พระสุนันทเถระ

            ในสุนันทเถรวัตถุ มีคาถาที่พระอัฎฐกถาจารย์ กำหนดไว้มีเนื้อความว่า พระเถระมีอภินิหารได้บำเพ็ญมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อน ครั้นมาในกาลพระศาสนาของพระสิขีพุทธเจ้า ท่านได้มาบังเกิดในปัจจันตประเทศ ครั้นเจริญวัยเรียนรู้ความแล้ว ก็เป็นวนจรพรานป่าเที่ยวไปไล่เนื้อในกลางไพร อยู่มาวันหนึ่งได้เห็นที่จงกรมของพระสิขีพุทธเจ้า ก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใส จึงกอบโกยเอาทรายมาเรี่ยรายลงไว้ในที่จงกรมนั้น เมื่อท่านทำลายเบญจขันธ์แล้ว ก็ท่องเที่ยวในเทวคติและมนุษยคติ ด้วยบุญกรรมที่ได้เอาทรายเรี่ยรายลงไว้ในที่จงกรมของพระบรมศาสดา
            ครั้นมาในกาลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าของเรานี้ ท่านได้มาบังเกิดในตระกูลของคหบดีในจัมปกนคร ญาติทั้งหลายให้ชื่อว่า สุนันทมานพ พี่ชายของสุนันทมานพมีชื่อว่า ภรตมานพ ทั้งสองพี่น้อง ครั้นเจริญวัยได้ทราบข่าวว่า พระโสภณโกฬวิสะ ได้ออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา จึงมารำพึงว่า พระเถระเป็นผู้ตั้งอยู่ในความสุข เจริญด้วยความสุขถึงเพียงนั้นแล้ว ท่านก็ยังออกบรรพชา นับประสาอะไรแก่ตัวเราทั้งหลาย จะบรรพชาเสียบ้าง จำเราจะบรรพชาเสียบ้างเถิด รำพึงดังนี้แล้ว ก็ออกบรรพชาในพระพุทธศาสนา พระเถระทั้งสองพี่น้องนั้น พระภรตเถระผู้พี่ชาย ครั้นบรรพชาแล้วก็อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ไม่ช้าก็สำเร็จอภิญญาหกประการ ฝ่ายพระสุนันทเถระผู้เป็นน้องชาย ไม่อาจสามารถจะประกอบความขวนขวาย พยายามเจริญพระวิปัสนากรรมฐานได้ก่อน เพราะภาวะของกิเลสทั้งหลาย ยังมีกำลังกล้า ท่านก็อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรเจริญพระวิปัสนากรรมฐานอยู่แท้จริง ลำดับนั้นท่านปรารถนาจะเป็นที่พึ่งของพระสุนันทเถระ จึงให้พระสุนันทเถระนั้นให้เป็นปัจฉาสมณะแล้ว ก็ออกจากวิหารไปนั่งอยู่แทบมรคา กล่าวกถาปรารภพระวิปัสนากรรมฐาน
            ในสมัยนั้น ยังมีโคที่บุคคลเทียมเข้าในเกวียนตัวหนึ่ง ครั้นลากเกวียนไปในประเทศ อันเป็นที่ลื่นตำบลหนึ่ง ในมรคาใกล้ที่พระเถระทั้งสองนั่งอยู่นั้น โคนั้นก็ไม่อาจจะฉุดลากเกวียนนั้นขึ้นได้ ก็ดิ้นรนไป ๆ มา ๆ อยู่โดยรอบ ชนชาวเกวียนก็แก้โคนั้นออกจากเกวียนเสีย แล้วให้กินหญ้ากินน้ำให้อิ่มสำราญ แล้วจึงเทียมเข้าในเกวียนอีก โคตัวนั้นก็ค่อยได้กำลังวังชา ก็ฉุดลากเกวียนนั้นขึ้นจากเลนที่ลื่นนั้นได้ นำไปสู่ที่ดอน
