พระกุณฑลดิสสเถระ และพระพยัคฆเถระ

            ตามความในนิทานกถา ของพระเถระทั้งสองมีความว่า ท่านมีบารมีกุศลมูลได้สร้างมาในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลปางก่อน เมื่อท่านได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา เสด็จดับขับธปรินิพพานล่วงแล้วได้ ๒๒๘ ปี ท่านก็ได้มาบังเกิดเป็นบรมกษัตริย์ ในชมพูทวีป และลังกาทวีป มีพระนามว่า ศรีธรรมาโศกราช พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า เทวานัมปิยดิส พระองค์หนึ่ง ทั้งสองพระองค์เป็นพระสหายกัน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชมีพระราชบุตรมีพระนามว่า พระมหินทราชกุมาร มีราชธิดาพระนามว่า พระสังมมิตตากุมารี ให้ทรงผนวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ก็ได้กระทำให้พระบวรพุทธศาสนาโชตนาการ
            สมัยต่อมา บรมกษัตริย์ทรงประชวรหนัก จึงมีพระราชโองการแต่เจ้าพนักงานชาวพระคลัง ให้นำเอาวัตถุทั้งหลายมีเงิน และทอง เป็นต้น และวัตถุทานทั้งหลายอื่นมากองไว้ พระองค์จะให้ทาน แต่เจ้าพนักงานกราบทูลว่า ที่เก็บพระราชทรัพย์นั้นถูกใส่กุญแจไว้มั่นคง ในกาลครั้งนั้น มีแต่ผลมะบามป้อม สิ่งเดียวอยู่ในที่ใกล้พระหัตถ์ พระองค์จึงทรงรำพึงว่า สมบัตินี้ย่อมมีสภาวะหวั่นไหว แปรปรวนมิได้ตั้งอยู่นาน เปรียบเหมือนสายฟ้าแลบ ในกาลครั้งนั้น แพทย์ผู้หนึ่งจึงกราบทูลว่า สมบัตินั้นจะได้ยั่งยืนเที่ยงแท้หามิได้ ถึงว่ารูปกายนั้นก็ไม่เที่ยง หวั่นไหวแปรปรวนไปมาดุจดังลิ้นงู ชีวิตสังขารก็ไม่เที่ยงแท้ยั่งยืน พลันที่จะดับทำลายไป ดุจหยาดน้ำค้างบนปลายหญ้า พลันที่จะเหือดแห้งไป
            บรมกษัตริย์นั้น กระทำกาลกิริยาตายไป บังเกิดเป็นงูเหลือมใหญ่อาศัอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี กาลครั้งนั้นพระมหินทเถระเสวยสุขอยู่ในผลสมาบัติ ครั้นออกจากผลสมาบัติแล้ว ท่านจึงพิจารณาเห็นว่า ความสุขเช่นนี้ใครให้แก่เราหนอ เมื่อพิจารณาไปก็ทราบว่า พระราชบิดาคือ พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชประทานให้ ท่านจึงพิจารณาต่อไปว่า พระราชบิดาของเราไปอยู่ ณ ฐานที่ใดก็ได้เห็นพระราชบิดาถึงวิปการคือ เกิดในอัตภาพของอเหตุกปฎิสนธิ ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ก็มีความสังเวชสลดลง จึงเข้าไปยังสำนักของพระราชบิดากล่าวว่า กรรมอันนี้จะได้สมควรแก่มหาบพิตรหามิได้ งูเหลือมนั้นจำได้ว่าพระเถระเป็นบุตรของตน ก็บังเกิดปฎิสารเดือดร้อนใจ จึงเข้าไปใกล้พระเถระแล้ว วางศีรษะลงบนพระบาทของพระเถระ พระเถระจึงแสดงพระธรรมเทศนาแล้ว ให้ไตรสรณคมณ์กับศีลห้า แล้วก็กลับไปที่อยู่ของท่าน
