พระโสณโกฬิวิสเถระ

            ตามนัยอันมีในพระบาลี และอัฏฐกถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระโสณโกฬิวิสเถระไว้ในฐานันดรว่า เลิศกว่าภิกษุในพระศาสนา แต่บรรดาที่มีวิริยภาพ ความประพฤติศาสนพรหมจรรย์ และมรรคพรหมจรรย์
            พระเถระได้นามว่าโสณะนี้ด้วยเหตุมีรัศมีกายรุ่งเรืองงามดุจดังสีทอง ชื่อว่าโกฬิวิสด้วยสามารถแห่งวงศ์คือ บังเกิดในตระกูลพ่อค้า อันถึงภาวะเป็นยอดมกุฎของพ่อค้าทั้งปวงด้วยสิริยศ
            ในอดีตเมื่อครั้งพระศาสนาของพระปทุมุตตระพุทธเจ้า พระเถระได้มาปฏิสนธิในตระกูลของเศรษฐี มีชื่อว่า สิริวัทนกุมาร ครั้นเจริญวัยก็ได้เป็นเศรษฐี  วันหนึ่งได้ไปสู่พระวิหารด้วยมหาชน เพื่อสดับพระสัทธรรมเทศนา ได้เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในเอตทัคคว่า เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ที่มีความเพียรในพระศาสนา ก็ปรารถนาที่จะได้เป็นเช่นนั้นบ้าง จึงนิมนต์พระบรมศาสดา กับพระสงฆ์สาวก ไปถวายมหาทานถ้วนเจ็ดวันแล้วก็ตั้งปณิธาน พระบรมศาสดาทรงทราบความว่า ความปรารถนาของเศรษฐี จะสำเร็จหาอันตรายมิได้ จึงมีพระพุทธฎีกาพยากรณ์ แล้วเสด็จไปสู่พระวิหาร
            ฝ่ายเศรษฐีนั้น ก็ตั้งความเพียรกระทำการกุศลจนกำหนดสิ้นชีวิตแล้ว ได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก จนล่วงไปได้แสนกัป ถึงภัททกัปนี้ พระกัสสปพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่พระมหานิพพาน เศรษฐีนั้นก็ได้มาปฎิสนธิในเรือนของตระกูล ในเมืองพาราณสี วันหนึ่งได้ชวนสหายของตนไปเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา ในกาลนั้น ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง มีจีวรเก่าคร่ำคร่า คิดว่าจะกระทำบรรณศาลาพระอาศรมอยู่ประจำพระวัสสา ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา อาศัยกรุงพาราณสีเป็นที่โคจร ท่านได้เที่ยวเก็บท่อนไม้และเครื่องเถาวลีชาติ ที่กระแสน้ำพัดขึ้นมาอยู่บนบก กุมารเห็นเข้าก็เข้าไปถามถึงธุระนั้น ครั้นทราบความแล้ว จึงแสดงความจำนง ขอทำที่อยู่ถวายให้ท่าน พระปัจเจกโพธิเจ้าก็คิดจะสงเคราะห์แก่กุมารจึงรับนิมนต์ กุมารนั้นก็จัดแจงตกแต่งเครื่องสักการะบูชา ครั้นรุ่งขึ้นวันใหม่ พระปัจเจกพุทธเจ้าพิจารณาเห็น่า กุมารนั้นจะสงเคราะห์แก่ท่าน จึงไปสู่เรือนของกุมารนั้น กุมารนั้นก็รับเอาบาตรของท่านไปใส่ขาทนัยโภชนียาหารแล้ว ก็น้อมเข้าไปถวายปวารณานิมนต์ว่า ขอให้ท่านมารับบิณฑบาตที่บ้านของตน จนสิ้นกาลในวัสสานี้เถิด หลังจากนั้นกุมารนั้นกับสหายก็ไปยังฝั่งแม่น้ำคงคา จัดแจงกระทำบรรณศาลาและที่จงกรม อีกทั้งที่อยู่อาศัยสบายในกลางวัน และกลางคืน ถวายพระปัจเจกโพธิแล้ว มาคิดว่าพื้นแผ่นดินมีละอองฝุ่นแปดเปื้อนเป็นมลทิน เวลาพระปัจเจกโพธิเข้าสู่บรรณศาลาจะแปดเปื้อนเท้า