ใจความในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกย่องพระมหากัปปินเถระว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างให้โอวาทสั่งสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย
ดังได้สดับมา พระมหากัปปินเถระเมื่อท่านแสดงธรรมกถาแก่ภิกษุทั้งปวงนั้น ยังพระภิกษุทั้งปวงให้บรรลุถึงพระอรหัตมีประมาณพันองค์
ในสโมธานที่ประชุม ลงพร้อมของพระธรรมเทศนานั้นแท้จริง เหตุดังนั้นท่านจึงบังเกิดนามว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งปวง
ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า
ท่านได้อุบัติในเรือนของตระกูลในหงสวดีนคร เมื่อกุลบุตรนั้นได้สดับพระสัทธรรมเทศนา
ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระบรมศาสดาแล้วก็ได้เห็นพระบรมศาสดาประทานเอตทัคคฐานที่อันเลิศฝ่ายข้างให้โอวาทภิกษุทั้งปวงแก่ภิกษุองค์หนึ่ง
ก็ให้มีความรัก ความอยากได้ที่ฐานันดรนั้น จึงอุตส่าห์บำเพ็ญการกุศลตราบสิ้นชนม์ชีพ
แล้วเวียนว่ายอยู่ในสวรรคติ และมนุษยคติสิ้นกาลช้านาน
ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้า
ก็ได้มาปฏิสนธิในเรือนของตระกูลในนครพาราณสี ได้เป็นใหญ่แก่บุรุษพันหนึ่ง
แล้วสร้างบริเวณวิหารอันใหญ่ ประดับไปด้วยห้องประมาณพันหนึ่ง ชนทั้งปวงเหล่านั้นครั้นอุตส่าห์กระทำกองการกุศลตราบเท่าสิ้นชนม์ชีพแล้ว
พร้อมทั้งบุตรและภรรยาก็พากันไปอุบัติในเทวสถาน ได้เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง
ในกาลนั้น ท่านก็ได้มาปฏิสนธิในเรือนหลวงของกษัตริย์ในกุกกุฎวดีนดรในปัจจันตประเทศ
ฝ่ายชนที่เป็นบริษัททั้งปวง ก็ได้มาบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ในนครนั้น ราชกุมารนั้นเมื่อพระราชบิดาทิวงคตแล้ว
ก็ขึ้นเสวยราชย์แทนพระราชบิดา ทรงพระนามว่า พระเจ้ามหากัปปินราช
ก่อนหน้าที่พระพุทธเจ้าของเรามาอุบัติในโลก ฝ่ายสตรีที่เป็นแม่เรือนของท่านแต่ในกาล
เมื่อศาสนาพระกัสสปพุทธเจ้าน้น ก็ได้มาบังเกิดในราชตระกูลที่มีชาติ และสมบัติอันเสมอกัน
และได้เป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้ากัปปินราช ด้วยบุพเพสันนิวาสเคยอบรมมาด้วยกัน
ทรงพระนามว่า พระนางอโนชา
เพราะเหตุว่าพระนางนั้น มีพระฉวีคล้ายกับสีดอกอังกาบ
พระเจ้ากัปบินราชพอพระทัยในการสดับฟัง เมื่อทรงลุกจากที่บรรทมในเพลาเช้าแล้ว
ก็จะทรงสั่งราชทูตทั้งหลายไปโดยพระทวารทั้งสี่ทิศ ตรัสบังคับสั่งว่า ท่านทั้งปวงจงคอยดูให้รู้ว่าชนทั้งหลายที่เป็นพหูสูตได้สดับฟังมาก
ได้ทรงการสดับฟังมีอยู่ในที่ใดแล้ว ท่านจึงกลับมาบออกแก่เราให้ทราบด้วย
ในสมัยนั้น พระบรมศาสดาของเราได้อุบัติตรัสในโลกแล้ว เสด็จจำพระวัสสาอาศัยนครสาวัตถีเป็นที่โคจรสถาน
ณ กาลครั้งนั้น นายพานิชทั้งหลาย ที่อยู่ในเมืองพาราณสี บรรทุกสินค้าในนครสาวัตถีแล้ว
