พระภัททชิเถระ

            ความในพระสูตรนี้ว่า พระอัฎฐกถาจารย์ผู้กระทำสังคายนา ยกเอาบทพระบาลีมาตั้งไว้ในเบื้องต้นแล้ว จึงดำเนินความเบื้องต้นว่า พระภัททชิเถระ ท่านมีอภินิหารบารมีได้ธรรมมาแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในกาลปางก่อน เมื่อสั่งสมอยู่ในการกุศลทั้งหลาย อันเป็นอุปนิสัยของวิวัฎฎ คือพระนิพพาน ในภพทั้งหลายนั้น
            ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า ท่านก็ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ครั้นเจริญวัยก็ถึงฝั่งในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งปวง อยู่ต่อมาได้สละกามคุณทั้งห้าออกจากฆราวาส บรรพชาเป็นดาบส สร้างอาศรมอยู่ในประเทศอันต่อเนื่องแต่ราวป่า อยู่มาวันหนึ่งดาบสได้เห็นพระปทุมุตตระพุทธเจ้า เสด็จทางนภากาศ ก็มีจิตเลื่อมใสได้กระทำนมัสการแล้ว ประดิษฐานอยู่ พระบรมศาสดาทรงทราบอัชฌาสัยของดาบสนั้น จึงเสด็จลงมาจากนภากาศ ดาบสจึงน้อมนำรากบัวกับสัปปิ และนมสดเข้าไปถวาย ครั้นพระพุทธองค์ทรงรับ และอนุโมทนาแล้ว ก็เสด็จหลีกไป ด้วยบุญกรรมนั้น อำนวยผล ดาบสนั้นครั้นทำลายเบญจขันธ์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในดุสิตพิภพ เมื่ออยู่จนสิ้นชนมายุแล้ว ก็จุติจากดุสิตภพท่องเที่ยวอยู่ในเทวสุคติ และมนุษยสุคติสิ้นกาลช้านาน
            ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระวิปัสสิพุทธเจ้า ดาบสนั้นได้มาบังเกิดเป็นเศรษฐี มีทรัพย์มาก ยังพระภิกษุประมาณ ๑๘ พัน ให้มาฉันในเรือนของตนแล้ว ได้ถวายไตรจีวรครบถ้วนทุกองค์ ครั้นทำลายเบญจขันธ์แล้ว ก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก ตราบเท่ากำหนดอายุในเทวโลกแล้ว ก็จุติมาเกิดในมนุษยโลก ในเมื่อโลกว่างเปล่าจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ปฏิบัติบำเรอ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ องค์ ด้วยจตุปัจจัยสี่ ครั้นจุติจากอัตภาพชาตินั้น ก็ได้มาบังเกิดในขัตติยราชตระกูล เมื่อเสวยราชย์อยู่ ก็ได้ทรงปฏิบัติบำเรอพระปัจเจกพุทธเจ้า อยู่ตราบเท่าพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน แล้วเก็บเอาอัฐิธาตุนั้นมาก่อเป็นพระสถูป แล้วบรรจุไว้เป็นที่สักการะบูชา ตราบเท่าพระชนมายุของพระองค์และท่านนั้น
            ครั้นมาในพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ก็มาบังเกิดเป็นบุตรผู้เดียว ของพระภัททิยเศรษฐีผู้มีสมบัติได้ ๘๐ โกฏิ ในภัททิยนคร  มีชื่อว่า ภัททชิกุมาร
            ณ กาลครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับจำพระวัสสาอยู่ในนครสาวัตถี มีพระพุทธประสงค์จะทรงอนุเคราะห์แก่ภัททชิกุมาร จึงเสด็จไปยังภัททิยนคร กับด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมาก ประทับอยู่ในป่าชาติยาวัน ยับยั้งรอท่าให้ปัญญาของภัททชิกุมารแก่กล้า
            ส่วนภัททชิกุมารนั่งอยู่บนปราสาท ได้เห็นมหาชนชวนกันไปสดับพระสัทธรรมเทศนาในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า  ตนกับบริวารก็ไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เมื่อสดับพระสัทธรรมเทศนาอยู่ ก็กระทำกิเลสทั้งปวง ให้เสื่อมสิ้นไปจากขันธสันดานได้บรรลุพระอรหัตปฏิสัมภิทาญาณ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสเรียกภัททิยเศรษฐีผู้เป็นบิดามา บอกว่าบุตรของท่านได้ดำรงในพระอรหัตตผลแล้วสมควรจะบรรพชาเสียในกาลบัดนี้จึงจะได้ ถ้าหากว่าไม่บรรพชาก็คงจะปรินิพพานในเพลาวันนี้ เศรษฐีจึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ได้โปรดให้บรรพชาแก่บุตรของข้าพระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังภัททชิกุมาร ได้บรรพชาเป็นบรรพชิตเพศแล้วก็ให้อุปสมบท
            พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จอยู่ในที่นั้นสิ้นเจ็ดวันแล้วก็เสด็จไปสู่บ้านโกฏิคาม ชนทั้งหลายในบ้านนั้น ก็ชวนกันถวายทานแด่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธองค์เป็นประธานฝ่ายพระภัททชิเถระ ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภ เพื่อจะแสดงอนุโมทนกถาภัตตานุโมทนาแล้ว ท่านก็ออกไปสู่ภายนอกของบ้าน กระทำกำหนดกาลบริเฉท กำหนดเวลาไว้ว่า เราจะออกจากสมาบัติในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา แล้วท่านก็เข้าสู่สมาบัติ นั่งอยู่ภายใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้มรคาริมฝั่งคงคานั้น เมื่อพระภิกษุทั้งหลายที่เป็นมหาเถระผู้ใหญ่มาแล้ว ท่านก็ยังไม่ลุกออกจากสมาบัติ ต่อเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึงแล้วท่านจึงลุกออกจาก
ผลสมาบัติ  ฝ่ายพระภิกษุทั้งหลายที่ยังเป็นปุถุชนอยู่นั้น ก็พากันโพนทนายกโทษว่า พระภัททชิภิกษุเป็นแต่ภิกษุบวชใหม่ไม่นาน ในกาลเมื่อภิกษุทั้งหลายที่เป็นมหาเถระ ท่านมาแล้วมิได้ลุกขึ้นจากที่นั่ง เป็นคนกระด้างด้วยมานะ
            ฝ่ายว่าชนทั้งหลาย ชาวบ้านโกฏิคาม ได้ชวนกันผูกเรือขนานเป็นอันมาก เพื่อประโยชน์แก่พระบรมศาสดา กับหมู่พระภิกษุสงฆ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารถนา เพื่อจะประกาศอานุภาพของพระภัททชิเถระให้ปรากฏ ครั้นพระองค์ลงประดิษฐานในนาวาลำทรงแล้ว จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามว่า ภัททชิภิกษุอยู่ในเรือนหรือไม่ พระภัททชิเถระ จึงเข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า นมัสการ แล้วประดิษฐานอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ภัททชิเธอจงมานี่เถิด มาขึ้นสู่นาวาลำเดียวกันกับตถาคตเถิด พระภัททชิก็ขึ้นไป ครั้นเมื่อนาวาออกมาถึงท่ามกลางคงคา พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระเถระว่า ปราสาทที่เธอเคยอยู่ครอบครอง แต่ในกาลที่เธอเป็นพระมหาปนาทบรมจักรพรรดินั้นบัดนี้อยู่ ณ ที่ใด พระเถระจึงกราบทูลว่าปราสาทนั้นบัดนี้จมอยู่ ณ ฐานที่นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ผิฉะนั้น เธอจงตัดความสงสัยสนเท่ห์ของภิกษุเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งปวงเสีย พระเถระจึงถวายนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็ไปด้วยกำลังฤทธิ์ คีบจอมปราสาทด้วยนิ้วเท้าแล้วยกปราสาทเหาะขึ้นไปสู่อากาศบรรดาญาติทั้งหลายในกาลก่อนของพระเถระนั้น เบื้องว่ามีความโลภในปราสาทนั้นแล้ว และกระทำกาลกิริยาก็ไปบังเกิดเป็นปลา เต่า กบ เขียดอยู่ที่ปราสาทนั้น ครั้นเมื่อพระเถระยกปราสาทขึ้นแล้ว ก็ดิ้นรนพลัดตกลงในคงคา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น จึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ญาติทั้งหลายของเธอได้ความลำบากนัก พระเถระจึงสละปราสาทนั้นเสีย ปราสาทก็จมสู่ที่ตั้งตามเดิม
            พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จข้ามฟากแล้ว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลถามว่าปราสาทนี้พระภัททชิเถระได้ครอบครองในกาลครั้งใด พระพุทธองค์ก็ทรงนำมหาปนาทชาดก มาตรัสเทศนาโดยพิสดาร ยังมหาชนให้ดูดดื่มอมตวารีรสคือมรรคธรรม และผลธรรมเป็นอันมาก
            พระภัททชิเถระเมื่อได้บรรลุพระอรหัตแล้ว และมาระลึกถึงบุพพสมภารบารมีของตนในปุริมชาติแล้ว ก็บังเกิดความชื่นชม โสมนัสเปล่งอุทานวาจา อันประกอบด้วย โสมนัสญาณ เพื่อจะประกาศอภินิหารสมภารบารมีของตนที่ได้บำเพ็ญมาในกาลปางก่อน และเมื่อท่านมีชนมายุถ้วนกำหนดแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพาน ดับกรรมชรูปและวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้

| บน |