พระโคธิกเถระ
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร
อาศัยกรุงราชคฤห์เป็นที่โคจรบิณฑบาต
ทรงปรารภปรินิพพานของพระโคธิกเถระ ให้เป็นอุบัติเหตุแล้วจึงโปรดประทานพระธรรมเทศนา
พระโคธิกเถระ ท่านอาศัยอยู่ในกาฬิศิลาประเทศแถบภูเขาอิสิคิลิบรรพต ท่านเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความพากเพียรเผากิเลส มีจิตส่งไปแล้วในพระนิพพาน มีจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ
มิได้หวั่นไหว ท่านได้เจโตวิมุติธรรมแล้ว และกลับเสื่อมเสียจากฌานสมาบัติ
ด้วยอำนาจโรคาพาธสิ่งหนึ่งเบียดเบียนเนือง ๆ พระเถระยังฌานให้เกิดขึ้นสองครั้ง
สามครั้ง จนถึงหกครั้ง แล้วก็กลับเสื่อมเสียจากฌานนั้น ครั้นวาระเป็นคำรบเจ็ด
ท่านยังฌานให้บังเกิดแล้ว จึงดำริว่า เรานี้มีฌานที่เสื่อมเสียสิ้นหกครั้งแล้ว
คติที่ดำเนินไปข้างหน้าของผู้ที่มีฌานเสื่อมเสียแล้วนั้น หาเที่ยงมิได้ เราจะนำเอาศาสตรามาคอยสำรองไว้เถิด
ดำริแล้วท่านก็ถือมีดสำหรับปลงผมมาเตรียมไว้ แล้วนอนเหนือมัญจาอาสน์ ปรารถนาจะเชือดคอหอยของตน
พระยามาร รู้น้ำจิตของพระเถระแล้ว จึงมาดำริว่า ภิกษุนี้ปรารถนาจะนำศาสตรามา
ไม่ได้มีความอาลัยในชีวิต ภิกษุนี้ตั้งไว้ซึ่งวิปัสนากรรมฐานแล้ว ก็ย่อมจะได้บรรลุถึงพระอรหัต
หากเราจะห้ามภิกษุนี้เสีย เธอก็จะไม่ฟังคำเรา เราจะให้พระบรมศาสดา ห้ามภิกษุนั้นเสียเถิด
ดำริแล้วก็เข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเพศที่บุคคลไม่รู้จักแล้ว
กราบทูลว่าบัดนี้สาวกของพระองค์มีความมรณะเข้าครอบงำ มีความปรารถนาคิดจะมรณะ
ขอพระองค์ได้ทรงห้ามปรามเสียเถิด
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบแล้วว่าบุรุษผู้นี้เป็นมาร จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเป็นบาทพระคาถา
มีเนื้อความว่า แท้จริงนักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้มีเมธาเป็นเครื่องทรง ย่อมกระทำดังนี้เพราะไม่ห่วงชีวิต
และโคธิกภิกษุนั้น ถอนตัณหากับทั้งรากเง่าได้แล้ว เข้าสู่พระนิพพานแล้ว
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไปสู่ที่ซึ่งพระโคธิกเถระ นำศาสตรามาแล้วนอนอยู่นั้น
กับด้วยภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ขณะนั้นพระยามารจึงมาดำริว่า ปฎิสนธิวิญญาณของภิกษุนี้จะไปตั้งอยู่
ณ ที่ใด คิดแล้วจึงนฤมิตกายดุจหนึ่งว่ากองเพลิง แล้วเที่ยวแสวงหาวิญญาณของพระเถระ
ในทิศทั้งหลายทั้งปวง
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงแสดงกองเพลิงที่พระยามารนฤมิตแก่ภิกษุทั้งหลาย มีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
พระยามารผู้เป็นบาปนั้น เที่ยวแสวงหาวิญญาณของโคธิกกุลบุตร ด้วยมาคิดว่าวิญญาณของโคธิกกุลบุตร
จะประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด โคธิกกลุบุตรนั้นมีวิญญาณมิได้ตั้งอยู่เฉพาะ ปรินิพพานเสียแล้ว
ส่วนพระยามารนั้น เมื่อไม่อาจพบเห็นที่ตั้งวิญญาณของพระเถระได้แล้ว จึงนิรมิตเพศประดุจกุมารน้อย
แล้วเข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลถามว่า ข้าพระบาทเที่ยวแสวงหาพระโคธิกเถระ
ในทิศทั้งหลายก็ไม่ได้รู้เห็นเลย บัดนี้พระโคธิกเถระอยู่ ณ ที่ใด พระเจ้าข้า
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พญามารว่า นักปราชญ์ผู้ใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา
ทรงเป็นคนยินดีในฌานนั้น เมื่อประกอบความเพียรเนือง ๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน
สิ้นกาลทั้งปวงแล้ว เมื่อมิได้ปรารถนาชีวิต และผจญเสนาของพระยามัจจุราชได้แล้ว
จะได้ไปสู่ภพใหม่นั้นหามิได้ โคธิกกุลบุตรนั้นถอนตัณหา กับรากเง่าได้แล้ว
เข้าสู่พระปรินิพพานเสียแล้ว
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธฎีกาตรัสดังนี้แล้ว พระยามารมีความโศกครอบงำในสันดาน
ได้อันตรธานสูญหายไปในที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า
ดูกร มารผู้เป็นบาป ท่านจะประโยชน์อันใดที่อันเป็นที่บังเกิดของโคธิกกุลบุตรนั้นเล่า
แท้จริงมารทั้งหลายเช่นกับด้วยตัวท่านนั้น ก็ไม่อาจเห็นที่บังเกิดของโคธิกกุลบุตรเลย
แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเป็นพระคาถา มีเนื้อความว่า มารเมื่อแสวงหาที่สุดของหนทางของพระขีณาสพทั้งหลาย
ในที่ทั้งปวงก็ย่อมจะไม่ได้เห็นหนทาง อันเป็นที่ไปของพระขีณาสพทั้งหลาย โคธิกกุลบุตรมีวิญญาณมิได้ตั้งอยู่เฉพาะ
ปรินิพพานดับโดยรอบแล้วฉันใด พระขีณาสพทั้งหลายก็ดับโดยรอบแล้ว ฉันนั้น มารก็ย่อมไม่ได้เห็นหนทาง
อันเป็นที่ไปของพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้บริบูรณ์ไปด้วยศีลและอยู่ไม่ประมาท กล่าวคือ
อยู่ด้วยไม่ปราศจากสติแล้ว และพ้นโดยวิเศษ ด้วยวิมุติทั้งห้าประการคือ วิขัมภมวิมุติ
ตทังวิมุติ สมุจเฉทวิมุติ ปฎิปัสสัทธิวิมุติ และนิสสรณวิมุติ เหตุรู้ด้วยนัยและเหตุนั้น
ครั้นจบพระธรรมเทศนาลงแล้ว พระภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก ก็ได้บรรลุมรรคและผล
มีพระโสดาเป็นประธาน
| บน |