            ฝ่ายงูเหลือมนั้น ได้อุตส่าห์รักษาศีลห้าประการบริสุทธิ์ ก็มีอาหารขาดไปก็ทำกาลกิริยาตายภายในเจ็ดวัน ไปบังเกิดเป็นเทพบุตรประกอบด้วยมหิทธิฤทธิ์อยู่ ณ ดาวดึงส์เทวสถาน เมื่อพิจารณาไปก็เห็นความไม่เที่ยงของสังสารวัฎ ให้มีจิตเหนื่อยหน่ายในขันธ์ธาตุ และอายตนะ จึงจุติจากดาวดึงส์พิภพ ด้วยกระทำอธิมุตตกาลกิริยากลั้นใจตาย ก็ได้ไปเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในสิงหลทวีป ครั้นอายุครบเจ็ดขวบก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยจตุสัมภิทาญาณทั้งสี่ประการ มีนามว่า พระกุณฑลดิสสเถระ
            ฝ่ายพระยาเทวานัมปิยดิส นั้น ครั้นอุตส่าห์บำเพ็ญเพิ่มพระราชกุศลจำแนกทาน เป็นต้น ตราบจนสิ้นพระชนมายุแล้ว ก็สวรรคตไปบังเกิดเป็นเทพบุตรในดาวดึงสพิภพ ครั้นจุติจากเทวโลกก็ได้มาเกิดเป็นบุตรของเศรษฐีในสิงหลทวีป เมื่ออายุได้เจ็ดขวบ เห็นโทษในฆราวาสออกจากเคหฐาน บรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์เจิรญพระวิปัสนากรรมฐาน ไม่ช้าก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมไปด้วยพระปฎิสัมภิทาญาณแตกฉาน ในห้องพระไตรปิฎก มีนามว่า พระพยัคฆเถระ ท่านอุตส่าห์บอกพระไตรปฎิกทั้งสามแก่พระภิกษุทั้งหลาย อยู่ในปรางค์ปราสาทตราบเท่าสิ้นอายุสังขาร
            ในกาลครั้งนั้น พระกุณฑลดิสสเถระกระทำกิริยาที่จะปลงอายุสังขาร แล้วเข้าสู่ปรินิพพาน ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์ในรูปนั้น มหาชนชวนกันกระทำสักการบูชา ร่างอสุภของพระเถระก็ลอยขึ้นสู่ห้องนภากาศ กับทั้งหีบด้วยกำลังอธิษบานฤทธิ์ของพระเถระ บ่ายหน้าไปจำเพาะโลหะปราสาท ในกาลครั้งนั้น พระพยัคฆเถระ เมื่อบอกพระไตรปิฎกธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอยู่ในโลหะปราสาท ได้สดับเสียงสาธุการ จึงถามภิกษุทั้งหลายว่าคือเสียงอันใด ครั้นได้สดับว่า พระกุณฑลดิสสเถระ เข้าสู่พระปรินิพพาน พระเถระจึงรำพึงว่า อายุสังขารของเราจะตั้งอยู่ได้อย่างไร เมื่อพิจารณาไปก็ทราบว่า อายุสังขารของเราจะสิ้นไปในวันนี้แล้ว ท่านก็ลุกขึ้นจากอาสนะแล้ว ยังพระภิกษุให้อดโทษ แล้วจึงให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยนับเป็นอาทิว่าด้วยสามารถ พระอนิจจาทิลักษณะ พระเถระก็ระเห็จเหาะเข้าไปในหีบทองนั้น กระทำกิริยาปลงอายุสังขาร เข้าสู่พระปรินิพพานในหีบทองนั้น
