ใจความในพระสูตรนี้ว่า พระโสปากเถระ ท่านมีอภินิหารได้บำเพ็ญมาแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ในกาลปางก่อนแล้ว และได้สั่งสมกองการกุศลไว้อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน ในภพนั้น
ๆ เป็นอันมาก
ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระกกุสันธพุทธเจ้า ท่านได้มาบังเกิดเป็นบุตรของกฏุมพีผู้หนึ่ง
อยู่มาวันหนึ่งกุลบุตรได้เห็นพระบรมศาสดา จึงน้อมนำผลไม้เข้าไปถวาย พระบรมศาสดาทรงรับไว้
กุลบุตรนั้นก็ยิ่งมีความเลื่อมใสในพระภิกษุสงฆ์ จึงได้ตั้งสลากภัตทานแก่ภิกษุสงฆ์
ก็ได้ถวายขีรภัตคือ จังหันอันเจือด้วยนมสด แก่พระภิกษุทั้งหลายวันละสามรูป
ตราบสิ้นอายุของตน
กุลบุตรนั้น เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน ในกาลครั้งหนึ่งได้มาบังเกิดในกำเนิดของมนุษย์
ก็ได้ถวายภัตตาหารที่เจือด้วยน้ำนมสด แก่พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาอุบัติปฎิสนธิในครรภ์สตรีภาพ
ทุคคตเข็ญใจคนหนึ่งในนครสาวัตถี
ด้วยผลของกรรม ที่ได้กระทำไว้ในกาลปางก่อน ติดตามมาทันอำนาวยผลมารดาของทารก
เมื่อมีครรภ์ถ้วนสิบเดือนแล้ว และไม่ได้ถนอมครรภ์ไว้ให้ดี เมื่อวันจะคลอดบุตรก็ไม่อาจจะคลอดได้
สตรีนั้นก็สลบไป บรรดาญาติของสตรีนั้น สำคัญว่าสตรีนั้นตายแล้ว จึงนำไปยังป่าช้ายกขึ้นวางบนเชิงตะกอน
จุดเพลิงแล้วหลีกไป ฝ่ายทารกในครรภ์ก็ออกจากครรภ์ หาอันตรายมิได้ แต่มารดาทารกนั้นกระทำกาลกิริยาตาย
ฝ่ายเทพยดาก็รับเอาทารกนั้นไปวางไว้ในเรือนผู้รักษาป่าช้าให้อภิบาลรักษาไว้
และกระทำเหมือนทารกนั้น เป็นบุตรของตน เลี้ยงทารกนั้นจนเจริญวัย และได้เที่ยวเล่นอยู่กับทารกชื่อสุปิยะ
เป็นบุตรของผู้รักษาป่าช้านั้น และทารกนั้นได้ชื่อว่าโสปากะ
เหตุว่าทารกนั้น เจริญใหญ่ในสุสานประเทศป่าช้า
อยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่ายพระพุทธญาณพิจารณาดูเวไนยสัตว์ที่มีอุปนิสัยสมบัติวาสนาบารมี
ก็ได้ทรงเห็นโสปากทารกที่มีอายุได้เจ็ดขวบ เข้าไปข้องอยู่ในข่ายพระพุทธญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จไปสู่ป่าช้านั้น
ฝ่ายโสปากกุมารที่มีบุพพเหตุกุศลหนหลังเข้ามาตักเตือนจิตสันดาน ครั้นได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็มีจิตเลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงโปรดประทาน พระสัทธรรมเทศนาแก่ทารกนั้น
ทารกนั้นครั้นได้สดับพระสัทธรรมเทศนาก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธา อ้อนวอนขอบรรพชา
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสถามว่า บิดาของทารกนั้นได้อนุญาตแล้วหรือไม่ โสปากทารกก็ไปนำบิดามายังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า
กราบทูลขออนุญาต พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงให้บรรพชาแก่โสปากทารก แล้วให้ประทับอยู่ด้วยเมตตาภาวนา
โสปากสามเณร ก็เรียนเอาเมตตากรรมฐาน แต่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็อยู่ในสุสานประเทศป่าช้า
