พระปูติคัตตติสสเถระ

            สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ใกล้เมืองสาวัตถี ทรงปรารภถึงพระปูติคัตตติสสเถระให้เป็นเหตุ จึงประทานพระสัทธรรมเทศนานี้ให้เป็นผล ด้วยบาทพระคาถามีเนื้อความว่า
            ดังได้ยินมา ยังมีกุลบุตรผู้หนึ่งอยู่ในเมืองสาวัตถี ได้ฟังพระสัทธรรมเทศนาในสำนักพระบรมครูก็มีจิตเลื่อมใส แล้วถวายชีวิตบวชในพระศาสนาปรากฎชื่อว่า ติสสเถระ ต่อมาได้เกิดโรคฝีขึ้นในกายของท่าน ฝีนั้นเจริญขึ้นเป็นลำดับ จากประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด จนถึงเท่าลูกมะตูม ฝีนั้นได้ทำลายร่างกายของพระเถระ ให้เป็นช่องน้อยและช่องใหญ่จึงเรียกว่า ปูติคัตตติสสเถระ มีตัวเปื่อย มีกระดูกแตกทำลาย ไม่มีภิกษุใดมาชำระปฎิบัติได้ ผ้านุ่งห่มก็เปื้อนไปด้วยบุพโพโลหิต บรรดาสัทธิวิหาริกไม่อาจปฎิบัติได้ ก็พากันทิ้งเสีย พระเถระก็หาที่พึ่งมิได้
            ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมแลดูสัตว์โลกไม่ได้ละเสีย ในเพลารุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าพิจารณาดูสัตว์โลก กระทำพระญาณให้มีหน้าเฉพาะตั้งแต่ขอบปากจักรวาล ตราบเท่าถึงพระคันธกุฎี ครั้นเพลาสายัณห์ก็ทรงพิจารณากระทำพระญาณ ให้มีเฉพาะหน้าตั้งแต่พระคันธกุฎี ไปตราบเท่าถึงขอบจักรวาล
            ในสมัยนั้น พระปูติคัตตติสสเถระข้องอยู่ในข่ายพระญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้าพิจารณาเห็นอุปนิสัยของพระเถระ จะได้สำเร็จพระอรหัต จึงเสด็จไปสู่เรือนไฟ คอยท่ากว่าน้ำจะร้อน แล้วเสด็จไปที่เตียงที่พระเถระนอนอยู่ พระภิกษุทั้งหลายก็ช่วยกันหามพระเถระไปสู่โรงไฟ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงยังพระเถระให้สรงน้ำร้อน ขัดสีด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เสร็จแล้ว ก็ยังภิกษุทั้งหลายให้ผลัดผ้านุ่งห่มของพระเถระออก นำไปซักด้วยน้ำร้อนแล้วผึ่งแดดไว้ ครั้นสรีรกายของพระเถระสะเด็ดน้ำแล้ว ผ้านั้นก็พอแห้ง พระเถระก็นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ก็มีสรีรอันเบา มีจิตเป็นเอกัคคตา นอนอยู่เหนือเตียง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า กายนี้ถ้ามีวิญญาณอันปราศจากแล้ว ก็หาอุปการมิได้ ดุจท่อนไม้ท่อนฟืน ตรัสดังนี้แล้ว ก็กล่าวเป็นพระคาถามีเนื้อความว่า รูปกายของเราท่านทั้งหลายนี้ สูญเปล่าหาแก่นสารมิได้ ควรจะสังเวช ครั้นปราศจากวิญญาณแล้ว ก็จะนอนกลิ้งอยู่เหนือพื้นดิน ดุจหนึ่งว่าท่อนฟืน
            ครั้นจบพระธรรมเทศนา พระเถระก็บรรลุถึงพระอรหัต พร้อมด้วยจตุสัมภิทาญาณ พระภิกษุทั้งหลายกับทั้งอุบาสก อุบาสิกาก็ได้บรรลุธรรมวิเศษต่าง ๆ มีพระโสดา เป็นประธาน พระเถระบรรลุถึงพระอรหัตแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
            พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยังภิกษุทั้งหลายให้กระทำฌาปนกิจศพพระเถระ แล้วให้เก็บพระธาตุก่อเจดีย์บรรจุพระธาตุไว้ เป็นที่ไหว้ที่บูชาของมหาชนทั้งปวง
            พระภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเถระไปบังเกิดในที่ใด พระพุทธองค์ตรัสว่า พระเถระนี่นิพพานแล้ว พระภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลถามต่อไปว่า พระภิกษุมีอุปนิสัยของพระอรหันต์อันบริบูรณ์เช่นนี้ เหตุใดจึงมีกายอันเปื่อยเน่า และมีกระดูอันทำลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เหตุดังนั้น บังเกิดขึ้นด้วยอำนาจอกุศลกรรม ที่ตนได้กระทำไว้ พระภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามว่า พระเถระได้กระทำอกุศลกรรมอันใดไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เมื่อครั้งพระศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้า พระเถระนี้ได้บังเกิดเป็นพรานนกฆ่านกอุปฐากแก่อิสระชน นกที่เหลือขายนั้นก็หักกระดูกขา กระดูกปีกทิ้งไว้ไม่ให้บินไปได้ ครั้นจะฆ่าให้ตายก็กลัวว่าจะเน่าเปื่อยไป จึงหักขาหักปีกทิ้งไว้เป็นกอง ๆ เพลาเช้าก็เอานกไปเร่ขายอีก
            ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพรานนกหุงต้มโภชนะสุกแล้ว มีพระขีณาสพองค์หนึ่งเที่ยวโคจรบิณฑบาต ไปยืนอยู่แทบประตูเรือนของนายพรานนก นายพรานนกได้เห็นก็มีจิตเลื่อมใสศรัทธา จึงดำริว่าตนได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมานาน เราจะถวายบิณฑบาตแก่พระภิกษุองค์นี้ ดำริดังนี้แล้ว ก็รับบาตรของพระขีณาสพนำไปใส่อาหารจนเต็มแล้ว มีวาจาว่า ด้วยเดชที่ข้าพเจ้าได้ถวายบิณฑบาตทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าได้สำเร็จธรรมที่ท่านได้เห็นแล้วนั้นเถิด พระขีณาสพก็กระทำอนุโมทนาว่า ความปรารถนาของท่านจงสำเร็จเถิด
            พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปว่า พระปูติคัตตติสสภิกษุได้บรรลุถึงพระอรหัตนั้น ด้วยผลานิสงฆ์ที่ตนได้ถวายบิณฑบาตแก่พระขีณาสพ ที่บังเกิดมีตัวสัตว์เปื่อยเน่าด้วยอกุศลกรรม ที่ตนยังกระดูกขาและกระดูกปีก ของนกให้หักทำลาย อันบุญและบาปทั้งหลายนี้ ย่อมติดตามบุคคลทั้งหลายไป ดุจดังเงาอันติดตามตน

| บน |