            ฝ่ายหีบทอง ที่รองพระศพของพระเถระทั้งสอง ก็ลอยจากพื้นนภากาศประดิษฐานเหนือพื้นปฐพี มหาชนก็ชวนกันกระทำสักการบูชาสรีรศพของพระเถระทั้งสอง ชวนกันถวายเพลิงเก็บเอาพระอัฐิธาตุไปบรรจุไว้ในลังกาทวีป
            เรื่องราวนิทานดังกล่าว มีอยู่ในสีหลวัตถุ ความต้นมีว่า ยังมีบรมกษัตริย์พระองค์หนึ่งพระนามว่า พระเจ้าสัทธาติสสมหาราช วันหนึ่ง พระองค์มีพระราชปุจฉา ตรัสถามพระสงฆ์ทั้งปวงว่า ขอให้แสดงพระภิกษุที่พระองค์ควรถวายนมัสการ พระภิกษุทั้งหลายจึงถวายพระพรว่า พระกุณฑลดิสสเถระที่อยู่ในมงคลวิหารนั้นเป็นอรหันต์ ทรงไตรวิชชาคุณอันประเสริฐ ควรที่จะเป็นที่ไหว้สักการบูชา พระเจ้าติสส ก็เสด็จไปพร้อมบริวารเป็นระยะทาง ๕ โยชน์ พระเถระได้ยินเสียงอื้ออึงมา จึงถามพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวงว่า เป็นเสียงอะไร พระภิกษุทั้งปวงจึงบอกว่า เป็นเสียงมหาชนตามเสด็จพระบรมกษัตริย์ ซึ่งกำลังเสด็จมาเพื่อเสพสมาคมกับพระเถระ พระเถระจึงมาดำริว่า เรานี้ชราภาพแล้ว จะมีประโยชน์อันใดด้วยกิจที่จะเวียนไปในพระราชวังให้ลำบาก ดำริแล้ว พระเถระก็กระทำอุบายแสดงอาการ ประหนึ่งว่าไม่ใช่พระขีณาสพ บรมกษัตริย์เสด็จไปถึงทอดพระเนตรเห็นพระเถระ นอนอยู่บนเตียงด้วยอาการเอามือซ้ายขวา ขีดไปมาบนตียง ก็สันนิษฐานในพระทัยว่า พระเถระไม่ใช่พระขีณาสพ ธรรมดาพระขีณาสพท่านย่อมประพฤติรำงับปราศจากคะนองมือ สันนิษฐานดังนี้แล้ว ก็มิได้ทรงพระราชศรัทธา แล้วเสด็จกลับสู่พระนคร ฝ่ายพระภิกษุสงฆ์จึงว่าแก่พระเถระว่า เหตุไฉนพระเถระจึงทำให้เสียพระราชศรัทธาไปดังนั้น พระเถระตอบว่า กิจที่จะรักษาพระราชศรัทธาของบรมกษัตริย์ มิได้เป็นธุระของท่านทั้งปวง แต่เป็นธุระของพระเถระเอง
            สมัยต่อมา เมื่อพระเถระเข้าสู่พระปรินิพพาน จึงสั่งแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งปวงไว้ว่า จะตั้งบัลลังก์อันอื่นไว้อีกบัลลังก์หนึ่ง ลาดปูด้วยเครื่องลาดให้สมควร แล้วจึงอธิษฐานว่า เมื่อเรานิพพานแล้ว กูฎาคารสังเค็ตที่ใส่ศพของเรา จงลอยไปในอากาศตราบถึงถูปาราม ให้กูฎาคารสังเค็ตกระทำประทักษิณถูปารามสามรอบแล้ว จงไปสู่ที่ศิลาเจดีย์ ให้ศิลาเจดีย์นั้นลอยขึ้นกับทั้งที่พื้น ตั้งอยู่เหนือยอดของกูฎาคารสังเค็ตที่ไว้ศพของเรา แล้วให้กูฎาคารสังเค็ตนั้นลอยอยู่ไม่รู้ตก ลงมาเหนือภูมิภาคปฐพี กาลใดเมื่อพระเจ้าสัทธาติสสเสด็จออกมาทอดพระเนตรและกระทำสักการะบูชาแล้ว กุฏาคารสังเค็ตนั้นจงลงจากอากาศ ประดิษฐานอยู่เหนือภูมิภาคในกาลนั้นเถิด