ไม่ช้าไม่นานก็ยังเมตตาฌาน ให้บังเกิดแล้วกระทำเมตตาญาณเป็นบาท ยังพระวิปัสนากรรมฐานให้เจริญ
ท่านก็ได้บรรลุพระอรหันต์ แล้วท่านได้กล่าวบุพพจริยาแสดงกุศลบุพพ เหตุเบื้องต้นไว้ใน
คัมภีร์อปทาน
มีเนื้อความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระมหาวิริยภาพอันยิ่งใหญ่ และเป็นผู้ถึงฟากฝั่งของสรรพเญยยธรรมทั้งปวง
พระนามว่า พระกกุสันธพุทธเจ้า
พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่คณะ ไปยังอรัญประเทศ เสด็จยับยั้งชมฌานของพระองค์อยู่ระหว่างภูเขาแต่พระองค์เดียว
สมัยนั้น เราได้ถือเอาผลาผลแล้วร้อยด้วยเครือลดา เราได้พบเห็นพระกกุสันธพุทธเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส
ได้ถวายพืชแด่พระพุทธองค์ ผู้เป็นทักขิเณยยบุคคล และประกอบด้วยพระปรีชาญาณ
เราได้ถวายผลอันใดในภัททกัปนี้ เรามิได้รู้จักถึงทุคติเลย มากาลบัดนี้เราเผาสรรพกิเลสธรรมทั้งหลายทั้งปวง
โสฬสกิจสิบหกประการ เราก็ได้กระทำสำเร็จแล้ว กิจอื่นที่ต้องกระทำต่อไปเบื้องหน้า
มิได้มีมรรคพรหมจรรย์เราก็ได้อยู่จบแล้ว ศาสนธรรมของพระบรมศาสดา เราก็ได้ทำสำเร็จแล้ว
พระโสปากเถระครั้นได้บรรลุพระอรหัต เมื่อจะแสดงวิธีของเมตตาภาวนา เพื่อจะให้พระภิกษุทั้งหลาย
ผู้ประกอบในโสนานิกะธุดงค์อื่น ๆ ฟัง จึงกล่าวเป็นพระคาถา มีเนื้อความว่า
ภิกษุประกอบด้วยอัชฌาสัยแสวงหาประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง พึงแผ่เมตตาจิตให้เสมอในสัตว์ทั้งปวง
กระทำอาการให้เหมือนด้วยมารดา บิดามีความเมตตาในบุตร ธรรมดาบิดามารดาทั้งหลาย
ที่มีบุตรผู้เดียวเป็นที่รักที่เจริญใจ พึงแสวงหาความเกษมสุข สวัสดิภาพ และประโยชน์
คุณความดีให้แก่บุตรผู้เดียว อันเป็นที่รักใคร่นั้น โดยส่วนเดียวฉันใด ภิกษุผู้มีอัชฌาสัยอันประกอบไปด้วยเมตตา
แสวงหาประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย นั้นพึงแสวงหาประโยชน์อันเกื้อกูลคือ ความสุข
และสวัสดิภาพให้เสมอไปในสรรพสัตว์ทั้งปวงอัน ตั้งอยู่ในทิศต่าง ๆ และอยู่ในภพต่าง
ๆ และอยู่ในวัยต่าง ๆ โดยส่วนเดียวให้เสมอไปไม่เลือกหน้า อย่าพึงกระทำเขตแดนนี้ว่า
ผู้นี้เป็นมิตร หรือว่าเป็นศัตรู พึงเจริญเมตตาจิตให้เป็นอันเดียวด้วยกำหนดที่ทำลายเสียซึ่งเขตแดน
เมื่อพระเถระกล่าวพระคาถาดังนี้แล้วจึงให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ท่านทั้งปวงจงเจริญเนือง
ๆ ประกอบเนือง ๆ ในเมตตาภาวนา เมตตาอานิสงส์สิบเอ็ดประการ มีนอนหลับเป็นสุขสบายเป็นอาทิ
ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาไว้นั้น ท่านทั้งหลายจะพึงเป็นบุคคล มีส่วนของเมตตานิสงส์สิบเอ็ดประการ
นั้นในส่วนเดียว
ฝ่ายพระเถระเมื่อมีพระชนมายุสังขารถ้วนกาลบริเฉทกำหนดเพียงไรแล้ว ท่านก็ดับกรรมชรูป
และวิบากขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุดับสิ้นเชิง
หาตัณหาและอุปาทาน ซึ่งจะเป็นเชื้อเหลืออยู่มิได้ เป็นอนุปัตถินิโรธ ไม่บังเกิดอีกในภพเบื้องหน้า
ดุจเปลวประทีปอันสิ้นไส้และดับไป
| บน |