ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสาณุสามเณร
ให้เป็นอุบัติเหตุแล้ว จึงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนานี้ พระสังคีติกาจารย์กำหนดด้วยบทพระคาถามีความว่า
ดังได้สดับมา สาณุสามเณรนั้น เป็นบุตรผู้เดียวของอุบาสิกาผู้หนึ่ง เมื่อสามเณรยังเป็นทารก
ผู้เป็นมารดาให้บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา เมื่อบรรพชาแล้วก็เป็นผู้ที่ประกอบด้วยศีลวัตร
และอาจริยวัตรเป็นอันดี มาในวันคำรบแปดของเดือนหนึ่ง สามเณรลุกขึ้นแต่เพลาเช้า
ตักน้ำมาตั้งไว้ในโรงน้ำ กวาดโรงธรรม ตามประทีปชวาลาให้รุ่งเรือง ป่าวร้องให้บริษัททั้งหลายมาฟังพระธรรมเทศนา
ภิกษุจึงชวนกันมาอาราธนาว่า จงกล่าวบทภาณให้เราฟัง
สามเณรไม่ได้บิดพลิ้ว ขึ้นสู่ธรรมาสน์แล้ว กล่าวบทภาณมีอาการประหนึ่งว่า เทวดาผู้วิเศษ
อันยังอากาศคงคาให้ตกลงมา ครั้นเมื่อลงจากธรรมาสน์แล้ว ก็ออกวาจาให้ส่วนบุญว่า
ข้าพเจ้าให้ส่วนบุญในกิริยา ที่กล่าวบทภาณนี้แก่มารดา และบิดาทั้งหลายของข้าพเจ้า
มารดาและบิดาของสามเณรที่เป็นมนุษย์นั้น ไม่รู้ว่าสามเณรให้ส่วนบุญ แต่มารดาสามเณรในอัตภาพอันเป็นลำดับนั้น
ตายไปบังเกิดเป็นยักขินี อยู่ได้มาสู่ที่ฟังธรรมกับหมู่เทวดาทั้งหลาย ได้ยินเสียงสามเณรให้ส่วนบุญจึงออกวาจารับอนุโมทนา
ความจริงพระภิกษุทั้งหลายที่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์นั้น เทพดาทั้งหลายมีความละอาย
และมีความเคารพคารวะ เทพดาทั้งหลายย่อมกระทำเคารพคารวะในสามเณรนั้นยิ่งนัก
และเทพดาทั้งหลาย ย่อมคารวะ และสรรเสริญนางยักขินีนั้น เหตุด้วยความเคารพในสามเณร
ย่อมให้อาสนะอันเลิศ และอาหารอันเลิศแก่นางยักขินี ด้วยมาสำคัญว่าเป็นมารดาของสาณุสามเณร
ในกาลนั้น สาณุสามเณรเมื่อเจริญวัยมีอินทรีย์แก่กล้าขึ้น ก็มีความกระสันเหนื่อยหน่ายจากพระพุทธศาสนา
ไม่ได้บอกให้ผู้ใดรู้ไปสู่เรือนของมารดาแต่ผู้เดียว ฝ่ายมารดาครั้นเห็นสามเณรจึงถามว่า
แต่ก่อนสามเณรมากับอาจารย์ และอุปัชฌาย์มิฉะนั้นก็มากับพระภิกษุหนุ่มและสามเณร
เหตุใดวันนี้จึงมาแต่ผู้เดียว สามเณรจึงบอกความกระสันของตนแก่มารดา ฝ่ายมารดาเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสไม่อยากให้สามเณรสึก
จึงแสดงโทษในฆราวาสให้สามเณรฟังโดยเอนกประการ เมื่อไม่สามารถยังสามเณรให้เห็นตามแล้ว
นางก็อำนวยตามแล้วขอให้สามเณรยับยั้งอยู่ก่อน เพื่อตนจะได้ทำยาคูมาถวาย
ขณะนั้น นางยักขินีเมื่อพิจารณาดูว่า สาณุสามเณรบุตรของตนอยู่ ณ ที่ใด บิณฑบาตแล้วหรือประการใด
ครั้นเห็นว่าสามเณรปรารถนาจะใคร่สึก จึงดำริว่าสามเณรนั้น อย่าพึงกระทำความละอายให้เกิดแก่เรา
ในระหว่างเทพดาทั้งหลายจำเราจะไปกระทำให้เป็นอันตราย ในการสึกของสามเณร ดำริแล้วนางยักขินีก็รีบมาสิงในร่างของสามเณร
ยังคอสามเณรให้บิดไป แล้วให้ล้มลงบนพื้นดินนอนดิ้นอยู่