ก็พากันไปยังกุกกุฎนคร ค้าขายเสร็จแล้วจึงนำเครื่องราชบรรณาการไปยังพระราชนิเวศน์เพื่อไปเฝ้ากษัตริย์
ได้ทราบข่าวว่ากษัตริย์เสด็จไปอุทยาน จึงตามไปและแจ้งความจำนงค์แก่อำมาตย์
ๆ กราบทูลกษัตริย์ ๆ มีรับสั่งให้พานิชทั้งหลาย เข้าเฝ้าพานิชทั้งหลาย ได้ถวายเครื่องราชบรรณาการแล้ว
กษัตริย์ถามว่าพานิชทั้งหลายมาจากประเทศใด พานิชทั้งปวงกราบทูลว่ามาจากนครสาวัตถี
แล้วกราบทูลต่อไปว่า บัดนี้พระพุทธรัตนะคือ
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบังเกิดขึ้นในประเทศของกระหม่อมฉันทั้งปวงแล้ว
บรมกษัตริย์ได้ทรงฟังดังนั้นแล้ว ปีติมีวรรณห้าประการก็บังเกิดซาบซ่านแผ่ไปยังสรีระพยพทั้งสิ้นของพระองค์
จึงตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายกล่าวว่า พุทโธกระนี้ หรือถึงสามครั้ง พานิชทั้งหลายก็กราบทูลยืนอยู่ว่าพุทโธ
ทั้งคำรบสามครั้ง จึงทรงดำริว่า บทว่าพุทโธนี้จะประมาณราคามิได้ ทรงเลื่อมใสในบทคือพุทโธนั้น
แล้วก็ทรงพระราชทานทรัพย์เป็นสักการรางวัลแก่พานิชนั้น
ประมาณแสนกหาปณะ แล้วตรัสถามสืบไปว่า ยังข่าวสารอื่นเป็นประการใด พานิชก็กราบทูลว่า
พระธรรมรัตนะคือ
พระธรรม ก็บังเกิดขึ้นแล้ว บรมกษัตริย์ก็ยังพานิชทั้งหลายให้ปฏิญาณในบทคือ
ธัมโม สิ้นวารสามครั้ง แล้วก็พระราชทานทรัพย์ เป็นสักการรางวัลอีกแสนกหาปณะ
แล้วตรัสถามต่อไปอีกว่า ข่าวสารอันอื่นยังมีอีกประการใด พานิชก็กราบทุลว่า
พระสังฆรัตนะ คือ พระสงฆ์ก็บังเกิดขึ้นแล้ว พระองค์ก็ยังพานิชให้รับปฎิญาณสิ้นวารสามครั้ง
แล้วพระราชทรัพย์ให้เป็นรางวัลประมาณแสนกหาปณะ แล้วพระองค์ก็ทรงจารึกความ
ที่พระองค์ได้พระราชทานรางวัลแก่นายพานิชนั้น ลงในหนังสือแล้วส่งหนังสือนั้นให้แก่นายพานิช
เพื่อให้ส่งไปยังสำนักพระอโนชาราชเทวี
พระเจ้ามหากัปปินราช จึงตรัสกับอำมาตย์ทั้งปวงว่า เรานี้จะออกบรรพชา บรรดาอำมาตย์ทั้งหลายก็กราบทูลว่า
พวกตนก็จะออกบรรพชาเหมือนกัน ดังนั้นต่างก็ขึ้นหลังอาชาแล้วก็พากันไป
ฝ่ายพานิชทั้งปวง ได้ไปถึงสำนักพระราชเทวีแล้ว ก็คลี่สารออกแสดงถวาย พระราชเทวีทราบความในสารแล้ว
ก็ถามความเพิ่มเติม เมื่อทราบความตามนัย ที่พานิชได้กราบทูลบรมกษัตริย์แล้ว
พระนางก็บังเกิดความปรีดาปราโมทย์ ยังพานิชให้รับปฎิญาณในบทสิ้นสามครั้ง ดุจดังในหนหลัง
พระนางก็พระราชทาน สักการบูชารางวัลให้บทละสามแสนกหาปณะ รวมเป็นเก้าแสนกหาปณะ
แล้วพระนางก็ตรัสถามพานิชว่า บัดนี้บรมกษัตริย์เสด็จในที่ใด พานิชทูลตอบว่า
พระองค์ตรัสว่า จะออกบรรพชา พระนางจึงมีพระเสาวนีให้หาสตรี ที่เป็นภรรยาของอำมาตย์ทั้งปวง
บรรดาที่ตามเสด็จบรมกษัตริย์เข้ามา แล้วจึงมีพระเสาวนีเล่าความมาให้ฟัง แล้วตรัสว่า
พระนางก็คิดว่าจะออกบรรพชาเสียเหมือนกัน บรรดาภรรยาอำมาตย์ก็ทูลว่า พวกตนก็คิดจะออกบรรพชาเหมือนพระนาง
ครั้นปรึกษาเห็นลงพร้อมกันแล้ว ก็ยังชนให้เทียมรถแล้ว พากันออกจากพระนคร