            ลำดับนั้น พระภรตเถระ จึงแสดงโคนั้นให้พระเถระผู้น้องดูว่า ท่านจงแลดูกรรมของโคนี้เถิด ครั้นพระเถระผู้น้องตอบว่า เห็นโคนั้นแล้ว พระเถระผู้พี่จึงมีวาจาว่า ท่านจงพิจารณาดูเนื้อความนี้เถิด พระเถระผู้น้องจึงมารำพึงว่า โคตัวนี้มีความกระวนกระวายรำงับแล้ว ย่อมฉุดลากภาระคือ เกวียนอันหนักขึ้นจากที่อันเป็นเปือกตม เป็นที่ลื่นที่เลนฉันใด แม้ตัวเรานี้ก็ควรจะพึงรื้อตนให้พ้นจากเปือกตมคือ สังสารวัฎ ฉะนั้นบ้างเถิด รำพึงแล้วก็ทำโคนั้นให้เป็นอารมณ์ อุตส่าห์เจริญพระวิปัสนากรรมฐาน ไม่นานท่านก็ได้ถึงพระอรหัต
            พระสุนันทเถระ เมื่อท่านสำเร็จแล้ว จึงกล่าวพระคาถาประกาศบุพพจริตาปทาน แสดงบุพพกุศลที่ตนได้ประพฤติ ณ กาลก่อนไว้ในคัมภีร์พระอปทาน เพื่อจะให้เป็นแบบอย่างแก่ชนตาปัจฉาสัตว์ ซึ่งจะปฎิบัติไปในภายหลัง อธิบายในบาทพระคาถามีเนื้อความว่า ในกาลปางก่อนเราได้บังเกิดเป็นพรานเนื้อ เที่ยวแสวงหามฤคชาติไปในอรัญประเทศราวป่าอันใหญ่ เราได้เห็นที่จงกรมของพระสิขีพุทธเจ้า เราได้กอบโกยทรายในหาดทรายใส่ในพก แล้วนำมาเรี่ยรายโปรยปราย ลงไว้ในจังกมฐานนั้น ด้วยจิตเลื่อมใสต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เรามิได้บังเกิดในทุคติภพเลยสิ้น ๓๑ กัป นับแต่ภัททกัปนี้ลงไป ผลอันนี้เป็นผลที่โปรยทรายลงไว้ในที่จงกรมนั้น มาในปัจฉิมภวิกชาติเราก็ได้เผากิเลสให้ขาดจากสันดานแล้ว ศาสนธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็ได้กระทำสำเร็จทุกประการแล้ว กิจอื่นที่จะต้องกระทำต่อไปอีกมิได้มี
            พระสุนันทเถระนั้น ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกล่าวแก้พระอรหัตตผลในสำนัก พระภรตเถระผู้เป็นพี่ชายจึงกล่าวประชุมสองพระคาถามีเนื้อความว่า โคอาชาไนยที่เจริญที่คราดแล้ว และได้ความสังเวชสอดจิตโดยยิ่งแล้ว และกลับดำรงตนฟื้นขึ้นได้ มีจิตมิได้หดหู่ จึงฉุดลากนำภาระคือ เกวียนอันหนักของตนไปได้ เรานี้ครั้นได้ความสังเวชสลดจิตแล้ว ก็มีจิตมิได้เกี่ยวข้องหดหู่ ด้วยดำริว่า กิริยาที่จะมาละเสียซึ่งภาระคือ ธุระอันหนักคือ ธุระแห่งตน ฉะนั้น ท่านทั้งหลายพึงรู้จักข้าพเจ้าว่า เป็นประดุจโคอาชาไนย และเป็นบุคคลบริบูรณ์ ด้วยสัมมาทัสสนะคือ ปัญญาเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
            พระสุนันทเถระ เมื่อมีชนมายุสังขารอยู่ครบจำนวนแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน ด้วยอนุปาสิเสสปรินิพพาน ดับกรรมชรูป และวิบากขันธ์สิ้นเสร็จ หาเศษมิได้ ไม่มีเชื้อเหลืออยู่ ไม่เกิดต่อไปในภพหน้า

| บน |