ฝ่ายอุบาสิกาผู้เป็นมารดา เห็นบุตรของตน ซึ่งวิปการอยู่ดังนั้น ก็วิ่งมาประคองบุตรให้นอนเหนือตักของตน
ปริเวทนาการพิลาปร่ำรักบุตรของตน จึงกล่าวเป็นพระคาถาว่า ชนทั้งหลายเหล่าใดได้รับรักษาพระอุโบสถ
อันประกอบด้วยองค์แปดประการ ในวันสิบสี่ค่ำก็ดี สิบห้าค่ำก็ดี อนึ่งได้รักษาพระอุโบสถคือ
วันวันเป็นคำรบแปดของปักข์เป็นกำหนดก็ดี และชนทั้งหลายเหล่านั้นได้ประพฤติพรหมจรรย์นั้นก็ดี
ยักษ์ทั้งหลายจะได้กระทำให้ชนทั้งหลายเหล่านั้น ให้ได้รับความลำบากหามิได้
ในเพลาครั้งนี้ยักขินีทั้งหลายจึงมากระทำให้สามเณรได้ สามเณรได้ความลำบากเล่า
จะได้สมกับความที่ข้าพเจ้าได้ฟังมา แต่สำนักของพระอรหันต์ทั้งหลายหามิได้
นางยักขินี ครั้นได้สดับวาจาอุบาสิกากล่าวดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า ชนทั้งหลายใดได้รักษาพระอุโบสถ
อันประกอบด้วยองค์แปดประการ ในวันสิบสี่ค่ำ และในวันสิบห้าค่ำ อนึ่งในวันคำรบแปดของปักข์ก็ดี
ชนทั้งหลายได้ประพฤติพรหมจรรย์ ยักขินีทั้งหลายจะกระทำชนทั้งหลายนั้นให้ได้ความลำบากหามิได้
เหตุใดที่ท่านได้ยินได้ฟังมาแต่สำนักพระอรหันต์ทั้งหลายดังนี้ เหตุนั้นก็เป็นเหตุอันดีแล้ว
ท่านจงยังสามเณรที่กลับฟื้นมานั้นให้รู้ด้วยเถิด ว่าคำนี้เป็นคำของยักษ์ทั้งหลายกล่าวว่า
ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามกก็ดี หรือได้กระทำแล้วก็ดี กิริยาที่ท่านจะโลดโผนขึ้นไปในอากาศแล้วปลาศนาการหนีไปเสีย
และจะให้พ้นทุกข์นั้นหนีไม่พ้นเลย นางยักขินีกล่าวพระคาถาดังนี้แล้ว ก็ละสามเณรนั้นเสีย
ฝ่ายสามเณรนั้น ครั้นได้สมประดีลืมตาขึ้นมา ได้เห็นมหาชนชาวบ้านทั้งปวงมาสันนิบาตกันอยู่
ก็ไม่รู้สำนึกตนว่า ยักษ์เข้าสิงอยู่ จึงมาดำริว่า เราอยู่กลางพื้นดินได้ด้วยเหตุผลอันใด
คิดแล้วจึงถามมารดาด้วยบาทพระคาถาว่า ธรรมดาญาติและมิตรทั้งหลาย เมื่อได้เห็นบุคคลตายแล้ว
ก็พากันร้องไห้รักประการหนึ่ง ผู้ใดที่ชีวิตใกล้ดับสูญ ญาติและมิตรของผู้นั้นจึงร้องไห้รัก
เมื่อข้าพเจ้ายังมีชีวิตอยู่ มารดาร้องไห้รักข้าพเจ้าด้วยเหตุอันใด ด้วยเหตุผลเป็นประการใด
ลำดับนั้น อุบาสิกาผู้เป็นมารดา เมื่อจะแสดงโทษในกิริยาที่สามเณรละพัสดุกามและกิเลสกามแล้วและออกบรรพชา
และกลับมาเพื่อจะสึกอีกนั้น จึงมีวาจากล่าวเป็นบาทพระคาถามีเนื้อความว่า ธรรมดาญาติและมิตรย่อมร้องไห้รักผู้นั้น
ผู้ใดมาละพัสดุกามและกิเลสกามแล้วกลับเวียนมาในพัสดุกามและกิเลสกามอีก
ญาติทั้งหลายก็มากระทำสำคัญมั่นหมาย กำหนดบุคคลผู้นั้น ว่าเป็นประดุจดังว่าคนตาย
ฉะนั้นจึงพากันร้องไห้รัก แม้ผู้นั้นจะมีชีวิตอยู่ก็ได้ชื่อว่าเป็นคนตายแล้ว
ครั้นอุบาสิกากล่าวดังนี้แล้ว เมื่อนางจะแสดงโทษในฆราวาสแก่สามเณร จึงกระทำซึ่งการฆราวาสนั้นให้เห็นปานประหนึ่งว่า
หลุมคูถ มิฉะนั้นก็กระทำให้เห็นปานประหนึ่ง
ว่าขุมนรก
แล้วจึงมีวาจากล่าวเป็นบาทพระคาถามีเนื้อความว่า ตัวสามเณรได้โดดขึ้นจากหลุมคูถได้แล้ว