คิดดังนี้แล้วจึงเอาผ้ากัมพลแดง อันเป็นผ้าห่มของตนควรค่าได้แสนหนึ่ง ปลงไว้เป็นเครื่องลาดพื้นแล้ว เห็นรัศมีกายของพระปัจเจกโพธิกับสีผ้ากัมพลแดง งามปรากฎเสมอกันก็บังเกิดเลื่อมใสยิ่งนัก จึงเปล่งวาจาปรารถนาว่า รัศมีผ้ากัมพลรุ่งเรืองงามไพโรจน์และมีฉันใด รัศมีในพื้นของมือและเท้าของข้าพเจ้านี้ จงแดงงามดุจสีดอกชะบาและดอกหงอนไก่ จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้าในที่อันข้าพเจ้าไปบังเกิด ให้ปรากฎเห็นงามดุขดังรัตตและพล อันระคนด้วยรัศมีของพระผู้เป็นเจ้านั้นเถิด อนึ่งสรีรสัมผัสอันอ่อนนุ่ม ดุจดังปุยนุ่น และยองไยของสำลี อันบุคคลประชีดีดได้ร้อยครั้งนั้น จงบังเกิดแก่ข้าพเจ้า
            ครั้นออกพระวัสสา กุมารนั้นก็ถวายไตรจีวรแก่พระปัจเจกโพธิ กุมารนั้นครั้นจุติจากชาตินั้น ก็เที่ยวเวียนเกิดอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลก
            ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาถือปฎิสนธิในเรือนของอสุภเศรษฐี เป็นบุตรของเศรษฐีในกาลจัมปกนคร จับเดิมแต่กาลที่กุมานั้น ถือปฎิสนธิ มหาชนทั้งหลายนำเอาเครื่องบรรณาการ มาให้แก่เศรษฐีนั้นมีประมาณกว่าพัน ครั้นเมื่อวันกุมารประสูติจากครรภ์ มหาชนชาวพระนคร ก็ประชุมพากันนำเครื่องสักการบูชา มาบูชาทั่วทั้งพระนคร ครั้นถึงวันกระทำนามมงคล มารดาบิดานั้นยกเอาอุบัติเหตุขึ้นสำแดงว่า รัศมีกายของบุตรที่งาม ดุจประเทืองทาด้วยน้ำสุวรรณกาญจนทองธรรมชาติ จึงให้ชื่อว่า โสณะกุมาร เศรษฐีจัดแจงพี่เลี้ยงนางนมให้ปฎิบัติบำเรอกุมารนั้น ให้เจริญขึ้นด้วยความสุขดุจเทวกุมาร และวิธีที่เศรษฐีจัดแจงอาหารให้แก่กุมารนั้น ไม่มีใครเหมือน อนึ่งที่กุมารจะเหยียบย่างก้าวเดินไปในตำบล ทุกแห่งสำนักนั้น มีพนักงานชาวที่สำหรับปูพรมเจียมเครื่องลาด อาสนะอันวิจิตรไปด้วยลวดลายวิเศษด้วยสุขสัมผัสลงไว้ ให้กุมารนั้นเดินสบายมิให้ระคายบาท ยุคลบาทของกุมารนี้ เป็นคนมีบุญกอบไปด้วยวรลักษณ์พื้นของมือ และเท้ามีสีแดงดุจดอกชะบาแดง มีสัมผัสอันละเอียดยองใยของสำลี เส้นขนเป็นขนแก้วกุณฑล มีสีแดงงามบังเกิดในเท้าสอง เศรษฐีผู้เป็นบิดา จัดแจงให้กระทำปราสาทสามปราสาท เพื่ออยู่ในฤดูทั้งสาม
            ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้เป็นองค์พระสัพพัญญูแล้ว ได้เสด็จไปประทานพระสัทธรรมเทศนา พระธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมิคทายวัน แล้วประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารให้หาเศรษฐีบุตรนั้นมาแล้ว ก็ส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า กับด้วยชนชาวบ้าน มีประมาณได้แปดหมื่น ครั้นเศรษฐีบุตรได้สดับพระธรรมเทศนาก็เป็นผู้มีศรัทธา จะใคร่บวชจึงกราบทูลขอบรรพชา พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระพุทธฎีกาตรัส ให้ไปขออนุญาตมารดาบิดาก่อน เมื่อยังมารดาบิดาให้อนุญาตแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุองค์ใดองค์หนึ่งบวชให้
