พระอุตตเถระ

            พระอุตตรเถระ เมื่อบำเพ็ญบารมีอยู่ในปุริมชาติ ได้กระทำกุศลในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมาเป็นอันมาก ครั้นถึงกาลพระพุทธศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าก็ได้มาบังเกิดเป็นวิชชาธร เที่ยวสัญจรไปมาอยู่ในอากาศวิถี พระกัสสปพุทธเจ้าทรงปรารถนาจะอนุเคราะห์แก่วิชชาธรนั้น จึงเสด็จไปทรงประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นพฤกษาชาติในระหว่างสถลมารค ใกล้มรรควิถี จึงเปล่งพระรัศมีมีพรรณหกประการ วิชชาธรได้เห็นพระบรมศาสดาก็มีในโสมนัส จึงลงจากนภากาศเก็บดอกกรรณิกา บุปผาชาติอันไพบูลย์บริสุทธิ์ มากระทำสักการบูชาพระพุทธองค์ กรรณิกาบุปผาชาตินั้นไปประดิษฐานเป็นฉัตรกันอยู่ ณ เบื้องบน ด้วยพระพุทธานุภาพเป็นมหัศจรรย์ วิชชาธรได้เห็นอย่างนั้น ก็มีจิตเลื่อมใสอย่างยิ่ง ต่อมาวิชชาธรนั้นทำลายเบญจขันธ์แล้ว ได้ไปอุบัติในเทวสถานดาวดึงสพิภพ แล้วจุติจากดาวดึงสพิภพ ลงมาบังเกิดเป็นบุตรของตระกูลบริบูรณ์ด้วยสมบัติ ได้เวียนว่ายอยู่ในโลกสวรรค์ และโลกมนุษย์อยู่ช้านาน
            ตราบเท่าถึงกาลพระศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาบังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์ ชื่ออุตตร พราหมณ์มานพ ครั้นรู้ความแล้ว ก็ได้เรียนรู้จบไตรเพทพราหมณ์วิทยาเป็นที่สรรเสริญแก่โลก วัสสการพราหมณ์ปรารถนาจะให้บุตรีของตนแก่มานพ แต่มานพมีจิตคิดหน่ายจากฆราวาส เหตุว่าจะรื้อตนให้พ้นจากห้วงมหรรณพ ก็ห้ามปรามเสียมิได้รับ อุตส่าห์ไปสู่สำนักพระสารีบุตรเถระโดยกาลทั้งปวงมิได้ขาด ได้สดับพระธรรมเทศนาก็เกิดความเลื่อมใส จึงบรรพชาในสำนักพระสารีบุตร ประกอบด้วยวัตตปฎิบัติเป็นอันดี
            สมัยนั้น อาพาธบังเกิดแก่พระสารีบุตร ครั้นเพลาเช้าอุตตรสามเณรไปจากวิหาร เพื่อจะแสวงหาเภสัชมาแก้โรค ได้วางบาตรไว้ใกล้ฝั่งสระแล้ว ลงไปบ้วนปากล้างหน้า ขณะนั้นมีโจรผู้หนึ่งทำอุโมงค์เข้าไปลักทรัพย์มา ชนทั้งหลายไล่ติดตามมา โจรได้ใส่ห่อทรัพย์นั้นลงไว้ในบาตรของสามเณร แล้ววิ่งหนีไป สามเณรเมื่อทำกิจของตนเสร็จแล้ว จึงไปยืนอยู่ในที่ใกล้บาตร เจ้าของทรัพย์จึงจับกุมสามเณรไว้ แล้วนำไปให้แก่ราชบุรุษ ราชบุรุษจึงนำไปแจ้งแก่วัสสการพราหมณ์ ๆ จำได้จึงดำริว่า มานพนี้มิได้ฟังคำของเรา ไปบรรพชาจึงพิจารณาให้เอาไปเสียบเป็นบนปลายหลาว
            ในกาลครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาก็รู้ด้วยพระพุทธญาณว่า สามเณรนั้นมีปัญญาควรกาลจะได้สำเร็จมรรคและผล พระพุทธองค์จึงเสด็จไปทรงประดิษฐานอยู่ในที่ใกล้ศีรษะอุตตรสามเณร แล้วจึงมีพระพุทธฎีกาตรัสว่า ผลอันนี้เป็นผลแห่งกุศลราศีที่ท่านได้สั่งสมมาแต่ปุริมชาติ เธอจงอดกลั้นด้วยกำลังปัญญาพิจารณา แล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงโปรดประทานพระสัทธรรมเทศนา สมควรแก่อัชฌาสัยของสามเณร สามเณรนั้นก็มีความโสมนัสเป็นที่ยิ่ง ก็ยกจิตขึ้นสู่ห้องพระวิปัสสนาญาณ ปลงปัญญาสอดส่องไปตามกระแสพระพุทธบริหาร ก็ได้สำเร็จพระอรหัตพร้อมด้วยปฎิสัมภิทาญาณ ได้อภิญญาหกประการ เหตุดังนั้น สามเณรจึงแสดงอปทานกุศลจริตของตน จึงกล่าวพระคาถาทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้สรรพเณยธรรมด้วยพระองค์ พระนาม พระสุเมธทศพล พระองค์ประทับอยู่ ณ ภายใต้ต้นพฤกษาชาติริมมรคา สมัยนั้นเราเป็นวิชชาธร ได้เห็นพระพุทธรัศมีสว่างโอภาส ประดุจดังเพลิงยอดบรรพต พระรัศมีแแผ่ซ่านออกจากพระกายนั้น เราเห็นแล้วก็บังเกิดจิตศรัทธา เก็บเอากรรณิกาบุปผาชาติน้อมไปถวาย บุปผานั้นก็ปริวัตตนาการขึ้นไปเรี่ยราย ประดิษฐานอยู่ ณ เบื้องบนอากาศ กระทำให้เป็นร่มเงาให้ร่มพระบรมศาสดาด้วยพุทธานุภาพ เหตุกุศลกรรมของเราครั้งนั้น และปณิธีที่เราได้ตั้งไว้ เราได้ไปบังเกิดเป็นเทพบุตร อยู่สิ้นกาลนานในชั้นดาวดึงส์ มีปราสาทประดับด้วยสุวรรณบุปผาชาติดอกกรรณิการ จะไปที่ใดก็มีกรรณิการบุปผาชาติประดิษฐาน ผุดขึ้นรองรับบาททั้งซ้ายขวา จะนั่งนอนยืน เที่ยวไปในที่ใด ก็มีดอกกรรณิการรองรับไว้ ทุกประเทศ ทุกอริยาบถ ครั้นจุติจากเทวสถานลงมาสืบชาติเป็นมนุษย์ ได้เป็นบรมจักรเก้าชาติ ได้เป็นพระยาประเทศราชนับชาติมิได้ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพสงสาร ประกอบด้วยโภคสมบัติเป็นอันมากทุกชาติ ด้วยผลที่เราได้กระทำพุทธบูชา เราเกิดมาในกาลภายหลัง ก็ได้บังเกิดในตระกูลอันสูงทั้งสองคือ ตระกูลขัตติยมหาศาล และตระกูลพราหมณ์มหาศาล ไม่ได้บังเกิดในตระกูลต่ำเลย เมื่อเราไปสู่ประเทศใด ๆ ก็มีผู้บูชาในที่ทั้งปวง และมีบริษัทมิได้ทำลาย มีบุตรภรรยาก็อยู่ในโอวาท และเราปราศจากความกระวนกระวายในกายและจิต มิได้มีทุกข์ภัยวิปริตประการใด และตัวเรามีฉวีวรรณผ่องใสดังสีทองธรรมชาติ อาศัยที่เราได้กระทำพุทธบูชา เราจุติจากโลกมนุษย์ไปเกิดในเทวโลก แล้วจุติจากเทวโลกมาบังเกิดในมนุษยโลก ในกรุงราชคฤห์ ปราศจากความยินดีในกามคุณทั้งห้า มีความยินดีในพระบวรพุทธศาสนา บรรพชาในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้พระอรหัตแต่ในกาลเมื่อได้เจ็ดขวบ แตกฉานในพระจตุสัมภิทาได้ไตรวิชา และอภิญญาหกประการ พระบรมศาสดาประทานอุปสมบท ตั้งอยู่ในอริยชาติตามเยี่ยงอย่างของพระอริยประเพณี อาศัยกุศลราศีที่เราได้ทำพุทธบูชาเป็นเดิมมา พระอุตตรเถระได้อภิญญาหกประการ ชำนาญในอิทธิวิธี จึงเหาะขึ้นไปสู่อากาศวิถี กระทำอิทธิปาฎิหารย์ เพื่อจะอนุเคราะห์แก่บุคคลคือ มหาชนได้เห็นก็เกิดอัศจรรย์จิตพิศวง พระเถระกระทำปาฎิหารย์ แล้วก็ลงมาจากอากาศ ความสรรเสริญของพระอุตตรเถระก็แผ่ซ่านทั่วไป ในสกลประเทศ
            พระภิกษุทั้งหลายมีวาจาถามว่า เมื่อท่านเสวยความทุกข์เช่นนั้น เหตุไฉนจึงอาจเพื่อจะประกอบพระวิปัสสนากรรมฐานได้
            พระอุตตรเถระเมื่อจะแสดงเหตุให้ภิกษุทั้งหลาย ปราศจากความสงสัยจึงมีเถรวาจาว่า เมื่อข้าพเจ้าอาจเพื่อจะจำเริญพระวิปัสสนาให้ถึงธรรมวิเศษได้ อาศัยเหตุว่า ข้าพเจ้าพิจารณาเห็นโทษในสังขาร และพิจารณาเห็นปรกติของสังขารธรรมทั้งหลาย พระเถระมีวาจาดังนี้แล้ว จึงกล่าวพระคาถาสองพระคาถา มีเนื้อความว่า ภพอันหนึ่งคือ ภพแจกออกไปได้แก่ กัมมภพ อุปปัตติภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพ แต่ภพเดียวหาได้เที่ยงหามิได้ สังขารธรรมทั้งปวงย่อมเที่ยงที่จะบังเกิดและดับ ขันธ์ทั้งห้ามี จุติเป็นธรรมดาเนือง ๆ นี่เป็นคาถาแรก ในคาถาคำรบสอง มีเนื้อความว่า ข้าพเจ้ารู้ถึงโทษฉะนี้แล้ว จึงมิได้ประโยชน์ด้วยภพมีกรรมภพ เป็นต้น แล้วจึงสละจิตจากเบญจกามถึงอาสวขัยคือ พระอรหัต เป็นที่สิ้นของอาสวะ มีกามาสวะ เป็นต้น
            พระอุตตรเถระกล่าวพระคาถาดังนี้แล้ว ก็พิจารณาชนมายุสังขารก็เห็นว่า จะมิได้เป็นไปสิ้นกาลช้านาน เห็นว่าจะปรินิพพานโดยแท้ เหตุว่าด้วยประหารที่วัสสการพราหมณ์ให้ประหาร และทุกขเวทนาที่ราชบุรุษเสียบด้วยหลาวนั้น ให้บังเกิดเป็นมรณันติกาพาธ จึงไปกราบทูลลาพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงอนุญาต แล้วเหาะขึ้นไปในนภาดล ถวายอภิวาทแล้วแสดงบุพพกรรม ถวายแก่พระบรมศาสดาแล้ว เข้าสู่สมาบัติยังเตโชธาตุให้เกิดขึ้นมาจากสรีรอินทรีย์ เผามังสะและโลหิตให้ไหม้สิ้น ยังเหลืออยู่แต่พระอัฐิธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงยังภิกษุทั้งหลาย ให้ขึงผ้ารองรับไว้แล้ว ให้ทำเป็นพระสถูปบรรจุอัฐิไว้ แทบมรคาสี่แพร่ง เพื่อจะให้เป็นบุญโกฎฐาสแก่เทพดาและมนุษย์ทั้งหลาย อันมีจิตศรัทธาเลื่อมใส ได้กระทำสักการบูชาด้วยเครื่องสักการบูชา

| บน |