พระมหากัจจายนเถระ
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งพระมหากัจจายนเถระ ไว้ในอัครฐานที่อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างกล่าวธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงภาษิตไว้โดยย่อนั้นให้พิสดารได้
ดังได้สดับมา พระเถระทั้งหลายอื่นนั้นอาจสามารถ จะสังเขปวจนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าอันทรงภาษิตไว้แต่โดยสังเขปให้บริบูรณ์ไปด้วยอรรถอย่างเดียว
ไม่อาจสามารถให้บริบูรณ์ด้วยพยัญชนะได้ ฝ่ายพระมหากัจจายนเถระ อาจสามารถแห่งประชุมสองคือ
ของอรรถ และพยัญชนะ
ในกาลเมื่อพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเถระได้บังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล
ครั้นเจริญวัย วันหนึ่งได้ออกไปสู่พระมหาวิหารฟังพระธรรมเทศนา ได้เห็นพระภิกษุองค์หนึ่ง
ที่พระบรมศาสดาทรงประทานที่เอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างแจกออกซึ่งอรรถของพระธรรมเทศนา
ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสเทศนา โดยย่อนั้นให้พิสดาร ก็มีความปรารถนาจะใคร่ได้ฐานันดรนั้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
ดำริดังนี้แล้วก็นิมนต์พระบรมศาสดา ถวายมหาทานสิ้นประมาณเจ็ดวัน แล้วตั้งปณิธานความปรารถนาว่า
ด้วยเดชผลของมหาสักการะที่ข้าพระองค์กระทำในครั้งนี้สืบไปในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์ได้ถึงฐานันดรนั้น
ดุจดังพระภิกษุที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในฐานันดร ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งเถิด
พระบรมศาสดา ทรงพิจารณาดูกาลอนาคต ก็ทรงเห็นว่าความปรารถนาของกุลบุตรนั้นจะสำเร็จ
จึงพยากรณ์ว่าสืบไปในอนาคตในที่สุดของแสนกัป พระโคดมพุทธเจ้าจะได้มาอุบัติในโลกนี้
และกุลบุตรจะได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างแจกออกซึ่งอรรถที่พระพุทธเจ้ากล่าวโดยย่อให้พิสดาร
ในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า
กุลบุตรนั้นได้อุตสาห์กระทำการกุศลอยู่จนตราบเท่าสิ้นชนมายุแล้ว และได้เวียนว่ายอยู่ในเทวคติและมนุษย์คติสิ้นแสนกัป
ครั้นมาในพระพุทธศาสนากาลของพระกัสสปพุทธเจ้า ท่านก็ได้มาอุบัติบังเกิดในเรือนของตระกูลในเมืองพาราณสี
ในกาลเมื่อพระบรมศาสดา เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว มหาชนชวนกันก่อพระมหาเจดีย์ใหญ่แล้วไปด้วยทอง
ท่านก็ได้ไปยังที่ก่อพระมหาเจดีย์ กระทำสักการบูชาด้วยแผ่นอิฐทองควรค่าได้แสนตำลึง
แล้วกระทำปณิธานว่า แม้ข้าพระองค์อุบัติในภพใด ขอให้สรีรกายของข้าพระองค์
งามปานประหนึ่งสีทองธรรมชาติชมพูนุทเถิด
กุลบุตรนั้นอุตสาห์บำรุงการกุศลอยู่กำหนดชนมชีพแล้ว เวียนว่ายอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก
สิ้นพุทธันดรหนึ่ง
ครั้นมาในกาลเมื่อพระพุทธเจ้าของเรานี้ได้บังเกิดในโลก กุลบุตรนั้นก็ได้มาอุบัติในเรือนของปุโรหิตในกรุงอุชเชนี
บิดามารดาเห็นว่า บุตรของตนนี้ มีสีสรรพพรรณดุจทองธรรมชาติ จึงให้ชื่อบุตรของตนว่า
กาญจนมานพ
ครั้นมานพเจริญวัยก็เล่าเรียนไตรเพทได้ชำนิชำนาญ ครั้นบิดากระทำกาลกิริยาดับสูญแล้ว
ก็ได้ที่ปุโรหิตแทนบิดา
ได้ชื่อว่า
กัจจายนะ
ด้วยสามารถของโคตร
ครั้นนั้น พระเจ้าจัณฑปโชต ได้ประชุมอำมาตย์ราชเสวก มีพระราชโองการตรัสประกาศว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้บังเกิดในโลกแล้ว ผู้ใดสามารถ อัญเชิญพระบรมศาสดามาได้