ส่วนพระเจ้ามหากัปปินราช เสด็จไปกับหมู่อำมาตย์พันหนึ่งนั้น พอบรรลุถึงฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง
มีกระแสน้ำล้นฝั่ง พระองค์เห็นดังนั้น ก็ทรงดำริว่า แม่น้ำนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำ
เต็มไปด้วยหมู่จรเข้เหรา เหล่ามัจฉาชาติปลาร้าย มนุษย์ทั้งปวงที่เป็นทาสกรรมกร
เขาใช้สอยที่จะพึงให้เรือแพข้าม เราก็มิได้นำมากับเราเลย แต่ขึ้นชื่อว่า พระคุณทั้งหลายของพระบรมศาสดานั้น
ในภายใต้ตั้งแต่อเวจีนรกขึ้นมาตราบเท่าถึงพรหมโลก ถ้าหากว่าพระบรมศาสดานั้น
เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วไซ้ร หลังกีบของอัศดรพาชีทั้งหลาย ของจงอย่าได้ชุ่มเปียกแม้แต่น้อยเลย
พระองค์ทรงรำพึงดังนี้แล้ว ก็ทรงตั้งพระสัตยาธิษฐานหน่วงเอาพระพุทธคุณเป็นอารมณ์มั่นคงแล้ว
ก็ชักอัศดรพาชีทั้งหลายให้แล่นไปเหนือหลังคงคา หลังกีบม้าทั้งหลายนั้นจะได้เปียกก็หามิได้
บรมกษัตริย์กับอำมาตย์ทั้งหลายก็พากันข้ามไปได้โดยสะดวก บรมกษัตริย์กับบรรดาอำมาตย์พบแม่น้ำขวางหน้าอีกสองสาย
แต่ก็สามารถข้ามไปได้ดุจเดียวกัน ด้วยอำนาจสัจจกิริยาสัตยาธิษฐาน
ณ เพลาปัจจุกาลสมัยจะใกล้รุ่งคืนวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติแล้ว
ก็ทรงส่งพระญาณไปสอดส่องหาเวไนยสรรพสัตว์ ที่จะประกอบด้วยอุปนิสัยสมบัติวาสนาตามพุทธประเพณี
ธรรมดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ก็ได้ทรงเห็นเหตุว่า บัดนี้พระมหากัปปินราชทรงสละราชสมบัติแล้ว
และมีหมู่อำมาตย์ราชบริษัทแวดล้อมเป็นบริวารเสด็จมา เพื่อจะบรรพชาในสำนักตถาคต
ๆ จะไปกระทำการต้อนรับจึงจะสมควร ครั้นรุ่งเช้าพระพุทธองค์ได้เสด็จเที่ยวไปทรงรับบิณฑบาตในนครสาวัตถี
ครั้นเพลาปัจฉาภัตร หลีกจากบิณฑบาตแล้ว ก็ทรงถือบาตร และจีวรด้วยพระองค์เอง
เสด็จเหาะขึ้นสู่วิถีทางนภากาศ แล้วเสด็จลงมาประทับ ยับยั้งอยู่ภายใต้ร่มนิโครธพฤกษมูลต้นหนึ่ง
ณ ท่าอันเป็นที่ข้ามของชนทั้งหลายริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคานที
ทรงตั้งพระสติลงให้เป็นเบื้องหน้าแล้ว ก็เปล่งพระฉัพพรรณรังสีหกประการ ให้รุ่งเรืองออกจากพระองค์
ฝ่ายชนทั้งหลาน มีพระมหากัปปินราชเป็นประธาน ครั้นข้ามท่านั้นมาแล้ว ก็เห็นพระพุทธรังสีหกประการ
แผ่สร้านจากพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้เห็นดวงพระพักตร์ของพระพุทธองค์
อันประกอบด้วยพระสิริวิลาส ดุจปริมณฑลของพระจันทร์วันเพ็ญสิบห้าค่ำ หาราคีมิได้
ก็เข้าใจชัดว่าผู้นี้คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงน้อมกายลงถวายนมัสการ บรมกษัตริย์ทรงกอดข้อพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้มั่น
น้อมถวายนมัสการ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประทานธรรมเทศนาแก่บรมกษัตริย์และอำมาตย์ทั้งปวง ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว
