พระบิณฑปาติยติสสเถระ

            ดังได้สดับมา มีบุรุษเข็ญใจผู้หนึ่งชื่อว่า ทารุกัณฑกมหาดิส เหตุว่าเลี้ยงชีวิตด้วยขายฟืน  อยู่มาวันหนึ่ง บุรุษนั้นคิดถึงความยากของตน แล้วก็มีความสังเวชว่าแก่ภรรยา ว่าชีวิตของเรานี้หามีประโยชน์ไม่ เพราะเหตุว่าเราไม่ได้ขวนขวายบำเพ็ญทาน ทานของคนยากอย่างเรานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญว่ามีผลมาก  เราเป็นคนยากไม่อาจบำเพ็ญทานได้ทุกวัน เราจะกระทำแต่ปักขิตภัตรถวายพระสงฆ์ข้างขึ้นสักครั้ง ข้างแรมสักครั้ง ถ้ามีของอันใดบังเกิดประหลาดมา เราก็กระทำเป็นสลากภัตร  ภรรยาได้ฟังก็เห็นด้วย
            วันต่อมาเวลาเช้าก็กระทำปักขิกภัตรด้วยของที่ตนได้มา ครั้งนั้นเป็นกาลที่พระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงฟุ่มเฟือยด้วยจตุปัจจัย  ภิกษุหนุ่ม และสามเณรทั้งปวง ก็เลือกฉันแต่จังหันที่ประณีตบรรจง จังหันที่ภรรยาของบุรุษนั้นถวายเป็นจังหันเศร้าหมองไม่ประณีต ภิกษุหนุ่ม และสามเณรทั้งหลายทิ้ง ๆ เสียมิได้ จำเป็นจำรับไว้ แต่พอรับแล้วก็สาดเทเสียต่อหน้าต่อตา ภรรยาของบุรุษนั้นก็นำความไปบอกแก่สามี แล้วก็เพิกเฉยอยู่ มิได้เดือดร้อนกินแหนง  สามีจึงว่าแก่ภรรยาว่าเราจะทำไฉนจึงเอาใจพระภิกษุทั้งปวงให้ฉันได้ ภรรยาจึงมีวาจาว่าผู้ที่มีบุตรเช่นเรานี้หาได้ชื่อว่าเข็ญใจไม่ จงเอาธิดาของเราไปขายฝากไว้ในตระกูลหนึ่ง เอาเงินสักกหาปณะซื้อโคนมมาตัวหนึ่ง เราจะถวายสลากภัตรด้วยนมและเนยก็อาจจะเอาใจภิกษุทั้งปวงได้เป็นแท้ บุรุษนั้นก็รับคำภรรยาแล้วกระทำเหมือนดังนั้น
            ด้วยเดชบุญญานุภาพของคนทั้งสอง โคนมตัวเดียวรูดน้ำนมได้วันละหกมานิก มานิกหนึ่งนั้นได้ ๑๒ ทนาน  ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้า ก็ช้อนเอานมที่ข้น เข้าเป็นทธินั้นสิ้นแล้ว ยังแต่นวนิตคือนมใสก็นำไปเคี่ยวเป็นน้ำมันเนย เอาน้ำนมไปหุงกับข้าวสารสุกแล้ว เอาน้ำมันเนยรดระดมให้ดี แล้วก็ถวายเป็นสลากภัตรในเรือนของบุรุษนั้น
            วันหนึ่ง บุรุษนั้นจึงว่าแก่ภรรยาว่าทุกวันนี้เราพ้นจากความละอาย บัดนี้เราจะปลดเปลื้องธิดามาให้พ้นจากทาสี ตนจะไปสู่ประเทศที่เขากระทำน้ำอ้อย จะไปรับจ้างเขาหีบน้ำอ้อย ได้ค่าจ้างครบค่าตัวธิดาแล้วตนจะกลับมา ให้ภรรยาอุตส่าห์กระทำบุญอย่าได้ขาดอย่าได้ประมาทในการกุศล แล้วเขาก็ไปรับจ้างหีบอ้อยได้หกเดือน ได้ค่าจ้างมา ๑๒ กหาปณะ ครบค่าตัวธิดาแล้วก็กลับมา
            ในกาลครั้งนั้น พระบิณฑปาติยเถระอยู่ในอัมพริยวิหาร ท่านปรารถนาจะไปนมัสการพระเจดีย์ในติสสมหาวิหาร จึงออกเดินทางไปได้พบกับบุรุษนั้น บุรุษนั้นเห็นพระเถระก็ปรารถนาจะใคร่ได้สดับธรรมกถา จึงรีบเดินตามพระเถระไปจนเวลาใกล้ที่จะกระทำภัตตกิจบุรุษนั้นจึงคิดว่าเราไม่มีห่อข้าวอยู่ในมือ มีแต่กหาปณะ เราจะซื้อจังหันถวาย ดำริดังนึ้แล้วก็เห็นบุรุษผู้หนึ่ง ถือห่อข้าวเดินมา บุรุษอุบาสกเห็นดังนั้น จึงอาราธนาพระเถระให้ยับยั้งอยู่ก่อน บุรุษอุบาสกจึงไปหาบุรุษผู้ถือห่อข้าว ขอซื้อด้วยเงินหนึ่งกหาปณะ  บุรุษผู้ถือห่อข้าวมาคิดว่าห่อข้าวของเรานี้มีค่าไม่ถึงหนึ่งมาสก ชะรอยจะมีเหตุอะไรในบุรุษนี้เป็นแม่นมั่น จึงตอบบุรุษอุบาสกว่ายังไม่ขายให้ บุรุษอุบาสกก็ทวีราคาขึ้นไปจนถึง ๑๒ กหาปณะ บุรุษผู้ถือห่อข้าวก็ยังไม่ยอมให้ บุรุษอุบาสกก็ว่ากหาปณะของเรามีเท่านั้น ถ้ามีมากกว่านี้ ก็จะให้อีก แต่เราไม่ได้เอาไปกินเอง แต่จะถวายพระเถระ ขอให้เอาบุญด้วยกัน  บุรุษผู้ถือห่อข้าวก็รับเอาเงิน ๑๒ กหาปณะ ก็ส่งห่อข้าวให้ บุรุษอุบาสกก็นำจังหันนั้นมาใส่บาตรพระเถระ เมื่อใส่จังหันได้ครึ่งหนึ่ง พระเถระก็ปิดบาตรไว้ บุรุษอุบาสกจึงว่า จังหันนี้พออิ่มผู้เดียว ตนแสวงหาด้วยเจตนาเฉพาะพระเถระ ขอให้พระเถระจงอนุเคราะห์รับให้สิ้นเถิด
            พระเถระนึกในใจว่าเหตุผลจะมีในบิณฑบาตนี้จึงรับบิณฑบาตจนสิ้น เมื่อพระเถระกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ก็พากันเดินทางต่อไป พระเถระได้ถามบุรุษอุบาสกว่า เหตุใดเขาจึงไม่บริโภคอาหารนั้น บุรุษนั้นก็บอกความแต่หนหลัง พระเถระได้ฟังก็บังเกิดธรรมสังเวช การกระทำของเขายากที่ผู้อื่นจะกระทำได้ ตัวพระเถระได้ฉันบิณฑบาตทานนี้ สมควรจะมีกตัญญูรู้คุณของอุบาสก ถ้าเราได้เสนาสนะที่สบายแล้ว ถ้าเรามิได้พระอรหัตตราบใด เราจะไม่คลายสมาธิ จะไม่ลุกออกจากที่ตราบนั้น  เราจะกระทำเพียรให้ได้พระอรหัต ด้วยอำนาจบิณฑบาตของอุบาสก จะให้อุบาสกเสวยผลเป็นอันมาก
            พระเถระดำริดังนี้แล้ว ก็ไปสู่ติสสวิหารกระทำอาคันตุกวัตรแล้ว ก็นั่งตั้งกายสมาธิถือเอามูลกรรมฐาน กระทำความเพียรสิ้นเพลาราตรีวันหนึ่ง ก็มิอาจจะยังบาตรว่าโอภาสให้บังเกิดได้ ท่านก็เด็ดภิกขาจารบริโภคเสีย วันรุ่งขึ้นเช้าไม่ไปบิณฑบาต พิจารณามูลกรรมฐานนั้นเป็นอนุโลม เวลารุ่งอรุณในวันคำรบเจ็ด ท่านก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฎิสัมภิทาญาณ แล้วท่านมาดำริว่ากายของเรานี้ทุพพลภาพยิ่งนัก เมื่อพิจารณาดูก็รู้ว่าอายุสังขารนั้น จะสิ้นเสียแล้ว จึงให้ประชุมสงฆ์ทั้งปวง และแจ้งว่า ถ้าพระภิกษุรูปใดมีความสงสัยในมรรค และผลให้ไต่ถามท่านเถิด ภิกษุทั้งหลายจึงถามท่านถึงสาเหตุที่ทำให้ท่านเกิดธรรมสังเวช ท่านก็ได้แสดงเรื่องราวให้ทราบทุกประการ บริษัททั้งสี่ได้ฟังก็ซ้องสาธุการ
            พระเถระก็อธิษฐานว่า เมื่อท่านนิพพานแล้ว สังเค็ตเรือนยอดที่ใส่ศพของท่านนั้น ต่อเมื่อใดที่ทารุภัณฑกมหาติสสอุบาสก มายกศพ สังเค็ตจะลอยขึ้นไปในกาลนั้น เมื่อท่าอธิษฐานดังนี้แล้ว ก็เข้าสู่พระปรินิพพาน มีกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นสูญ มิได้บังเกิดสืบต่อไป
            พระยากาก วัญณติสสมหาราช ทราบข่าวพระเถระปรินิพพานก็เสด็จออกไปสู่ติสสวิหาร บูชาพระศพพระเถระแล้ว ให้ยกศพพระเถระใส่ในสังเค็ต ชนทั้งปวงมิอาจยกสังเค็ตขึ้นได้ กษัตริย์จึงถามพระภิกษุสงฆ์ถึงสาเหตุ เมื่อทราบความแล้ว จึงให้หาตัวอุบาสกนั้นมา แล้วถามความเมื่อได้ความแล้ว จึงให้อุบาสกนั้นไปดูศพพระเถระ อุบาสกเห็นแล้วก็จำได้ กษัตริย์ก็พระราชทานเครื่องประดับอันมีราคาเป็นอันมากแก่อุบาสกแล้ว ให้ยกสังเค็ตไปสู่เชิงตะกอน สังเค็ตนั้นก็ลอยขึ้นไปในอากาศ ด้วยอำนาจอธิษฐานของพระเถระ ครั้นเผาสรีรของพระเถรพเสร็จแล้ว เหลือแต่อัฐิธาตุ กษัตริย์จึงให้บรรจุอัฐิธาตุไว้ในพระสถูป เป็นที่สักการบูชาของมหาชนทั้งปวง

| บน |