ก็จงไปอาราธนาอัญเชิญมาเถิด บรรดาอำมาตย์พากันกราบทูลว่า มีแต่กัจจายนพราหมณ์ผู้เดียว
ที่สามารถจะให้ไปกราบทูลอาราธนา อัญเชิญพระบรมศาสดามาได้ บรมกษัตริย์จึงมีพระราชบัญชาตรัสบังคับว่า
ท่านจงไปสู่สำนักพระบรมศาสดาเถิด ฝ่ายกัจจายนพราหมณ์ก็กราบทูลว่า เมื่อตนไปแล้ว
และจะพึงได้บรรพชาตน จะรับอาสาไป บรมกษัตริย์ก็ทรงยินยอม กัจจายนพราหมณ์จึงดำริว่า
เมื่อตนจะไปสู่สำนักพระบรมศาสดานั้น กิจที่จะต้องการด้วย จะไปกับบริษัทเป็นอันมากนั้นหามิได้
ดำริแล้วกว็ไปกับชนเจ็ดคน รวมทั้งตนด้วยเป็นแปดคน
ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานพระสัทธรรมเทศนาแก่กัจจายนพราหมณ์นั้น
เมื่อจบพระสัทธรรมเทศนาแล้ว กัจจายนพราหมณ์ กับชนทั้งเจ็ดคนนั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัต
พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาญาณทั้งสี่ประการ พระผุ้มีพระภาคเจ้าจึงทรงเหยีดพระหัตถ์ตรัสเรียกว่า
ท่านทั้งหลายจงมาเถิดมาประพฤติสมณพราหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้
ชนทั้งแปดนั้น เมื่อสำเร็จในบรรพชิตกิจของตนแล้ว จึงกราบทูลพรรณามรรมรคาถวาย
เพื่อจะยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสด็จไปยังนครอุชเชนี
ประดุจดังพระกาฬุทายีเถระ พรรณามรคาถวายในกาลเมื่อเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่าพระมหากัจจายนเถระ ปรารถนาที่จะยังพระองค์ให้เสด็จไปยังชาติภูมิของตน
แท้จริงธรรมดาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงอาศัยเหตุอันหนึ่ง แล้วย่อมมิได้เสด็จไปสู่ที่อื่น
อันไม่ควรเพื่อจะเสด็จ เพราะเหตุนั้น พระพุทธองค์จึงได้ตรัสแก่พระมหากัจจายนว่า
ท่านจงไปแต่ผู้เดียวเถิด เบื้องว่าในกาลเมื่อท่านไปแล้ว บรมกษัตริย์ก็จะเลื่อมใสในท่าน
พระมหากัจจายนเถระจึงมาดำริว่า ขึ้นชื่อว่าพระพุทธฎีกาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีเป็นคำสอง
ท่านดำริดังนี้แล้ว ก็กราบนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ไปด้วยกับภิกษุทั้งเจ็ดรูปที่มาด้วยกัน
ในระหว่างทางได้ผ่านปนาลนิคม
ก็พากันไปเที่ยวบิณฑบาตในนิคมนั้น
ในนิคมนั้น มีธิดาเศรษฐีอยู่สองคน คนหนึ่งเกิดในตระกูลของเศรษฐีเก่า อันถึงภาวะเป็นคนตกยากเข็ญใจ
ไร้ทรัพย์สมบัติ ครั้นเมื่อมารดาบิดา กระทำกาลกิริยาล่วงลับไปแล้ว ก็อาศัยผู้เป็นแม่นมอยู่
นางมีร่างกายบริบูรณ์งดงาม ผมยาวหาสตรีเสมอยาก ฝ่ายธิดาเศรษฐีอีกคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยทรัพย์
แต่เป็นคนไร้เส้นผม นางได้ส่งคนไปขอซื้อเส้นผมจากธิดาเศรษฐีที่เข็ญใจ แต่ก็ไม่เป็นผล
ในวันนั้นธิดาเศรษฐีคนเข็ญใจได้เห็นพระเถระ พร้อมพระภิกษุอีกเจ็ดรูป นางจึงมาดำริว่า
พระเถระองค์นี้มีผิวกายผุดผ่องดังทองชมพูนุท เราควรจะใส่บาตรให้ท่าน แต่เราไม่มีทรัพย์
แต่ทว่าธิดาเศรษฐีของตระกูลโน้น จะซื้อเส้นผมของเรา เราจะขายผมของเราให้ได้ทรัพย์มา
เพื่อจะได้ถวายไทยธรรมแก่พระเถระ ดำริดังนี้แล้ว นางก็ให้แม่นมไปอารธนาพระเถระมาในเคหฐาน
แล้วให้แม่นมตัดผมของตน เอาไปให้ธิดาเศรษฐีในตระกูลนั้น เธอก็จะให้ทรัพย์มา
ตนก็จะถวายบิณฑบาตพระเถระด้วยทรัพย์นั้น
ฝ่ายธิดาเศรษฐีของคนมีทรัพย์เห็นว่า ธรรมดาวัตถุอันประณีตมีแก่นสารเป็นของมีราคามากนั้น
ถ้าผู้เป็นเจ้าของไม่นำไปด้วยตนเองแล้ว จึงได้ชื่อว่ายังความเคารพให้เกิด
