สันตติมหาอำมาตย์

            สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสถิตอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภสันตติมหาอำมาตย์ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วจึงโปรดประทานพระธรรมเทศนานี้
            ความในวัตถุนิทาน มีอยู่ว่า สมัยหนึ่งสันตติอำมาตย์ออกไปรำงับปัจจันตประเทศของพระเจ้าปเสนทิโกศล ที่หมู่อรินทรราชเหล่าร้ายกำเริบเสร็จแล้วกลับคืนมา พระเจ้าปเสนทิโกศลได้พระราชทานสมบัติให้แก่มหาอำมาตย์รวมเจ็ดวัน แล้วพระราชทานสตรีผู้ฉลาดในการฟ้อน และการขับให้คนหนึ่ง มหาอำมาตย์นั้นดื่มสุรามัวเมาอยู่เจ็ดวัน ครั้นถึงวันที่เจ็ดมหาอำมาตย์ขึ้นช้างไปสู่ท่า เพื่อจะอาบน้ำได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต มหาอำมาตย์ก็โคลงศีรษะ ถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็หลีกไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแย้มพระโอษฐออกให้ปรากฎ พระอานนท์เห็นดังนั้นจึงกราบทูลถามสาเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธวจนบริหารว่า สันตติมหาอำมาตย์นั้น มีอัตภาพที่ตกแต่งไปด้วยสรรพาภรณ์อลงการทั้งปวง แล้วจะมาสู่สำนักตถาคตและจะบรรลุพระอรหัต ในกาลเมื่อจบพระธรรมเทศนาคาถาสี่บท แล้วจะนั่งเหนือนภาดล มีประมาณเจ็ดชั่วลำตาล แล้วก็ปรินิพพาน ณ เพลาวันนี้
            บรรดามหาชนชาวพระนครได้สดับพระพุทธวจนภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ตรัสกับพระอานนท์นั้น บรรดาผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐินั้น ต่างมารำพึงคิดว่า พระสมณโคดมนี้ก็สักแต่ว่ากล่าวไปแต่ปากกระนั้น จำเราทั้งหลายจะข่มขี่พระสมณโคดมเสียด้วยถ้อยคำ ที่กล่าวมุสาวาทวันนี้เถิด ส่วนผู้ที่เป็นสัมมาทิฐินั้น ต่างรำพึงว่า เรามาพิศวงอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายนี้ น่าอัศจรรย์เราได้เห็นได้ชมพระพุทธลีลาศ และเยื้องกรายของมหาอำมาตย์ในเพลาวันนี้
            ฝ่ายมหาอำมาตย์นั้น เมื่อเล่นน้ำอยู่ในท่าสิ้นวันยังค่ำ แล้วก็กลับมาสู่สวนราชอุทยาน ฝ่ายสตรีที่ได้รับพระราชทานมาให้นั้น ก็ลงสู่สนามฟ้อน สตรีนั้นบริโภคอาหารน้อยอยู่เจ็ดวัน เพื่อประโยชน์จะแสดงลีลาศเยื้องกราย เมื่อแสดงฟ้อนและขับอยู่นั้น ลมสัตถกวาตอันคมดุจศัสตรา ก็บังเกิดขึ้นในอุทรตัดหทัยให้ขาดไป สตรีนั้นก็ทำกาลกิริยาตายในขณะนั้น มหาอำมาตย์เห็นดังนั้นความโศก ก็เข้ามากลุ้มกลัดครอบจิตสันดาน แล้วมาดำริว่า บุคคลอื่นเว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่อาจดับความโศกของตนได้ มหาอำมาตย์พร้อมด้วยพลนิกาย ก็ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าในเพลาสายัณห์ ถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ความโศกได้บังเกิดแก่ข้าพระบาท จึงมาเฝ้าพระองค์ด้วยคิดว่าพระองค์อาจสามารถ จะดับความโศกของข้าพระบาทเสียได้
            พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธวจนภาษิตกถาว่า ท่านมาสู่สำนักตถาคตผู้สามารถจะยังความโศกของท่านให้ดับได้ แท้จริงท่านร้องไห้ในกาล เมื่อสตรีผู้นี้กระทำกาลกิริยา ด้วยเหตุอย่างนี้สิ่งเดียวเท่านั้น น้ำตาของท่านที่ไหลออกนั้น ถ้าจะรองไว้ไม่ให้แห้งไปเสียเลยแล้ว ก็จะมากยิ่งนักกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่นี้อีก พระพุทธฎีกาภาษิตนี้ เมื่อจะประทานพระอมตสุธารสธรรมเทศนา จึงกล่าวเป็นบาทพระคาถามีเนื้อความว่า
