เนื้อความในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องพระนนทเถระว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างรักษาสำรวมทวารทั้งหลายในอินทรีย์หกประการคือ
จักขุนทรีย์ โสติมทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ และมนินทรีย์
พระนนทเถระนี้ เมื่อปรารถนาจะใคร่และดูทิศใด บรรดาทั้งสี่ทิศนั้น ย่อมกำหนดทิศนั้นแล้วจึงแลดู
ท่านจึงได้ชื่อว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างสำรวมทวารในอินทรีย์ทั้งหกประการ
ปัญหากรรมของพระเถระ แต่แรกบำเพ็ญอภินิหารปรารถนาสาวกภูมิ
มาตราบเท่าได้เสร็จแก่สาวกบารมีญาณ
จนดับขันู์ปรินิพพานมีอยู่ว่า ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า
ท่านได้บังเกิดในเรือนของตระกูลในนครหงสวดี เมื่อเจริญวัย และได้ฟังพระธรรมเทศนาในสำนักพระบรมศาสดา
ก็ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งพระภิกษุองค์หนึ่งไว้ในเอตทัคคฐาน ที่อันเลิศฝ่ายข้างสำรวมรักษาทวารทั้งหก
ก็มีความปรารถนาอยากได้ที่ฐานันดรนั้น จึงอุตส่าห์บำเพ็ญอธิการกุศลอันยิ่งใหญ่
แล้วปรารถนาที่ฐานันดรนั้น ตราบเท่าชนมายุของตนแล้ว ได้เวียนว่ายอยู่ในเทวคติ
และมนุษยคติสิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็ได้เกิดมาปฎิสนธิในพระครรภ์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี ในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระโพธิสัตว์ของเราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
เสด็จตรัสเทศนาพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว และเที่ยวกระทำโลกัตถจริยาสงเคราะห์
ชนทั้งหลายตามพุทธประเพณี
แล้วเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์
ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ยังพระพุทธบิดาให้ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล ด้วยประถมทัสนะพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ครั้นเพลารุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จไปสู่พระราชนิเวศน์ของพระพุทธบิดา
ทรงประทานพุทโธวาทแก่พระนางพิมพา มารดาพระราหุลแล้ว ก็ทรงแสดงพระสัทธรรมเทศนาแก่มหาชน
ครั้นรุ่งเช้าอีกวันหนึ่งเป็นวันอาวาหมงคลของนนทราชกุมาร ยังพระราชกุมารให้รับเอาบาตร
ปรารถนาให้ราชกุมารทรงบรรพชา ระหว่างทางตามเสด็จนั้น นางชนบทกัลยาณี ได้ร้องสั่งให้ราชกุมารกลับมาเร็ว
ๆ ราชกุมารได้ฟังก็มีความเร่าร้อนใจยิ่งนัก เดินรำพึงไปตลอดทาง
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาราชกุมารไปสู่พระวิหารแล้วให้ทรงบรรพชา
แต่พระเถระไม่อาจหักห้ามความรักไว้ได้ เกิดความเงียบเหงาเศร้าใจ ไม่พูดไม่กระทำสมณธรรม
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดำริว่านนทภิกษุนี้ประมาทมัวเมาอยู่มาก ไม่อาจสามารถจะบรรเทาความกระสันได้เลย
ตถาคตจะกระทำกิริยาที่ดับจิตของนนทภิกษุนั้นจึงจะสมควร ดำริดังนั้นแล้วจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระนนทเถระว่า
มาไปสู่เทวจาริกกับตถาคตเถิด ด้วยพุทธานุภาพ พระนนทเถระก็ได้เห็นนิเวศน์สถานที่สถิตของอมรินทราธิราช
ได้เห็นนางเทพอัปสรกัญญา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นพระนนทเถระแลดูนางเทพอัปสรกัญญาทั้งปวงนั้น
ด้วยศุภนิมิตว่างามแล้ว พระพุทธองค์จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า นางอัปสรทั้งหลายเหล่านี้กับนางชนบทกัลยาณีนั้น
ใครจะงามกว่าใคร และใครเป็นที่รักที่ชอบใจกว่ากัน พระนนทเถระกราบทูลว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว
นางชนบทกัลยาณีก็เปรียบประหนึ่งว่า แม่วานรที่มีหูขาดนั้นก็ว่าได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสต่อไปว่า
นางเทพอัปสรเหล่านี้ บุคคลทั้งหลายผู้อุตส่าห์กระทำสมณธรรมนั้น ถ้าปรารถนาก็จะได้ด้วยง่าย
พระนนทเถระกราบทูลว่า ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเป็นผู้เกื้อหนุนรับประกันให้ข้าพระองค์ได้นางฟ้าเหล่านี้
ข้าพระองค์ก็จะอุตส่าห์กระทำสมณธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงรับคำของพระเถระแล้วเสด็จกลับพระเชตวันมหาวิหาร
จับเดิมแต่นั้นมา พระนนทเถระก็อุตส่าห์เจริญสมณธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน
เพื่อเหตุจะได้นางเทพอัปสรทั้งปวงนั้น ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ได้มีพระพุทธฎีกา
ตรัสบังคับสั่งพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง ให้พากันไปในสำนักของพระนนทเถระแล้วพูดจาว่ากล่าวแก่กันถึงเรื่องที่ภิกษุรูปหนึ่ง
ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้รับประกันเกื้อหนุนแล้ว กระทำสมณธรรม เพื่อเหตุแก่นางฟ้าทั้งปวง
พระนนทเถระครั้นได้ยินถ้อยคำภิกษุทั้งหลายกล่าวดังนั้นก็ยังปฏิสังขารญาณปัญญาพิจารณาให้บังเกิดขึ้นว่าเรานี้กระทำกรรมเช่นนี้ไม่ควรเลย
แล้วก็อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ก็ได้บรรลุพระอรหัต ในขณะเมื่อท่านได้สำเร็จพระอรหัตแล้วนั้น
ยังมีเทพยดาองค์หนึ่งมากราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ย่อมทรงทราบด้วยพระองค์เองแล้ว
ครั้นเวลารุ่งเช้า พระนนทเถระก็เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลว่าข้าพระองค์นี้พ้นจากคำปฏิญาณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าสถิตอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร จึงทรงตั้งพระนนทเถระไว้ในที่เอตทัคคฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย
ฝ่ายข้างมีทวารทั้งหก รักษาไว้เป็นอันดีในอินทรีย์หกประการ
ฝ่ายพระนนทเถระครั้นดำรงชนมายุสังขารอยู่ถ้วนกำหนดแล้วก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานมีกรรมชรูป
และวิบากขันธ์ดับสิ้นเสร็จหาเศษมิได้
| บน |