และของนั้นถ้าตนไปเที่ยวขายก็ทำให้ราคาตกไป ไม่ได้ยังความเคารพในวัตถุ และบุคคลให้บังเกิด
ในกาลก่อนตนขอซื้อผมของธิดาเศรษฐี ด้วยทรัพย์เป็นอันมาก ถึงร้อยกหาปณะบ้าง
พันกหาปณะบ้าง แต่ก็ซื้อไม่ได้ มาบัดนี้ธิดาเศรษฐีคนนั้น จะไม่ได้ทรัพย์ที่ตนเคยจะให้แล้ว
ดำริดังนี้แล้ว จึงให้เงินแก่แม่นมของธิดาเศรษฐี ผู้เข็ญใจไปเพียงแปดกหาปณะ
ธิดาเศรษฐีผู้เข็ญใจ จึงนำเงินแปดกหาปณะให้พอกับพระเถระทั้งแปดองค์ ๆ ละกหาปณะ
ตกแต่งบิณฑบาตถวาย พระเถระจึงพิจารณาดู ก็ได้เห็นอุปนิสัย สมบัติเก่าของธิดาเศรษฐีผู้เข็ญใจ
จึงมีวาจาถาม แม่นมว่าธิดาเศรษฐีอยู่ที่ใดให้เรียกมาพบ ครั้นนางถวายอภิวาทพระเถระทั้งหลายแล้ว
ยังพละศรัทธาให้เกิดในกมลสันดาน บิณฑบาตอันบุคคลตั้งไว้ในเนื้อมาอันดีคือ
ทักขิโณยบุคคล ย่อมให้ผลในทิฎฐธรรมเห็นทันตาในอัตภาพชาตินี้
ผมของธิดาเศรษฐีก็งอกงามเจริญขึ้นอยู่โดยปกติดังเก่า พระเถระทั้งแปดองค์ ครั้นรับบิณฑบาตนั้นแล้ว
ก็พากันเหาะระเห็จขึ้นไปสู่ห้องนภากาศ ไปลงในอุทยานของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี
ฝ่ายนายอุทยานได้เห็นพระเถระ ก็จำได้จึงนำความไปกราบทูลแก่บรมกษัตริย์ พระปัณฑปัชโชตทราบความ
จึงเสด็จไปอุทยานถวายนมัสการพระเถระ แล้วถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสถิตอยู่
ณ ที่ใด พระเถระจึงถวายพระพรว่า พระบรมศาสดาส่งอาตมภาพให้มาแทน บรมกษัตริย์จึงตรัสถามว่า
วันนี้พระเถระได้รับจังหันที่ไหนฉัน พระเถระจึงถวายพระพร เล่าความที่บุคคลจะพึงกระทำได้เป็นอันยากทั้งปวง
ของธิดาเศรษฐีผู้เข็ญใจนั้น บรมกษัตริย์จึงตรัสสั่งชาวพนักงาน ให้จัดแต่งวสนฐานถวายแก่พระเถระ
แล้วเสด็จกลับพระราชนิเวศน์ ยังชนให้ไปนำธิดาเศรษฐีผู้เข็ญใจแล้ว จึงตั้งไว้ในที่เป็นพระมเหสีผู้เลิศ
กิริยาที่ได้ยศในทิฎฐธรรมอันทันตา ก็มีแก่สตรีผู้นั้นแท้จริง
จับเดิมแต่นั้นมา บรมกษัตริย์ย่อมกระทำมหาสักการะแก่พระเถระเป็นอันมาก บรรดามหาชนทั้งปวงก็พากันเลื่อมใสในธรรมของพระเถระ
แล้วก็ชวนกันบรรพชาในสำนักของพระเถระเป็นอันมาก นครอุชเชนีก็โชตนาการรุ่งเรืองไปด้วย
ผ้ากาสาวพัสตร ฟุ้งไปด้วยลมคือ ท่านผู้แสวงหาสีลาทิคุณ
ฝ่ายพระราชเทวีธิดาเศรษฐีนั้น เมื่อทรงพระครรภ์ครบสิบเดือน ก็ประสูติพระราชโอรสได้พระนามว่า
โคบาลกุมาร พระนางได้พระนามว่า โคบาลมารดา พระนางนั้นมีความเลื่อมใสในพระมหากัจจายนเถระยิ่งนัก
ยังชนให้กระทำวิหารถวายแก่พระเถระในกาญจนอุทยาน ฝ่ายพระเถระ เมื่อยังชาวนครอุชเชนี ให้มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว
ท่านก็กลับไปยังสำนักพระบรมศาสดา
สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงกระทำที่สุดของพระสูตรทั้งสามคือ มธุบิณกสูตร กัจจายนเปยยาลสูตร
และปาวายนสูตร
ให้เป็นอัตถูปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงตั้งพระมหากัจจายนเถระไว้ในเอตทัคคฐานอันเลิศกว่า
ภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายข้างจำแนกอรรถที่พระองค์ทรงภาษิตโดยย่อ ให้พิสดารกว้างขวางออกไป
ส่วนพระเถระ เมื่อท่านมีชนม์อยู่ครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉทแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน
ด้วยนิพพานธาตุ ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษซึ่งจะเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้
ดุจเปลวประทีปอันสิ้นใส้ และน้ำมันแล้ว และดับไป
| บน |