            ดูกร สันตติมหาอำมาตย์ น้ำตาของท่านที่ไหลออกแล้วในกาลก่อนนั้นมีอยู่ ท่านจงยังน้ำตาให้เหือดแห้งเสียเถิด การกังวลจงอย่ามีแก่ท่านในภายหลังอีกเลย ผิว่าท่านไม่ถือเอาการกังวลนั้นอีกไซ้ร ท่านก็จะเป็นบุคคลเข้าไปรำงับได้ด้วยประการ ฉะนี้
            ครั้นเสร็จพระคาถาสี่บาทนั้นลงแล้ว มหาอำมาตย์ก็ได้บรรลุพระอรหัต ครั้นได้บรรลุพระอรหัตตผลแล้ว จึงมาพิจารณาดูอายุสังขารของตน ครั้นทราบว่าอายุสังขารไม่วัตตนาการสืบไปอีกแล้ว จึงกราบทูลขอโอกาสแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระองค์ได้ทรงอนุญาตยอมให้ข้าพระองค์ปรินิพพานเถิด
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบ กรรมที่มหาอำมาตย์ได้กระทำไว้แล้วนั้น และพระพุทธองค์มาทรงสันนิษฐานกำหนดในพระทัยว่า พวกมิจฉาทิฐิมาประชุมกันอยู่ เพื่อจะข่มขี่ตถาคตเหตุคำมุสาวาทนั้น จงอย่าได้ช่องได้โอกาสเลย และชนที่เป็นสัมมาทิฐิที่มาประชุมกันว่า เราจะได้เห็นพระพุทธลีลาศ และเยื้องกรายของมหาอำมาตย์ ครั้นได้สดับถึงกรรมที่มหาอำมาตย์นี้กระทำแล้ว ก็จะกระทำความเอื้อเฟื้ออาทรในการกุศลทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดในพระทัยดังนี้แล้ว จึงมีพระพุทธบรรหารถามว่า ท่านจะแสดงกองการกุศลที่ท่านได้กระทำแล้วแก่ตถาคต อนึ่งเมื่อท่านจะแสดง จงอย่าได้ประดิษฐานที่ปฐพี จงประดิษฐาน ณ พื้นนภากาศประมาณเท่าเจ็ดลำตาล
            ฝ่ายมหาอำมาตย์รับพระพุทธบัญชาแล้ว เมื่อขึ้นไปในห้องนภากาศประมาณเท่าชั่วลำตาลแล้ว ก็กลับมาถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า และเมื่อขึ้นไปในห้องนภากาศโดยลำดับ ตราบเท่าชั่วลำตาลแล้ว จึงนิสัทนาการด้วยอูรุพัทธบัลลังก์ แล้วจึงกราบทูลประกาศขอพระองค์จงสดับบุพพกรรมการกุศล ที่ข้าพระบาทได้กระทำเถิด กราบทูลประกาศแล้วจึงแสดงบุพพกรรมการกุศลว่า ในที่สุดเก้าสิบเอ็ดกัปนับถอยหลัง ตั้งแต่ภัททกัปนี้ลงไป ในกาลเมื่อพระวิปัสสีพุทธเจ้า ได้มาอุบัติในโลกนั้น ข้าพระบาทได้บังเกิดในตระกูลหนึ่ง ในนครพันธุมดี ข้าพระบาทมาพิจารณาว่า กรรมอันใดที่ไม่ตัดประโยชน์ผู้อื่น และไม่ต้องเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นนั้น จะมีอยู่บ้างอย่างไร ครั้นพิจารณาไปก็ได้เห็นอุโฆสนกรรม การป่าวร้องในการกุศลนั้นแหละเป็นกรรมอันดี ไม่ตัดประโยชน์และไม่ต้องเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่น จับเดิมแต่นั้นมา เมื่อข้าพระบาทจะกระทำอุโบสถกรรมนั้น ข้าพระบาทก็เที่ยวร้องประกาศชักชวนมหาชนว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าได้ประมาท หมั่นกระทำการบุญการกุศลเถิด จงอุตส่าห์รักษาพระอุโบสถศีลเถิด จงอุตส่าห์บำเพ็ญทานฟังพระธรรมเทศนาเถิด ขึ้นชื่อว่า รัตนะอื่น ๆ จะประเสริฐเสมอด้วยแก้วคือ พระพุทธาทิรัตนะนั้นไม่มีเลย ท่านทั้งหลายอุตส่าห์กระทำสักการบูชาแก่พระรัตนตรัยเถิด เมื่อข้าพระบาทเที่ยวประกาศป่าวร้องอยู่ดังนี้ พระเจ้าพันธุมราชผู้เป็นพระพุทธบิดานั้น ครั้นได้สดับสัททสำเนียงข้าพระบาทแล้ว