ใจความในพระสูตรมีว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่อง พระนนทกเถระในเอตทัคคฐานที่อันเลิศ
ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่นางภิกขุนีทั้งปวง พระเถระเมื่อแสดงธรรมกถา แก่ภิกขุนีทั้งปวงนั้น
ยังภิกขุนีทั้งหลายเป็นจำนวนมาก ให้ถึงพระอรหัตในที่ประชุมเดียวกัน
ปัญหากรรมของพระเถระ อันริเริ่มแรกปรารถนาสาวกบารมีญาณ ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า
พระเถระท่านได้บังเกิดในเรือนของตระกูลในหงสวดีนคร เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนา ของพระบรมศาสดา
และได้เห็นพระบรมศาสดา ทรงตั้งพระภิกษุองค์หนึ่งไว้ ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่นางภิกขุนี ก็มีจิตปรารถนาจะใคร่ได้ฐานันดรนั้น จึงกระทำอธิการกุศล อยู่ครบกำหนดสิ้นชีวิตแล้ว
และเวียนว่ายอยู่ในวัฎสงสาร อยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ พระเถระได้มาถือปฎิสนธิในเรือนของตระกูลในนครสาวัตถี
ครั้นเจริญวัย
ก็ได้สดับพระสัทธรรมเทศนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้ศรัทธาเลื่อมใส ออกบรรพชาและอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ในพระพุทธศาสนา อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐานก็ได้บรรลุถึงพระอรหัต มีปรกติสั่งสมในบุพเพนิวาสญาณ
ชำนาญในการระลึกบุพเพนิวาสขันธสันดาน อันเคยอยู่เคยบังเกิดในกาลปางก่อน พระเถระนั้น
ในกาลเมื่อบริษัททั้งสี่มาสโมสร พร้อมเพรียงกันแล้ว ท่านก็อาจจะแสดงธรรมกถาให้ชอบใจแก่บริษัททั้งปวงได้
เหตุดังนั้น นามของพระเถระจึงปรากฎชื่อว่า ธรรมกถึกนนทกเถระ
ในกาลเมื่อสากยกุมารทั้งหลาย ที่ออกจากฆราวาสและบรรพชาริมแม่น้ำโรหิณี
เกิดความกระสันเหนื่อยหน่ายจากพระพุทธศาสนานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงพากุมารที่เป็นบรรพชิต
๕๐๐ ไปสู่กุณาลสระในป่าหิมพานต์ พระองค์ทรงทราบว่า ความกระสันของสากยกุมารทั้งปวงจะสงบสงัดคลายลง
ด้วยพระธรรมกถา กุณาลชาดก
พระพุทธองค์ก็ตรัสเทศนา
พระจตุราริยสัจจกถา ยังสากยกุมารบรรพชิตทั้งปวงนั้น ให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล
เป็นพระโสดาบุคคลในพระพุทธศาสนา
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสัทธรรมเทศนา พระมหาสมัยสูตร
ณ ราวป่ามหาวัน
ใกล้กับกรุงกบิลพัสดุ
ยังสากยบรรพชิตทั้ง ๕๐๐ นั้น ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตตผล ฝ่ายนางกษัตริย์สากยกัญญาทั้ง
๕๐๐ นาง ซึ่งเป็นปุราณทุติยิกาเพื่อนศาลาเก่าของสากยบรรพชิตทั้งหลายนั้น จึงปรึกษากันว่า
สามีของเราก็พากันบรรพชาเสียสิ้นแล้ว เราทั้งปวงจำจะบรรพชาเสียบ้าง แล้วก็พากันไปสู่สำนักพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี อ้อนวอนขอบรรพชา ก็ได้บรรพชา และอุปสมบท ในสำนักพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีนั้น