บรรดาชนทั้งหลายก็ได้ประดิษฐานอยู่ในพระอรหัต แล้วอ้อนวอนขอบรรพชา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกพระหัตถ์ขวาเหยียดออก
แล้วมีพระพุทธฎีกาดำรัสเรียกว่า "ภิกษุทั้งหลาย จงมาเถิด พระสัทธรรมตถาคต
ก็ได้ตรัสเทศนาไว้เป็นอันดีแล้ว ท่านทั้งปวงจงมาประพฤติศาสนพรหมจรรย์ เพื่อจะกระทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เป็นอันดีเถิด"
ภิกษุทั้งหลาย ครั้นได้พระราชทานเอหิภิกษุบรรพชา แล้วก็ทรงไว้ซึ่งไตรจีวร
บาตรบริขารแล้วด้วยฤทธิ์ แล้วพากันนั่งแวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยลำดับกัน
ฝ่ายพระมหาอโนชาราชเทวี เสด็จคมนาการไปตามมรรคา พร้อสตรีพันหนึ่งแวดล้อมเป็นบริวาร
พอบรรลุถึงฝั่งคงคาก็มิได้เห็นเรือและแพ พอจะใช้โดยสารข้ามเลย พระนางจึงทรงดำริตริตรองว่า
ชรอยบรมกษัตริย์จะกระทำสัจจกิริยาเป็นมั่นคง จึงเสด็จข้ามไปได้ พระบรมศาสดาเสด็จอุบัติในโลกนี้
ใช่ว่าพระองค์จะให้เป็นประโยชน์แก่บุรุษ จำพวกเดียวก็หามิได้ พระนางดำริดังนี้แล้ว
จึงทรงกระทำสัตยากิริยาตั้งสัจจาธิษฐานว่า ผิว่าพระบรมศาสดาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว
ขออย่าให้รถของข้าพระองค์ทั้งหลายจมลงในคงคาเลย ครั้นแล้วก็พากันขับรถข้ามไปเหนือคงคา
กงและจักรของรถทั้งปวงนั้น มิได้เปียกเลย ถึงแม่น้ำคำรบสองและคำรบสาม ก็เช่นกัน
ครั้นพระนางข้ามขึ้นมาถึงฝั่งแล้ว ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แทบนิโครธพฤกษมูลนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงดำริว่าสตรีภาพทั้งปวงนี้ เมื่อเห็นสามีของตนเข้าแล้ว
ฉันทราคะความกำหนัดยินดีจะบังเกิดขึ้น ก็จะพึงกระทำให้เป็นอันตรายแก่มรรค
และผลทั้งปวง ไม่อาจสามารถจะสดับพระสัทธรรมเทศนาได้ มีพระพุทธดำริดังนี้แล้ว
ก็กระทำไม่ให้สตรีภาพทั้งปวงเห็นสามีของตนได้
ฝ่ายสตรีภาพทั้งปวง เมื่อข้ามขึ้นจากท่าแล้ว ก็พากันถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ทรงประทานอมฤตรสพระสัทธรรมเทศนาแก่สตรีภาพทั้งปวง ครั้นจบพระธรรมเทศนาแล้ว
สตรีภาพทั้งปวงก็ได้ประดิษฐานอยู่ในพระโสดาปัตติผล ต่างคนก็แลเห็นซึ่งกันและกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระพุทธรำพึงว่า พระอุบลวัณณาเถรี จงมาในที่นี้เถิด
พระอุบลวัณณาเถรีรู้วาระจิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเจโตปริญญา พระเถรีก็เหาะมาในฐานที่นั้น
ให้บรรพชา และอุปสมบทแก่สตรีภาพทั้งปวง ก็พาไปยังภิกขุนูปัสสยาราม พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงพาภิกษุพันรูปกลับมาสู่พระเชตวนาราม
ลำดับนั้น พระมหากัปปินเถระ ครั้นรู้ว่าบรรพชิตของท่านสำเร็จแล้ว ก็บังเกิดเป็นผู้มีสภาวะ
มีความขวนขวายน้อย เมื่อท่านยับยั้งอยู่ด้วยผลสมาบัติสุขแล้ว และอยู่ในอัญญเสนาสนะก็ดี