            ครั้นพระเถระอธิษฐานดังนี้แล้วก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้ ภิกษุทั้งปวง ก็พร้อมกันยกศพพระเถระ ขึ้นใส่กูฏาคารสังเค็ต แล้วตั้งบัลลังก์อื่นไว้บัลลังก์หนึ่งตามที่พระเถระสั่งให้กระทำ  ในกาลนั้น ด้วยอำนาจของพระเถระอธิษฐาน กูฏาคารสังเค็ตก็ลอยขึ้นสู่อากาศเวหา ไปตามรรคาได้ห้าโยชน์ ฝูงเทวดาและมนุษย์ได้เห็นปาฏิหาริย์อธิษฐานฤทธิ์ ก็มีจิตโสมนัส พากันกระทำสักการะบูชา เสียงสาธุการบันลือลั่น สังเค็ตนั้นเมื่อลอยมาถึงกูปาราม แล้วก็กระทำประทักษิณสามรอบ แล้วลอยไปสู่ที่ประดิษฐานของศิลาเจดีย์ ศิลาเจดีย์นั้นก็ถอนรากลอยขึ้นแล้วขึ้นประดิษฐานเหนือกูฏาคารสังเค็ตนั้น
            ขณะนั้นพระพยัคฆเถระท่านนั่งบอกพระไตรปิฎกแก่พระภิกษุทั้งหลายอยู่ในโลหะปราสาทชั้นที่เจ็ด ครั้นได้สดับเสียงสาธุการเอิกเกริก จึงถามพระภิกษุทั้งปวงว่าเป็นเสียงอะไร  ก็ได้รับคำตอบว่า พระกุณฑลติสสเถระได้นิพพานแล้ว กูฏาคารสังเค็ตที่ใส่ศพพระเถระ ได้ลอยมาประดิษฐาน อยู่ในที่ประดิษฐานศิลาเจดีย์ ฯ ได้ลอยขึ้นไปอยู่บนยอดกูฏาคารสังเค็ตนั้น เสียงเอิกเกริกคือ เสียงในที่นั้น
            พระเถระจึงว่าเรานี้อาศัยท่านผู้มีบุญมาเกิด จึงพลอยได้เครื่องสักการบูชา เราจะอำลาท่านทั้งปวงเข้าสู่พระนิพพาน เหนือเตียงเป็นคำรบสองอัน ตั้งอยู่เคียงกันกับเตียงพระกุณฑลติสสเถระในกูฏาคารสังเค็ตนั้น แล้วพระเถระก็ยังพระสงฆ์ทั้งปวงให้อดโทษตามธรรมเนียมพระอริยเจ้า แล้วเหาะไปเข้าสู่กูฏาคารสังเค็ต นั่งเหนือเตียงอันเคียงกับเตียงพระกุณฑลติสสเถระ แล้วท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินนิพพาน มีกรรมชรูปและวิบากขันธ์อันมิได้เหลือเศษ เป็นอนุปาทิเสสปรินิพพาน
            ส่วนพระเจ้าสัทธาติสสมหาราช เมื่อราชบุรุษกราบทูลเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทรงทราบแล้ว เมื่อแรกพระองค์ไม่ทรงเชื่อ เพราะเข้าพระทัยว่าพระเถระยังเป็นปุถุชน ต่อเมื่อเขากราบทูลเข้าด้วยกันจึงได้ทรงเชื่อ พระองค์จึงถือเอาเครื่องสักการบูชาเสด็จออกไปที่ศิลาเจดีย์ แล้วทรงกระทำสักการบูชาสรีรศพของพระเถระทั้งสององค์ ขณะนั้นกูฏาคารสังเค็ตนั้น ก็ลอยลงมาประดิษฐานอยู่ ณ ปฐพี พระเจ้าสัทธาติสสจึงกระทำถวายพระเพลิงพระศพพระเถระทั้งสององค์ แล้วเก็บอัฐิธาตุก่อเป็นสถูป บรรจุไว้ที่สักการบูชา เพื่อจะให้เป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ชาวลังกาทวีปนั้น

| บน |