            เมื่อพระโสณโกฬิวิสเถระได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้อยู่ ณ กรุงราชคฤหฤ์ หมู่ญาติทั้งหลาย และชนทั้งหลายที่เป็นคนสนิท และมิตรสหาย ก็พากันนำเอาเครื่องสักการบูชามาถวาย และสรรเสริญรูปสิริของพระเถระ ส่วนชนอื่นก็พากันมาเยี่ยมเยียนมิได้ขาดลงได้ ทำให้พระเถระนั้นเป็นทุกข์กังวล กิจที่จะเจริญสมณธรรมนั้นขาดไป พระเถระนั้นจึงมาดำริว่า เหตุการณ์เป็นดังนี้ เราไม่อาจกระทำเพียรบำเพ็ญกรรมฐานได้ ดังนั้นเราจะเรียนเอาพระกรรมฐาน ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จะไปสู่สุสานประเทศป่าช้าผีดิบอันมีอยู่ในสีตวัน แล้วกระทำสมณธรรมในที่นั้น ดำริดังนั้นแล้ว ก็ดำเนินการตามที่ดำริ แล้วมาดำริว่า สรีรกายของเรานี้สุขุมยิ่งนัก จำเริญอยู่ด้วยความสุขไม่เคยลำบาก แต่ทว่าบุคคลจะได้ความสุขนั้น จะได้ด้วยความสบายนั้นหามิได้ ความสุขนั้นย่อมได้ด้วยยาก ทรมานกายให้ลำบากก่อน จึงจะได้ความสุขควรที่ตนจะทรมานร่างกายให้ลำบากแล้ว กระทำสมณธรรม ดำริแล้ว ก็อธิษฐานจงกรม กระทำเพียรเดินจงกรมจนพื้นเท้าแตกช้ำ ตกเป็นโลหิต เมื่อเท้าเดินไม่ได้ ท่านก็อุตส่าห์ใช้เข่า และมือทั้งสองในการเดินจงกรม แม้ท่านจะกระทำถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่อาจจะยังคุณธรรมมาตรโอภาส ให้เกิดขึ้นได้ จึงมาดำริว่า ไฉนเราทำความเพียรถึงเพียงนี้ ยังไม่อาจจะยังมรรคและผลให้เกิดขึ้นได้ ชะรอยเราจะเป็นบุคคลอาภัพ ดังนั้น บรรพชาของเราก็จะเปล่าประโยชน์ เราจะกลับสึกเป็นคฤหัสถ์ แล้วบริโภคสมบัติบ้าง กระทำการบุญกุศลบ้าง
            พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบปริวิตกของพระเถระ พระพุทธองค์จึงเสด็จพร้อมด้วยหมู่ภิกษุ ไปยังที่นั้นในเพลาสายัณห์ ทอดพระเนตรเห็นที่จงกรม เปื้อนไปด้วยหยาดโลหิต จึงทรงประทานโอวาทมีอุปมาด้วยสายพิณ แล้วทรงบอกพระกรรมฐานแก่พระเถระ เพื่อประโยชน์จะให้ระงับความเพียร กระทำเพียรให้หย่อนลงเป็นปานกลาง แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปสู่คิชกูฎบรรพต
            ฝ่ายพระเถระได้รับพระบรมพุทโธวาท แต่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ประพฤติตามพุทโธวาท ไม่นานก็สำเร็จอริยคุณ ตั้งอยู่ในพระอรหัต
            สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ก็ทรงยกย่องพระเถระไว้ในเอตทัคคว่า เลิศกว่าภิกษุในพระพุทธศาสนา แต่บรรดาที่มีวิริยภาพกระทำความเพียร
            พระเถระเมื่อได้สำเร็จพระอรหัตแล้ว ก็รุ่งเรืองปรากฎในพระพุทธศาสนา มีชนมายุอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน

| บน |