อยู่ในรุกขมูลเสนาสนะก็ดี อยู่ในสูญญาคารเสนาสนะก็ดี ท่านเปล่งอุทานวาจาว่า
เป็นสุขจริงหนอ ๆ ดังนี้เนือง ๆ ภิกษุทั้งหลาย ก็ยังถ้อยคำให้บังเกิดว่า พระเถระนี้เมื่อระลึกถึงความสุขในราชสมบัติขึ้นมาแล้ว
ก็ย่อมเปล่งเสียงอุทานว่า เป็นสุขจริงหนอ พระภิกษุทั้งปวงจึงกราบทูลแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ๆ จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายมหากัปปินะบุตรของตถาคตนี้ ปรารถความสุขอันบังเกิดแต่มรรค
และผลแล้วจึงเปล่งอุทานวาจา มีพระพุทธฎีกาตรัสว่าดังนี้แล้ว เมื่อจะโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา
จึงกล่าวเป็นบทพระคาถาอันมีคัมภีร์ธรรมบทมีเนื้อความว่า บุคคลที่เป็นบัณฑิตยชาติกอบด้วยปรีชานั้น
ย่อมได้เสพเสวยความสุข อันบังเกิดแต่ปิติเหตุมรรคธรรม และผลธรรมด้วยจิตอันผ่องใสและย่อมยินดีในธรรมที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมักเสพเสวยสิ้นกาลทุกเมื่อ
อยู่มากาลวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุหนึ่งที่เป็นบริวารของพระกัปปินเถระ
จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า มหากัปปินภิกษุผู้เป็นอาจารย์ของท่านนั้น ได้แสดงธรรมอันใดอันหนึ่งให้ท่านฟังบ้างหรือไม่
พระภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลว่า พระอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งปวง จะได้แสดงธรรมเทศนา
อันใดอันหนึ่งแก่ข้าพระองค์หามิได้ ท่านเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย มีปรกติประกอบอยู่ในทิฏฐธรรมสุขวิหารอยยู่เป็นสุขสบายในธรรมอันท่านได้เห็นนั้น
จะได้ให้โอวาทแก่ผู้ใดไม่มีเลย
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาให้หาพระมหากัปปินเถระมาสู่ที่เฝ้า แล้วตรัสถามว่า
ท่านไม่ได้ให้โอวาทแก่อันเตวาสิกทั้งปวงเลยประการใด พระเถระรับพระพุทธฎีกาว่าเป็นเช่นนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาว่าท่านอย่าได้ทำเช่นนั้นเลย จับเดิมแต่วันนี้ไป
ท่านจงแสดงธรรมเทศนา แก่อันเตวาสิกทั้งหลายเถิด พระเถระก็รับพระพุทธฎีกาด้วยเศียรเกล้า
ท่านก็แสดงธรรมแก่อันเตวาสิกภิกษุพันหนึ่ง ยังภิกษุพันหนึ่งที่เป็นบริวารให้บรรลุถึงพระอรนหัต
นิมิตกาลอันเป็นที่ประชุมพร้อมของพระสัทธรรมเทศนา
ในสมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งในท่ามกลางพระสงฆ์บริษัทแล้ว ทรงตั้งพระมหากัปปินเถระ
ไว้ในอัครฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งปวง
ฝ่ายพระมหากัปปินเถระ ครั้นดำรงชนมายุสังขารอยู่ตราบเท่าถ้วนกาลบริเฉทแล้ว
ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ
หาตัณหาและอุปาทาน ซึ่งจะเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้ ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้สิ้นน้ำมันแล้วและดับไป
| บน |