จึงมีรับสั่งให้หาข้าพระบาทเข้าเฝ้า ดำรัสถามข้าพระบาทว่า ท่านเที่ยวกระทำกรรมสิ่งใดหรือ ครั้นข้าพระบาทกราบทูลว่า ข้าพระองค์เที่ยวประกาศคุณของพระรัตนตรัย เที่ยวชักชวนให้มหาชนกระทำการกุศล พระองค์จึงตรัสถามว่า ท่านนั่งเหนืออะไรแล้วเที่ยวไป ข้าพระบาทกราบทูลว่า ข้าพระบาทเที่ยวไปด้วยเท้าเปล่า พระองค์จึงดำรัสว่า ท่านเที่ยวไปด้วยเท้าเปล่าหาควรไม่ ท่านจงทัดทรงประดับพวงดอกไม้นี้แล้ว จงนั่งเหนืออัศดรเที่ยวไปเถิด แล้วพระองค์ก็พระราชทานพวงบุปผชาติและม้าให้ ข้าพระบาทก็เที่ยวอุโฆสนาการ ต่อมาพระองค์จึงให้ข้าพระบาทเข้าเฝ้าอีกตรัสว่า อัศดรพาชีนี้ไม่สมควรแก่ท่าน ท่านจงนั่งเหนือรถที่เทียมด้วยสินธพชาติพาชีทั้งสี่นี้ แล้วเที่ยวไปเถิด แล้วพระองค์ก็พระราชทานรถเทียมด้วยสินธพทั้งสี่แก่ข้าพระบาท ต่อมาในวาระที่สามพระองค์ตรัสว่า รถนั้นไม่สมควรแก่ท่าน แล้วก็ทรงพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก กับทั้งเครื่องประดับสำรับใหญ่ แล้วพระราชทานคชสารให้เชือกหนึ่ง ข้าพระบาทได้นั่งเหนือคอคชสาร กระทำอุโฆสนกรรมอยู่แปดหมื่นปีเป็นกำหนด กลิ่นแก่นจันทร์ย่อมฟุ้งออกจากกาย และกลิ่นดอกอุบลชาติย่อมฟุ้งออกจากปากของข้าพระบาท ข้าพระบาทได้กระทำกุศลกรรมไว้อย่างนี้
            สันตติอำมาตย์ แสดงบุพพกรรมดังนี้แล้ว และนั่งอยู่ในห้องนภากาศ แล้วเข้าสู่เตโชกสิณสมาบัติ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์ เข้าสู่พระปรินิพพาน ลำดับนั้นเปลวเพลิงธาตุทั้งหลายในสรีรกายนั้น บังเกิดขึ้นรุ่งเรือง แล้วเผามังสะและโลหิตให้สูญสิ้น ยังเหลืออยู่แต่อัฐิธาตุ มีวรรณดุจสุมนชาติดอกมะลิ
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้ขึงผ้าขาวออก ฝ่ายอัฐิธาตุก็ตกลงเหนือผ้าขาวนั้น และทรงยังชนทั้งหลายให้กระทำเป็นพระสถูปไว้แทบหนทางใหญ่ บรรจุพระธาตุไว้ในพระสถูปนั้น ด้วยพระพุทธองค์ทรงพระมหากรุณากำหนดไว้ในพระทัยว่า มหาชนนมัสการบูชาแล้ว ส่วนกุศลก็จะพึงมีสืบไปภายหน้า
            ภิกษุทั้งหลายได้สนทนาในโรงธรรมสภาศาลาว่า  สันตติอำมาตย์นี้ได้บรรลุพระอรหัต ในกาลเมื่อจบพระธรรมเทศนาสี่บาทแล้ว และนั่งอยู่เหนือนภากาศเข้าสู่พระปรินิพพาน จะกล่าวว่าท่านเป็นสมณะ หรือเป็นพราหมณ์จึงจะควร
            พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า จะกล่าวว่าสันตติอำมาตย์บุตรของตถาคตนั้นว่า เป็นสมณะก็ควร หรือจะกล่าวว่าเป็นพราหมณ์นั้นก็ควร และตรัสเป็นบาทพระคาถามีเนื้อความว่า แม้ว่าบุคคลจะมีตนประดับด้วยอลงการ และประพฤติเสมอด้วยทวารทั้งสาม มีกายทวาร เป็นต้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลรำงับกิเลสทั้งหลายเสียได้ มีราคะเป็นอาทิ และได้ชื่อว่าเป็นบุคคลทรมานแล้ว เหตุว่ามีอินทรีย์ที่ทรมานแล้ว และได้ชื่อว่า เป็นบุคคลอันเที่ยงแท้แล้ว เหตุเที่ยงด้วยจตุมรรคญาณสี่ประการ และได้ชื่อว่าเป็นพรหมจรรย์ เหตุว่าเป็นบุคคลประพฤติประเสริฐ และบุคคลนั้นชื่อว่า มีอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย อันปลงเสียแล้ว พึงกล่าวว่าพราหมณ์ก็ควร เหตุว่ามีบาปอันลอยเสียแล้ว จะกล่าวว่าเป็นสมณะก็ควร เหตุว่ามีบาปอันรำงับแล้ว จะกล่าวว่าเป็นภิกษุก็ควร เหตุว่ามีกิเลสอันทำลายเสียแล้วแท้จริง

| บน |