พระกิมิลเถระ

            พระกิมิลเถระนี้ท่านมีอภินิหารได้อบรมมาในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ในกาลปางก่อนมาแล้ว ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระกกุสันธพุทธเจ้า ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย และจำความได้ในกาล เมื่อพระบรมศาสดา เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กุลบุตรผู้นั้นอุทิศจำเพาะต่อพระบรมสารีริกธาตุ ได้กระทำสักการบูชา ด้วยระเบียบของดอกหญ้าแพรกทั้งหลาย ด้วยอาการประดุจดังมณฑป ด้วยบุญอันนั้น และอำนวยผล กุลบุตรนั้น ครั้นทำลายขันธ์จากมนุษยโลก แล้วก็ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์เทวโลก และได้ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลกสิ้นกาลช้านาน
            ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาบังเกิดในสากยราชตระกูล ในกรุงกบิลพัสดุ์ มีนามว่า กิมิลกุมาร ครั้นเจริญวัย ก็ประมาทมัวเมาอยู่ด้วยสิริสมบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าสมัยเมื่อสถิตอยู่ในอนุปิยอัมพวนาราม ทรงเห็นปัญญาของกิมิลกุมารนั้นแก่กล้า สมควรจะตรัสรู้มรรคญาณ และผลญาณแล้ว มีพระพุทธประสงค์ เพื่อจะยังความสังเวชสลดใจให้บังเกิดแก่กิมิลกุมาร จึงทรงนิมิตรูปสตรีให้มีรูปโฉมงดงาม ตั้งอยู่ในประถมวัยแรกรุ่นดรุณี ให้ประดิษฐานอยู่เบื้องพระพักตร์ปริมณฑล และรูปสตรีอันชราโรคทั้งหลายเบียดเบียนให้ถึงความวิบัติไปโดยลำดับ
            กิมิลกุมารครั้นได้เห็นรูปสตรีนั้น เมื่อจะแสดงความสังเวชสลดให้ปรากฏ จึงกล่าวพระคาถามีเนื้อความว่า กิริยาที่ต่างที่แปลกของสรีระวัยมีกำลังเป็นต้น ย่อมตกไปโดยเร็ว แล่นไปโดยเร็ว มิได้ตั้งอยู่โดยปกติ ย่อมถึงความสิ้นไปฉิบหายไปในขณะ ๆ ประหนึ่งว่าผู้ใดผู้หนึ่งมาว่ากล่าวบังคับบัญชาว่า ท่านจงไปเร็ว ๆ ดังนี้ก็ว่าได้ รูปนี้เป็นฉันใด ก็เป็นไปฉะนั้นเอง รูปนี้ถึงจะมีแก่เรา ก็ปรากฎแก่เราว่าเป็นอื่น ย่อมระลึกได้ ย่อมพิจารณาเห็น ย่อมรู้จักอัตภาพของเรานี้ ดุจดังว่าเป็นอัตภาพของสัตว์อื่น
            เมื่อกิมิลกุมารกระทำมนสิการ กำหนดในใจถึงอนิจจาทิลักษณะคือ ความไม่เที่ยง เป็นต้น ความสังเวชสลดจิตก็บังเกิดในจิตสันดาน จึงเข้าไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้สดับพระสัทธรรมเทศนาแล้ว ก็ได้ศรัทธาออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา จำเริญพระวิปัสนากรรมฐานไม่นาน ก็สำเร็จพระอรหัต
           พระกิมิลเถระจึงกล่าวเป็นพระคาถา แสดงบุพพจริตกุศลที่ได้บำเพ็ญมาในก่อน ไว้ในคัมภีร์อปทาน มีเนื้อความว่า ในกาลเมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระกกุสันธพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว เราได้บังเกิดเป็นกุลบุตร อุทิศต่อพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เราถือเอาระเบียบของดอกสัททละคือ ดอกหญ้าแพรก กระทำให้มีสัณฐานดุจมณฑปแล้ว กระทำการสักการบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เราได้บังเกิดในดาวดึงสเทวโลก ได้ทิพยสมบัติอันอุดม เรามีรัศมีรุ่งเรืองล่วงเทพยดาทั้งหลาย อันนี้เป็นผลของพระพุทธบูชานั้น เราเที่ยวเดินจงกรมอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี ในกลางคืน และกลางวัน ก็กางกั้นไปด้วยบุปผชาติดอกหญ้าแพรกทั้งหลาย อันนี้เป็นผลของบุญ ที่เราได้กระทำไว้อำนวยผล เราได้กระทำพุทธบูชาอันใดในภัททกัป เรามิได้ไปบังเกิดในทุคติภพเลย บัดนี้กิเลสทั้งหลายเราก็ได้เผาเสีย ให้เหือดแห้งจากขันธสันดานแล้ว ศาสนธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็ได้กระทำเสร็จสิ้นทุกประการแล้ว
            พระกิมิลเถระ เมื่อได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อท่านจะแสดงอนิจจาทิลัษณะคือ กิริยาที่กระทำมนสิการกำหนดในใจ ซึ่งพระอนิจจาทิลักษณะ ความเป็นของไม่เที่ยงอันบังเกิดขึ้นในเบื้องบนของอัตภาพ ท่านก็กลับรื้อขึ้นกล่าวอีก เพื่อจะให้เป็นแบบอย่างแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้เจริญพระอนิจจาทิลักษณะ
            พระกิมิลเถระ เมื่อมีชนมายุครบจำนวนถ้วนกาลบริเฉท ครบกำหนดเพียงไร ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพานธาตุ ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จหาเศษมิได้

| บน |