พระโลลุทายีเถระ

            ตามความในโลลุทายีเถระวัตถุ มีความว่า ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวนาราม ทรงปรารถ พระโลลุทายีเถระ ให้เป็นอัตถปบัติเหตุ แล้วจึงประทานพระธรรมเทศนานี้
            พระโลลุบทายีเถระ ท่านมีอภินิหารได้บำเพ็ญทานมาแล้วสิ้นแสนกัป นับแต่พระศาสนาของพระปทุมมุตตระพุทธเจ้า ได้เวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฎ สั่งสมนิจจยาการเกื้อกฤดาภินิหาร ซึ่งเป็นอุปนิสัย แก่สาวกบารมีสิ้นกาลช้านาน
            ครั้นมาใน กาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้มาบังเกิดเป็นบุตรของตระกูลในกรุงสาวัตถี แล้วมีศรัทธาออกบวชในพระพุทธศาสนา เมื่อท่านไปสู่เรือนของตระกูลทั้งหลายที่กระทำการมงคลแล้ว ท่านก็แสดงพระสูตรอันเป็นอวมงคล และเมื่อท่านไปสู่เรือนของตระกูลทั้งหลายที่กระทำอวมงคลแล้ว กลับไปกล่าวมงคลคาถา
            ฝ่ายภิกษุทั้งหลาย ครั้นได้สดับธรรมกถาของท่านแล้ว จึงนำเอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถึงในกาลปางก่อน โลลุทายีภิกษุนี้ ในเมื่อคำอื่นตนควรจะกล่าวก็ไม่กล่าว กลับไปกล่าวคำอื่นเสีย ตรัสดังนี้แล้วก็ทรงนิ่งอยู่ ครั้นพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลอาราธนา พระพุทธองค์ก็นำอดีตวัตถุมาตรัสเทศนา
            ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองนครพาราณสี มีบุตรพราหมณ์ชื่ออัคคิทัต อยู่ในนครพาราณสีมีชื่อว่า โสมทัตตกุมาร เป็นข้าเฝ้าพระเจ้าพาราณสี เป็นที่รักที่พอใจของกษัตริย์ อัคคิทัตผู้เป็นบิดาประกอบอาชีพกสิกรรม มีโคอยู่คู่หนึ่ง โคตัวหนึ่งตายไป อัคคิทัตพราหมณ์จึงขอให้โสมทัต ขอโคจากพระเจ้าพราราณสีมาให้สักหนึ่งตัว โสมทัตตกุมาร จึงมารำพึงว่า ถ้าเราขอโคจากกษัตริย์ ความที่เป็นคนเจ้าหน้าที่ก็จะปรากฎแก่เรา คิดแล้วจึงว่าแก่บิดาว่า ให้ไปขอเองเถิด บิดาจึงบอกว่าให้พาตนไป โสมทัตตกุมาร จึงมารำพึงว่าบิดาของเรามีปัญญาเขลา ในเมื่อถ้อยคำอื่นที่ตนจะพึงกล่าวก็หากล่าวไม่ ไปกล่าวคำอื่นเสีย จำเราจะยังบิดาให้ศึกษาสำเหนียกให้คุ้นเคยชำนาญก่อน คิดแล้วเขาจึงพาบิดาไปยังสุสาน แล้วผูกหญ้าให้เป็นกำ ๆ แล้วกระทำสัญญาว่า กำหญ้านี้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ กำหญ้านี้ชื่อว่าเป็นพระยาอุปราช กำหญ้านี้ชื่อว่าเป็นเสนาบดี แล้วชี้แจงให้บิดาฟังโดยลำดับ แล้วสั่งสอนว่า เมื่อบิดาเข้าไปสู่ราชตระกูลแล้ว จะต้องทำอย่างนี้ ๆ พึงกราบทูลว่า ขอพระองค์จงมีชัยชนะเถิด กล่าวดังนี้แล้วจงกราบทูลขอโคเถิด ครั้นสอนเสร็จแล้วจึงให้บิดาเรียนคาถาว่า
            ข้าแต่พระราชสมภารผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้ามีโคอยู่สองตัว ได้ไถนาด้วยโคนั้น โคตัวหนึ่งตายเสียแล้ว ขอพระองค์พระราชทานโคให้ครบสองตัว แก่ข้าพเจ้าเถิด เมื่อไปเฝ้ากษัตริย์ อัคคิทัตพราหมณ์ก็กล่าวคาถาว่า
            ข้าแต่พระราชสมภารผู้ประเสริฐ ข้าพระบาทมีโคอยู่สองตัว ได้ไถนาด้วยโคนั้น โคตัวหนึ่งตายเสียแล้วขอพระองค์จงรับเอาโคตัวที่สองเสียเถิด
            กษัตริย์ได้ทรงฟังแล้วก็ถามซ้ำ พราหมณ์ก็ยังคงกล่าวคาถายืนอยู่ กษัตรย์ทรงทราบเนื้อความที่พราหมณ์กล่าวผิดพลั้งพลาดไป จึงไปถามความจากโสมทัตตกุมาร เมื่อทราบความแล้ว ก็พระราชทานโคให้แก่พราหมณ์ ๑๖ ตัว
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงประชุมพระชาดกว่า พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ต่อมาคือพระอานนท์เถระ อัคคิพราหมณ์ต่อมาคือโลลุทายีภิกษุ โสมทัตตกุมาร ต่อมาคือตถาคตในครั้งนี้ โลลุทายีภิกษุนั้นที่เป็นดังนี้เพราะเหตุที่ตนมีการสดับน้อย บุรุษที่มีการสดับน้อยนั้น เช่นกับด้วยโคอันกำลังให้เจริญ มีพระพุทธฎีกาตรัสดังนี้แล้ว จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถามีความว่า "บุรุษผู้มีการสดับอันน้อยนี้ ย่อมมีเนื้อหนังมังสะ อันเจริญดุจหนึ่งว่าโคใช้ แต่ปัญญาของบุรุษนั้นจะได้เจริญหามิได้
            เมื่อจบพระธรรมเทศนา พระภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็ได้บรรลุมรรคและผล มีพระโสดาเป็นประธาน
            สมัยต่อมา พระโลลุทายีภิกษุ ครั้นได้ธรรมสังเวชสลดจิต ท่านก็อุตสาห์เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ปลงปัญญาลงสู่พระไตรลักษณ์ ไม่ช้าก็ได้สำเร็จพระอรหัต ครั้นอยู่มาเมื่อท่านมีวัสสาอายุถ้วยกำหนดแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษมิได้

| บน |