และปรารถนาเพื่อจะมาตกหลุมคูถอีก สามเณรพ้นจากขุมนรกขึ้นมาได้แล้ว และปรารถนาเพื่อจะมาตกขุมนรกอีก
นางกล่าววาจานี้ แล้วจึงมีวาจากับสามเณรว่า สามเณรได้บรรพชาในพระพุทธศาสนานี้
ก็เพื่อจะนำมารดา และบิดาออกจากทุกข์ เปรียบดังบุคคลขนทรัพย์สรรภัณฑะออกจากเรือนที่ไฟไหม้
แล้วสามเณรมาปรารถนา เพื่อจะเผาภัณฑะที่ขนออกมานั้นเสีย ให้ไหม้ในเรือนนั้นอีก
สามเณรจงนำมารดาบิดาออกเสียจากทุกข์ด้วยเถิด จงเป็นที่พึ่งที่เร้นซ่อนป้องกันแก่มารดาบิดาด้วยเถิด
ฝ่ายสาณุสามเณรก็กำหนดเนื้อความได้ จึงมีวาจาว่า ตนไม่มีประโยชน์ด้วยเพศฆราวาสแล้ว
มารดาก็ดีใจ ถามสามเณรว่า มีวัสสาอายุได้เท่าไรแล้ว ครั้นรู้ว่าบุตรของตนมีอายุครบบริบูรณ์แล้ว
นางก็จัดแจงแต่งไตรจีวรถวายสามเณร สามเณรก็ได้อุปสมบทเป็นภิกขุภาวะในพระพุทธศาสนา
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อพระองค์จะข่มจิตของพระสาณุเถระ และจะยังความอุตส่าห์ให้บังเกิด
จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเทศนาว่า
ชื่อว่าจิตนี้ย่อมมีปกติ
เที่ยวไปในอารมณ์ทั้งหลายต่าง ๆ สิ้นกาลนาน
เมื่อบุคคลไม่ข่มขี่จิตนั้นลงไว้ได้แล้ว ความสิริสวัสดิ์ก็หามีแก่ผู้นั้นไม่
เหตุดังนั้น บุคคลควรจะพึงกระทำความเพียร ด้วยกิริยาที่จะกดขี่จิต กระทำอาการให้ดูเหมือนดังนายหัตถาจารย์กระทำความเพียรข่มขี่คชสารซับมันด้วยขอฉะนั้น
มีพระพุทธฎีกาตรัสฉะนี้แล้ว เมื่อจะโปรดประทานพระธรรมเทศนา จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถามีเนื้อความว่า
ชื่อว่าจิตนี้ย่อมปรารถนา เพื่อจะเที่ยวไปในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์ เป็นต้น
ล้ำกิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นอาทิด้วยอาการอันใด ในกาลก่อนแต่กาลนี้ และความปรารถนาของจิต
ย่อมบังเกิดในอารมณ์ทั้งหลายเหล่าใด จิตนี้ก็ย่อมได้ชื่อว่า ยัตถกามด้วยอำนาจของความปรารถนานั้น
ความสุขย่อมบังเกิดมีแก่จิตโดยสมควรแก่อันเที่ยวไป และจิตนี้มีปรกติเที่ยวไปสู่อารมณ์อันเป็นที่เที่ยวไปควรแก่สบาย
เพราะเหตุเที่ยวไปในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้นนั้น บุคคลผู้ถือขออันฉลาด
เราก็จะกดขี่จิต
และจะไม่ให้จิตล่วงอำนาจเราไปได้
โดยโยนิโสมนสิการ อุบายปัญญากระทำกิริยาให้เหมือนนายหัตถาจารย์ผู้ฉลาดที่ข่มขี่คชสารซับมันด้วยขอฉะนั้น
ครั้นจบพระธรรมเทศนา ธรรมาภิสมัยมรรค และผลก็บังเกิดแก่เทพยดาทั้งหลายเป็นอันมาก
บรรดาที่ได้เข้าไปฟัง
พระสัทธรรมเทศนากับด้วยพระสาณุเถระนั้น
พระสาณุเถระครั้นเรียนพระพุทธวจนะอันเป็นพระไตรปิฎกทั้งสามสำเร็จแล้วก็ได้เป็นพระมหาธรรมศึกผู้ประเสริฐ
ท่านดำรงชนมายุอยู่ได้ ๑๒๐ พระวัสสาแล้วกระทำสกลชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กำเริบแล้วก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้
| บน |