แท้จริงนางภิกขุณี ๕๐๐ นั้น เคยได้เป็นบาทบริจาริกาของพระนนทกเถระ อันได้ดำรงอยู่ในอัตภาพที่เป็นกษัตริย์ในอดีตชาติแล้ว
เป็นลำดับมานั้น
สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธฎีกาตรัส บังคับอนุญาตพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายให้สั่งสอนพระภิกขุนีทั้งปวง
โดยเป็นเวรผลัดเปลี่ยนกัน ส่วนพระนนทกเถระนั้น ครั้นเมื่อวาระมาถึงท่าน ท่านก็รู้อยู่แล้วว่า
นางภิกขุนีเหล่านี้เคยเป็นบาทบริจาริกาตนแต่ชาติก่อน ท่านจึงมาดำริว่า ภิกษุอื่นผู้ประกอบด้วยบุพเพนิวาสญาณ
ระลึกชาติก่อนได้นั้น ครั้นเห็นเรานั่งอยู่ท่ามกลางที่ประชุมภิกขุนีสงฆ์ มาแสดงธรรมกถาอยู่แล้ว
ก็จะฟังดูหมิ่นดูแคลนว่ากล่าวติเตียนเราได้ว่า พระนนทกเถระเธอยังหาสละนางสนมของเธอได้ไม่
เมื่อท่านรำพึงถึงเหตุฉะนี้ ท่านจึงไม่ได้ไปให้โอวาทสั่งสอนนางภิกขุนีด้วยตนเอง
ส่งพระภิกษุทองค์อื่นไปแทน
ฝ่ายนางภิกขุนีทั้ง ๕๐๐ นั้น ย่อมมีจำนงจิตจะใคร่รับโอวาทของพระเถระ ด้วยเหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกา
ตรัสแก่พระเถระว่า เมื่อวาระของท่านมาถึง แล้วก็อย่าได้ส่งภิกษุอื่นไปแทนเลย
จงไปด้วยตนเถิด ครั้นวาระมาถึงท่านแล้ว เมื่อท่านให้โอวาทแก่นางภิกขุนีทั้งหลายในวันสิบสี่ค่ำนั้น
ก็ยังนางภิกขุนีทั้ง ๕๐๐ นั้น ให้ประดิษฐานอยู่ในโสดาปัตติผลญาณ ด้วยพระสัทธรรมเทศนาอันประดับด้วยอายตนหกประการ
ฝ่ายนางภิกขุนีทั้งปวงนั้น ก็มีจิตชื่นชมโสมนัสยิ่งนัก จึงพากันไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
กราบทูลคุณวิเศษที่ตนได้นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงพิจารณาว่า นางภิกขุนีทั้งปวงนี้จะพึงได้บรรลุมรรคผลในเบื้องบนนั้น
นิมิตธรรมเทศนาประการใด ก็ทรงเห็นว่า จะได้ด้วยสดับพระธรรมเทศนาของพระนาทกเถระอีก
ทรงเห็นฉะนี้แล้ว ครั้นวันใหม่พระองค์ก็ส่งพระนนทกเถระไปแสดงพระธรรมเทศนาแก่นางภิกขุนีทั้งปวง
นางภิกขุนีทั้งหลาย ครั้นได้สดับพระธรรมเทศนาของพระเถระ ก็ได้บรรลุพระอรหัตสิ้นด้วยกันทั้ง
๕๐๐
เพลาวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระสัทธรรมเทศนาของพระนนทกเถระนั้น
ประกอบด้วยประโยชน์แก่นางภิกขุนีทั้งปวง ในกาลเมื่อนางภิกขุนีทั้งปวง มาสู่สำนักของพระองค์
ๆ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า พระธรรมเทศนาของนนทกภิกษุในเพลาวันวานนั้น ปานประหนึ่งพระจันทร์ในวันสิบสี่ค่ำ
ในวันนี้พระธรรมเทศนา ก็ทรงกระทำเหตุ อันนั้นให้เป็นอัตถุปัตติเหตุแล้ว จึงทรงตั้งพระนนทกเถระไว้ในเอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างให้โอวาทนางภิกขุนี
ฝ่ายพระนนทกเถระ เมื่อดำรงชนมายุสังขารอยู่ครบกำหนดกาลบริเฉทแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษ ซึ่งจะเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้
ดุจเปลวประทีปอันสิ้นใส้น้ำมันแล้ว และดับไป
| บน |