าง
            เมื่อสามเณรกลับมาสู่วิหารแล้ว ก็เข้าไปนั่งพิจารณาหยั่งปัญญาลงในร่างกายของตน ด้วยเดชคุณของสามเณร บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักรินทร์ ก็แสดงอาการกระด้าง องค์อมรินทรจึงรำพึงว่า เหตุการณ์นั้นเป็นประการใด ส่องทิพยจักษุแลดูไปก็ได้เห็นสุขสามเณร ส่งบาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์กลับมาว่า จะกระทำสมณธรรม เราจะไปในที่นั้นเถิด รำพึงดังนี้แล้วก็ให้หาท้าวจาตุมหาราชทั้งสี่ มีเทวบัญชาสั่งว่า ท่านจงไปสู่ที่ใกล้พระวิหาร ยังสกุณปักษามีเสียงอันชั่วให้ปลาศนาไป ท้าวจตุโลกบาลก็ไปพิทักษ์รักษาอยู่โดยรอบพระวิหาร ท้าวมัฆวานจึงให้พระจันทรเทวบุตร และพระสุริยาเทวบุตร ให้ข่มวิมานของตนให้หยุดก่อน ส่วนองค์อมรินทรก็รักษาอยู่ที่ห้องกุญแจด้วยตนเอง วิหารนั้นก็เงียบหาเสียงมิได้
            ส่วนสุขสามเณรก็เจริญพระวิปัสนาด้วยเอกัคคตาจิต แน่วแน่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็บรรลุมรรคผลทั้งสาม
            ส่วนพระสารีบุตรเถระมีดำริว่า สุขสามเณรบอกว่า จะให้นำโภชนาหารมีรสเจ็ดประการไปให้ เราจะได้สิ่งนั้นจากที่ใด เมื่อท่านพิจารณาดูไป ก็เห็นตระกูลอุปฐากแห่งหนึ่ง กอบด้วยอัธยาศัยท่าน ก็ไปสู่ตระกูลนั้น ตระกูลนั้นจึงถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แล้วขอฟังพระธรรมกถาในระหว่างภัตตกาล ลำดับนั้นชนทั้งหลายก็นำโภชนมีรสเจ็ดประการ ถวายแก่พระมหาเถระ พระมหาเถระรับแล้วก็รีบกลับไป คิดว่าสามเณรคงหิวมากแล้ว
            เพลาวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกแต่เพลาเช้า ทรงสถิตนั่งอยู่ในพระคันธกุฎี ทรงพิจารณาว่าวันนี้สุขสามเณรให้บาตร และจีวรแก่พระอุปัชฌาย์ แล้วกลับมากระทำสมณธรรม ก็ทรงเห็นภาวะของสามเณรนั้นถึงมรรคและผลทั้งสาม พระองค์จึงทรงพิจารณาให้ยิ่งขึ้นไปว่า สามเณรนี้จะบรรลุพระอรหัตในวันนี้ได้หรือไม่ ฝ่ายพระสารีบุตรคิดว่าสามเณรหิวจัด นำภัตตาหารมาโดยด่วน ถ้าสามเณรยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตในวันนี้ สารีบุตรนำจังหันมาให้ก็จะเป็นอันตรายแก่สามเณร ควรที่ตถาคตจะไปรักษาอยู่ที่ซุ้มประตูเถิด ทรงดำริดังนี้แล้ว ก็ออกจากคันธกุฎีไปประดิษฐานอยู่ที่ซุ้มประตู เมื่อพระมหาเถระนำจังหันมาถึง พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงถามปัญหาสี่ข้อแก่พระมหาเถระ
            ในกาลเมื่อจบปัญหาวิสัชนาของพระมหาเถระแล้ว สุขสามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสแก่พระสารีบุตรเถระว่า ท่านให้จังหันแก่สามเณรเถิด พระมหาเถระก็ไปเคาะบานประตู สามเณรก็ออกมากระทำวัตตปฎิบัติแก่พระอุปัชฌาย์ ๆ ว่าสามเณรจงกระทำภัตตกิจเถิด สามเณรอายุได้เจ็ดขวบได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ย่อมรู้ภาวะของพระมหาเถระ มิได้มีประโยชน์กับโภชนะ ขณะนั้นสามเณรก็พิจารณาดูอาสนอันต่ำ นั่งกระทำภัตตเสร็จแล้วก็ล้างบาตร
            ในกาลนั้น ท้าวโลกบาลทั้งสี่ก็ละที่อันตนรักษา พระจันทร พระอาทิตย์ ก็ละวิมาน ท้าวมัฆวานก็ละที่รักษากุญแจ พระอาทิตย์ก็ล่วงบ่ายคล้อยเย็นลง พระภิกษุทั้งหลายกล่าวถ้อยคำว่า เวลาเย็นก็ปรากฎ สามเณรมากระทำภัตตกิจในเวลานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จมา ตรัสถามภิกษุทั้งปวง ก็กราบทูลความตามมูลคดีที่ตนสนทนา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า เหตุการณ์ดังนี้ก็ยกไว้เถิด ในกาลเมื่อชนทั้งหลายผู้มีบุญกระทำสมณธรรมวันนี้ ท้าวโลกบาลทั้งสี่ ก็มาพิทักษ์รักษาอยู่รอบ พระจันทร พระอาทิตย์ก็ข่มวิมารของตนหยุดอยู่ ท้าวสักรินทรก็มาพิทักษ์อยู่ที่ห้องกุญแจ ตถาคตก็รักษาอยู่ที่ซุ้มประตู วันนี้สุขสามเณรเป็นคนไขน้ำไปสู่เหมือง เห็นช่างปืนถากไม้กระทำลูกปืนดัดให้ตรง เห็นชนถากไม้กระทำกงเกวียน เป็นต้น สามเณรอุตส่าห์ทรมานตนให้บรรลุพระอรหัตแล้ว แล้วตรัสเป็นบาทพระคาถาว่า ชนผู้ขุดเหมืองทั้งหลายย่อมให้น้ำไหลเข้าไปสู่นา ช่างปืนทั้งหลายก็ดัดไม้ลูกปืนให้ตรง ชนช่างถากไม้ทั้งหลาย ก็ย่อมถากไม้ที่คดให้ตรง ตามชอบอัธยาศรัย ชนทั้งหลายประกอบด้วยปรีชารับโอวาทคำสั่งสอนแล้ว ก็ย่อมฝึกสอนทรมานตนให้พ้นจากทุกข์ได้ ดูเยี่ยงชนทั้งหลายที่ขุดเหมือง และตัดไม้มาเป็นครู
            ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว พระภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ก็ได้ดำรงอยู่ในมรรคและผล มีพระโสดา เป็นต้น เป็นประธาน
            ฝ่ายพระสุขเถระนั้น เมื่อท่านมีชนมายุสังขารถ้วนกำหนดแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพาน ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์ สิ้นเสร็จหาเศษมิได้

| ย้อนกลับ | บน | หน้าต่อไป |